จนถึงป่านนี้แล้วตัวของหลัวหยางก็ยังไม่อาจเชื่อได้เลยว่าตนเองได้สังหารวายร้ายที่มีระดับพลังเปิดห้วงจิติญญาไปจริงๆ
ความรู้สึกนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ต่างจากคลื่นน้ำที่กระทบฝั่งอย่างไม่รู้จบ
ต่อให้เหตุการณ์จะเกิดขึ้นตรงหน้า ต่อให้ศพไร้ศีรษะที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นป่าจะเป็หลักฐานอันชัดเจนเพียงใด จิตใจของเขาก็ยังคงสั่นไหวราวกับกำลังฝันกลางวัน เพราะไม่ว่ายังไงก็ตาม ระดับหลอมกายากับระดับเปิดห้วงจิติญญานั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่เพียงความต่างของตัวเลขหรือพลังปราณที่มากหรือน้อยกว่า หากเป็ความแตกต่างของแก่นแท้ของการบำเพ็ญเพียร เป็เส้นแบ่งขนาดใหญ่ที่ตัดสินว่าใครยังเป็เพียงผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่าง และใครคือผู้ที่ก้าวเข้าสู่ประตูแห่งอัจฉริยะอย่างแท้จริง
ต่อให้จะนำผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาขั้นสิบมาสามถึงสี่คน รวมพลังกันเข้าจู่โจม
พวกเขาทั้งหมดก็ยังไม่อาจเทียบได้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปิดห้วงจิติญญาขั้นหนึ่งเพียงคนเดียว
นี่ไม่ใช่เื่เกินจริง เป็ความจริงอันโหดร้ายที่ทุกคนในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรต่างยอมรับ
เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับเปิดห้วงจิติญญา ผู้บำเพ็ญเพียรจะเริ่มััและควบคุมปราณแห่ง์และโลกได้อย่างแท้จริง พวกเขาสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมาเป็รูปลักษณ์ เป็กระแส เป็คลื่น เป็อาวุธ หรือเป็แรงกดดันที่บดขยี้จิตใจของศัตรูได้
การโจมตีในระดับนั้นไม่ใช่การฟาดฟันอย่างหยาบๆด้วยกำลังของกล้ามเนื้ออีกต่อไป แต่มันคือการใช้พลังแห่งฟ้าดินเข้ามาเสริมอานุภาพ แตกต่างจากการโจมตีของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมกายาอย่างสิ้นเชิง
และนั่นเองที่ทำให้ระดับเปิดห้วงจิติญญาถูกมองว่าเป็เส้นแบ่งระหว่างคนธรรมดากับอัจฉริยะ เป็ด่านแรกที่คัดกรองผู้ที่มีคุณสมบัติจะก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลัวหยางก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ความเย็นของอากาศป่าไหลผ่านเข้าสู่ปอด
ทว่าหัวใจของเขากลับเต้นแรงด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังร่างไร้หัวที่นอนอยู่เบื้องหน้าอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัวหรือสั่นไหว หากเป็ความรู้สึกซับซ้อนที่ผสมปนเปกันระหว่างความเหลือเชื่อ
อย่างไรก็ตาม ความคิดนั้นยังไม่ทันจะได้ซึมลึกเข้าไปในหัวใจ เสียงของอาจารย์ระบบก็ดังขึ้นอย่างเร่งเร้าและไม่ไว้หน้า
【อย่ามัวยืนโง่อยู่แบบนั้นไอ้ศิษย์รัก รีบค้นตัวและหาสิ่งของมีค่าเร็วเข้า แล้วรีบออกไปจากที่นี่】
【อาจารย์ระบบรู้สึกได้ว่ากำลังมีคนมา】
น้ำเสียงนั้นกลับมาเป็แบบเดิม เยาะเย้ย ดูแคลน แต่แฝงไปด้วยความจริงจังอย่างชัดเจน
“มีคนมา.. ท่านอาจารย์ระบบหมายถึงพวกที่กำลังตามล่าไอ้วายร้ายนี้ใช่ไหม?”
ประโยคนั้นทำให้หลัวหยางสะดุ้งเล็กน้อย ความตื่นเต้นเมื่อครู่พลันถูกกดทับลงด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอดทันที
【ไม่แน่ใจ เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็มิตรหรือศัตรู แถมเ้าก็ยังอ่อนแออยู่มาก!】
【การไม่พบเจอพวกมันในบริเวณผืนป่าลึกเช่นนี้ย่อมเป็เื่ที่ดีมากยิ่งกว่า】
คำเตือนนั้นทำให้หลัวหยางไม่ลังเลอีกต่อไป เขารีบก้มลงค้นร่างของศพอย่างรวดเร็ว
มือของเขาขยับอย่างคล่องแคล่วผิดกับสภาพจิตใจเมื่อครู่ ราวกับการสังหารได้เปลี่ยนบางสิ่งในตัวเขาไปแล้ว
เขาพบตั๋วเงินอยู่สองสามใบ แม้มูลค่าจะไม่ถึงกับมากมายมหาศาล แต่สำหรับเขาในตอนนี้มันก็ถือว่าเป็ทรัพยากรที่ไม่อาจมองข้ามได้
นอกจากนี้ยังพบมีดสั้นเล่มหนึ่ง ตัวมีดเย็นเยียบและแฝงกลิ่นอายปราณจางๆ ชัดเจนว่าไม่ใช่อาวุธธรรมดา
ตัวของหลัวหยางไม่คิดมาก เขาขโมยพวกมันมาทั้งหมดโดยไม่รู้สึกผิด
ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร สิ่งที่ตกอยู่ในมือของผู้ชนะย่อมเป็ของผู้ชนะ นี่คือกฎที่เรียบง่ายและโหดร้ายที่สุด
หลังจากนั้นเขาก็ไม่เสียเวลาซักชั่วครู่เดียว รีบพุ่งตัวหลบฉาก หายเข้าไปในผืนป่าที่อยู่อีกด้านหนึ่งด้วยความรวดเร็ว ฝีเท้าของเขาเบาและมั่นคง สายตากวาดมองรอบตัวอย่างระมัดระวัง ทุกก้าวย่างเต็มไปด้วยความตื่นตัว
เพราะรู้ดีว่าในผืนป่าลึกเช่นนี้ ความประมาทเพียงเสี้ยวอาจหมายถึงความตายได้
ในขณะที่ร่างของหลัวหยางค่อยๆกลืนหายไปท่ามกลางเงาไม้และหมอกจางๆ
ร่องรอยการต่อสู้และศพไร้หัวที่เหลืออยู่เื้ัก็กลายเป็เพียงหลักฐานเงียบงันของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
แล้วก็เป็อย่างที่ระบบบอกกล่าวเอาไว้จริงๆ
ขณะที่ผ่านไปได้ไม่นานนัก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ได้พุ่งทะยานออกมาจากผืนป่าด้วยความรวดเร็ว ร่างของพวกเขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ฝีเท้าเบาราวกับเหยียบย่ำบนสายลม แสดงให้เห็นถึงพื้นฐานการบำเพ็ญเพียรที่ไม่ธรรมดา
ทั้งห้าคนสวมใส่ชุดแบบเดียวกันทั้งหมด เสื้อคลุมสีเข้มที่ขลิบขอบด้วยลวดลายเรียบง่ายแต่แฝงความแข็งแกร่ง
ด้านหลังของแต่ละคนมีฝักกระบี่หรือดาบสะพายอยู่ในตำแหน่งเดียวกันอย่างเป็ระเบียบ
เพียงแค่แรกเห็นก็รู้ได้ทันทีว่าพวกเขามาจากสำนักหรือขั้วอำนาจเดียวกัน และผ่านการฝึกฝนร่วมกันมาอย่างยาวนาน
ทว่าทันทีที่ทั้งห้าพุ่งออกมาถึงบริเวณที่เต็มไปด้วยเศษซากต้นไม้หักโค่นและร่องรอยการต่อสู้ พวกเขากลับหยุดชะงักลงแทบจะพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาของทุกคนจับจ้องไปยังร่างหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่กลางพื้นป่า เืที่ไหลนองก่อนหน้านี้เริ่มจับตัวเป็สีคล้ำ
บรรยากาศรอบข้างยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวจางๆที่ยังไม่ทันจางหาย
“ศิษย์พี่.. นั่นศพของฆาตกรมีดมรณะ!”
เพียงคำพูดสั้นๆประโยคนั้นก็ทำให้สีหน้าของทั้งกลุ่มเปลี่ยนไปในทันที
พวกเขารีบก้าวเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว สายตากวาดมองศพที่อยู่ตรงหน้าอย่างละเอียด และยิ่งมองก็ยิ่งแน่ใจ
ฆาตกรมีดมรณะที่พวกเขาออกล่าตัวมาหลายวัน หลบหนีไปทั่วป่าเขาและหมู่บ้าน ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาพบจุดจบเช่นนี้ในสภาพที่น่าสลดใจ ร่างกายไร้ศีรษะถูกทิ้งไว้กลางผืนป่าอย่างเงียบงัน รอยกระบี่บนร่างนั้นชัดเจนจนไม่อาจปฏิเสธได้
ชายที่ดูเป็หัวหน้ากลุ่มย่อตัวลงช้าๆ ใช้สายตาอันสุขุมตรวจสอบาแอย่างละเอียด
“การแทงจากกระบี่! รอยแรกเป็การแทงตรงจุดสำคัญ ไม่ใช่การฟาดมั่วซั่วเพื่อระบายอารมณ์ แต่เป็การโจมตีที่มุ่งหวังผล”
“จากนั้นจึงเป็การสบั้นกระบี่ วาดหัวของมันในพริบตาเดียว.. จังหวะการลงมือเฉียบขาด! รวดเร็ว! และแม่นยำอย่างน่ากลัว!”
“ถ้าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปิดห้วงจิติญญา ก็ต้องเป็ระดับหลอมกายาชั้นสูงอย่างแน่นอน!”
เสียงของเขานิ่งขรึม เปี่ยมไปด้วยการวิเคราะห์ที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย
เพราะพวกเขารู้ดีว่า ฆาตกรมีดมรณะผู้นี้ ต่อให้จะาเ็สาหัสเพียงใดก็ยังคงเป็ตัวตนที่อันตรายอย่างยิ่ง
สำหรับคนทั่วไป หรือผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำ การเผชิญหน้ากับมันเป็ครั้งแรก ย่อมไม่มีใครกล้าลงมือโดยไม่ลังเลเช่นนี้
การลงมือสังหารที่เด็ดขาดและโเี้เช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่มั่นคงและความคุ้นเคยกับการฆ่าฟันอย่างแท้จริง
“................”
ชายผู้นั้นยืนขึ้นช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบบริเวณ เผื่อว่าจะพบร่องรอยของผู้ลงมือหรือรอยเท้าที่หลงเหลืออยู่บนพื้นดิน ทว่าแทบไม่มีสิ่งใดให้ติดตาม นอกจากร่องรอยการต่อสู้ที่จบลงอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นเอง ชายอีกคนในกลุ่มก็เอ่ยขึ้นหลังจากตรวจสอบศพเพิ่มเติม
“ศิษย์พี่ สิ่งของอื่นๆหายไปแล้ว รวมถึงอาวุธของมันด้วย!”
คำพูดนั้นทำให้หลายคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
นั่นหมายความว่าผู้ลงมือสังหารได้ค้นร่างและนำสิ่งของไปแล้วอย่างเป็ระบบ ไม่ใช่การฆ่าแล้วทิ้งไปโดยไม่สนใจอะไรเลย
“งั้นเอาหัวของมันไปให้กับทางการละกัน!”
ชายผู้นำกลุ่มกล่าวอย่างไม่ลังเล น้ำเสียงของเขาสงบ ไม่แฝงความโกรธหรือความเสียดายใดๆ
เป้าหมายของพวกเขาคือการกำจัดฆาตกรที่สังหารปุถุชนเป็ผักปลา มิใช่การแย่งชิงผลงานหรือชื่อเสียง ทั้งห้าคนนั้นไม่ใช่พวกที่ชั่วร้าย ในทางกลับกัน พวกเขาออกล่าฆาตกรที่สังหารผู้บริสุทธิ์ด้วยใจอันแน่วแน่และบริสุทธิ์
พวกเขาเห็นความทุกข์ยากของผู้คน เห็นศพของชาวบ้านที่ไร้ทางสู้ และเลือกจะลุกขึ้นถือดาบเพื่อหยุดยั้งความชั่วร้าย แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม ดังนั้นเมื่อได้เห็นว่าฆาตกรที่พวกเขาตามล่ามาหลายวันตกตายไปแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองหรือไม่พอใจ
ตรงกันข้าม กลับรู้สึกโล่งใจเสียมากกว่า และไม่คิดที่จะติดตามตัวผู้ที่ลงมือสังหารฆาตกรรายนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะในสายตาของพวกเขา ชายผู้นั้นย่อมเป็คนที่มีจิตใจยุติธรรมเช่นเดียวกัน เมื่อเห็นความชั่วร้ายก็ย่อมต้องกำจัดโดยไม่ลังเล
“ไปกันเถอะ ถึงอยากจะขอบคุณเขาก็ตาม แต่พวกเราคงไม่มีโอกาสได้พบเจอกันหรอก!”
ชายผู้นำกลุ่มกล่าวขึ้นในที่สุด คำพูดนั้นจบลงพร้อมกับที่ทั้งห้าคนช่วยกันจัดการศพอย่างรวดเร็ว
ก่อนจะนำศีรษะของฆาตกรมีดมรณะติดตัวไปเป็หลักฐาน พวกเขาหันหลังให้กับผืนป่าที่เงียบงันอีกครั้ง และพุ่งทะยานหายลับไปตามเส้นทางที่มา ทิ้งไว้เพียงร่องรอยจางๆของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครรู้ว่าผู้ลงมือสังหารตัวจริงคือใคร