“ลุกขึ้นมากินข้าวกินยาได้แล้ว”
หลี่เจี่ยหลิงสะกิดปลุกชายหนุ่มมือบางวางบนหน้าผากชายหนุ่มเพื่อวัดไข้ ใบหน้าของหญิงสาวคลายกังวลลงเล็กน้อยไข้ของชายหนุ่มลดลงบางแล้วถือเป็นเรื่องที่ดี
จ้าวห่าวหลินขยับตัวอย่างสะลึมสะลือภายใต้การพยุงลงขึ้นนั่งพิงหัวเตียงเตา
เมื่อชายหนุ่มลุกขึ้นแล้วหลี่เจี่ยหลิงก็ยกโต๊ะสำหรับวางบนเตียงเตาเข้ามาวาง และเอาอาหารของเขาวางลงบนโต๊ะจัดแจงให้ชายหนุ่มทานอาหารมื้อเย็น
อาหารของเขาเป็นอาหารรสอ่อนเน้นไปที่ของบำรุงร่างกายโดยเฉพาะ ทำให้รสชาติเกินกว่าเขาจะรับได้สำหรับคนที่เลือกกินอย่างจ้าวห่าวหลินพอเห็นอาหารตรงหน้าก็มีสีหน้าดื้อดึงเล็ก ๆปรากฏ ทำให้หลี่เจี่ยหลิงรู้สึกขบขัน
“เมื่อคืนเจ้าก็อ้วกทั้งคืนกระเพราะของเจ้าอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถกินอาหารสชาติที่เจ้าชอบได้กินได้แค่อาหารรสอ่อนเหล่านี้” หลี่เจี่ยหลิงนั่งลงข้างเขาช้อนตักโจ๊กในถ้วยขึ้นมาเป่า“ไว้เจ้าหายดีแล้ว ข้าอยากกินสิ่งใด ข้าก็ไม่ว่า”
จ้าวห่าวหลินถอนหายใจอ้าปากกินโจ๊กที่หญิงสาวป้อนอย่างยินยอม
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มตักคำใหม่“พวกเราจะเดินทางไปเทือกเขาลั่วซานแล้ว ดีใจหรือไม่?”
จ้าวห่าวหลินหันมองหญิงสาว“สมุนไพรที่เหลือครบหมดแล้วหรือ?”
หลี่เจี่ยหลิงป้อนให้เขาอีกคำก่อนจะดึงมือเขามาตักโจ๊กกินเองแล้วเอ่ยตอบ “เหลือหญ้าเหล่ากู่กับดอกเกล็ดหิมะที่ต้องไปเก็บที่เทือกเขาลั่วซานดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลา พวกเราจะออกเดินทางกันวันพรุ่งนี้”
จ้าวห่าวหลินครุ่นคิดก่อนจะบอกว่า“ออกวันมะรืนเถอะ พรุ่งนี้ข้าอยากไปทำธุระที่ร้านตำราตระกูลจางก่อน”
หลี่เจี่ยหลิงหรี่ตามองเขา“ได้ข่าวว่าเจ้าของร้านตำราเป็นคุณหนูที่งดงามไม่น้อย”
“ฮูหยินเจ้ากำลังหึงหวงข้า?” จ้าวห่าวหลินเอ่ยถามยิ้ม ๆ
“เจ้าไม่ได้คิดอะไรกับนางเหตุใดข้าจะต้องหึงหวงด้วยเล่า” หลี่เจี่ยหลิงเอียงคอหรี่ตามมองเขา “หรือว่าเจ้าคิด?”จ้าวห่าวหลินจะกล้าหยอกล้อเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรเขารีบยิ้มประจบเอาใจแม่เสือสาวข้างกายทันที
“ในสายตาข้ามีเพียงเจ้าที่คู่ควรกับคำว่างดงาม”
“ช่างพูด!เจ้าต้องการเข้าไปส่งเครื่องเรียงพิมพ์ใช่หรือไม่ เมื่อสายเจ้าพวกลูกสมุนของเจ้าเอาเครื่องเหล่านั้นมากองเต็มเตียงเตาในห้องโถงแล้ว”
“อืม...ฝีมือตาเฒ่าหวางไม่ธรรมดาเสียจริงเวลาเพียงไม่กี่วันก็สามารถทำเครื่องเรียงพิมพ์เลียนแบบข้าออกมาได้ตามที่ข้าต้องการแล้วนับว่ามีฝีมือ” จ้าวห่าวหลินรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่คนมีฝีมือเช่นนี้กลับถูกฝังกลบอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็นค่า ได้แต่ตีมีดตีขวานให้ชาวบ้าน
นอกจากตาเฒ่าหวางแล้วอีกคนที่เขาสนใจคือเฉินเฟิงฝีมือการสลักลวดลายของชายผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวนับว่าเป็นหยกชิ้นงามที่หากนำไปเจียรไนย่อมต้องเปล่งประกายได้แน่นอน
คงต้องหาทางดึงตัวเจ้าพวกนี้กลับไปแล้ว...
หลี่เจี่ยหลิงไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่นางตีมือเร่งให้เขากินข้าวต่อ ชายหนุ่มจึงได้สติกลับมากินอาหารตรงหน้าต่อ
“พรุ่งนี้พวกเราจะออกจากหมู่บ้านหนิวเจียตั้งแต่เช้าข้าได้ให้พี่ชายเจ้าล่วงหน้าเข้าเมืองไปจัดเตรียมข้าวของและรถม้าสำหรับเดินทางไปยังเทือกเขาลั่วซานแล้วหลังจากเจ้าจัดการธุระที่ร้านตำราตระกูลจางเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางได้ทันที”
เขาเข้าใจความกังวลของหญิงสาวจึงไม่ได้อิดออดถ่วงเวลาอยู่ที่นี่ต่อ“เช่นนั้นก็ทำที่เจ้าเห็นสมควรเถอะ ฮูหยินข้าคิดได้รอบคอบนัก”
หลี่เจี่ยหลิงแย้มยิ้มคีบผักป้อนเข้าปากเขา “กินกับข้าวด้วย”
เมื่อหญิงสาวป้อนเขาคำหนึ่งเขาก็ป้อนหญิงสาวคำหนึ่ง
ไม่นานอาหารตรงหน้าก็ถูกคนทั้งสองป้อนกันไปมาจนหมดหลี่เจี่ยหลิงก็ยกออกไปจากห้อง แล้วให้ชุนเชียงเตรียมน้ำให้ชายหนุ่มเช็ดตัวเข้านอนส่วนนางก็รวบรวมของทุกอย่างในเรือนเก็บเข้าแหวนมิติอย่างรวดเร็วพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องคอยพะวงหน้าพะวงหลังอยู่อีก
ตอนที่นางกลับเขาห้องมาอีกทีก็เห็นชายหนุ่มนอนหลับสนิทแล้วดูเหมือนจะเพลียเพราะพิษไข้และเพราะฤทธิ์ยา
หญิงสาวนอนลงสวมกอดชายหนุ่มหลับไหลจนกระทั่งเช้า
ยามเหม่าชุนเชียงต้มน้ำแล้วนำอ่างล้างหน้าเข้ามาภายในห้องให้ทั้งสองคนเร่งล้างหน้าเตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว
หลี่เจี่ยหลิงลุกขึ้นจัดการตัวเองก่อนจะช่วยจ้าวห่าวหลินจัดการตัวเองหลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วก็ออกไปกินมื้อเช้าพร้อมกันอย่างเรียบง่ายก่อนจะมุ่งตรงไปยังบ้านเฉินเหลียงด้านข้าง
“ทำไมพวกเจ้ามากันเช้าเช่นนี้เล่า?” หลินซื่อมองทั้งสามคนอย่างแปลกใจก่อนจะมองจ้าวห่าวหลินที่สีหน้ายังคงซีดเซียวอยู่ “ตายจริงเสี่ยวหลินอาการยังไม่ดี เหตุใดท่านหมอถึงได้พาเขาออกมาตากลมด้านนอกเล่า”
จ้าวห่าวหลินรู้สึกอบอุ่นหัวใจตั้งแต่เขากลับมาโลกนี้อีกครั้งเขาก็รู้สึกว่าสองสามีภรรยาข้างบ้านคู่นี้แหละที่จริงใจและห่วงใยเขาจากใจจริงทำให้เขาเคารพและให้ความสำคัญกับพวกเขาดังพี่ชายพี่สาวจริง ๆ
“พวกข้ามาลาพวกท่าน”จ้าวห่าวหลินชะเง้อคอมองไปด้านหลัง “พี่ใหญ่ข้าเล่า”
“มาลา?พวกเจ้าจะไปที่ไหนหรือ?” หลินซื่อเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“อาการของห่าวหลินไม่สู้ดีนักพวกเราจะเดินทางไปจากที่นี่เพื่อพาเขาไปพักฟื้นเจ้าค่ะ” หลี่เจี่ยหลิงเอ่ยตอบ
หลินซื่อมองจ้าวห่าวหลินอย่างกังวล“เหตุใดพวกเจ้าไม่รอจนกระทั่งฤดูใบไม้ผลิแล้วค่อยเดินทางเล่าตอนนี้ใกล้หน้าหนาวแล้ว อาการของเสี่ยวหลินจะไม่ยิ่งแย่หรือ?”
“มีฮูหยินข้าอยู่พี่สะใภ้จะต้องกังวลด้วยหรือเจ้าคะ” ชุนเชียงเอ่ยขึ้นมา“ว่าแต่พี่เฉินอยู่ไหนหรือเจ้าคะ?”
“เอาเถอะหากท่านหมอกล่าวเช่นนั้นก็คงไม่เป็นไร” นางพยักหน้าไปทางลานหลังบ้าน“สามีข้าอยู่ลานด้านหลัง กำลังนั่งนับกระต่ายนู่นแหละ”
ทั้งสามคนได้ยินก็แย้มยิ้มเดินตรงไปทางหลังบ้าน
“พี่ใหญ่”จ้าวห่าวหลินเดินเข้าไปหาเฉินเหลียงอย่างสนิทสนม
เฉินเหลียงได้ยินเสียงน้องชายก็รีบหันมองทันทีพอเห็นสีหน้าซีดเซียวของจ้าวห่าวหลิน เขาก็มีสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที“ข้างนอกอากาศหนาวเย็นนัก เจ้าร่างกายอ่อนแอกลับไปนอนบนเตียงเตานู่นไป”เขามองไปทางกระต่ายตัวอ้วนในคอก “นางหนูชุนเชียงจับไปบำรุงเสี่ยวหลินสักตัวเถอะ”
“อีกไม่นานก็หน้าหนาวแล้วท่านเก็บไว้ขายให้เหลาอาหารเถอะขอรับ” จ้าวห่าวหลินเอ่ยตอบรับ
“จริงด้วยพี่เฉินกระต่ายตัวหนึ่งตั้งร้อยอีแปะ กระต่ายในคอกของพี่พวกนี้คงขายได้หลายตำลึง”ชุนเชียงกล่าวเสริม
“อย่าได้พูดเลยหากไม่ใช่เพราะเสี่ยวหลิน สามีข้าจะคิดเรื่องเลี้ยงกระต่ายพวกนี้ได้หรือเจ้าเอากลับไปบำรุงสักตัวเถอะ”หลินซื่อกำลังจะเดินเข้าไปเปิดคอกแต่โดนหลี่เจี่ยหลิงรั้งไว้ก่อน
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะพี่สะใภ้พวกข้าจะต้องไปแล้ว”
เฉินเหลียงมองทั้งสามคนอย่างไม่เข้าใจ“พวกเจ้าจะเข้าเมืองไปซื้อของหรือ?”
หลินซื่อถอนหายใจ“เสี่ยวหลินอาการไม่สู้ดี ท่านหมอเลยอยากพาพักฟื้นที่อื่นที่อากาศดีกว่านี้”
“ไปอยู่ที่อื่น”เสียงของเฉินเหลียงราวกับสายฟ้าฟาด ดังจนทั้งสี่คนต้องปิดหู
“เจ้าจะตะโกนทำอันใด”หลินซื่อถลึงตาใส่เขาทำให้เขารู้สึกตัว
“เฮ้อ...เหตุใดต้องไปด้วยเล่า”
จ้าวห่าวหลินแตะบ่าของเฉินเหลียง“พี่ใหญ่ มีพบย่อมมีจาก มีจากย่อมมีพบวนเวียนไปไว้ข้าค่อยกลับมาใหม่ก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“เฮ้อ”เฉินเหลียงถอนหายใจ ดูท่าทางทั้งสามคนตัดสินใจดีแล้ว เขาก็คงไม่อาจห้ามได้ได้แต่กำชับเตือนเท่านั้น “ใกล้ช่วงหน้าหนาวแล้ว เจ้าก็สวมเสื้อผ้าหนา ๆและหาเสื้อขนสัตว์สวมทับเถิดแล้วก็เดินทางก็ระวังด้วยเล่าตอนหน้าหนาวมีแต่หิมะเดินทางลำบากนัก”
ทั้งสองมองเขายิ้มๆ “พวกข้าเข้าใจแล้ว”
ทั้งสามกล่าวลาพวกเฉินเหลียงเสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปบ้านเฉินเช่อจ้าวห่าวหลินฝากค่าจ้างให้ตาเฒ่าหวางและลูกสมุนอีกสี่คนกับเฉินเช่อและบอกให้เขาฝึกฝนช่วยงานตาเฒ่าหวางให้ดี เมื่อเก่งแล้วเขาจะมารับไปช่วยงานทีหลัง
แม้เฉินเช่อจะเสียดายเล็กน้อยที่จ้าวห่าวหลินจะต้องไปจากหมู่บ้านแต่เขาก็อวยพรให้ทั้งสามคนเดินทางปลอดภัย
ทั้งสามควบม้ามุ่งตรงไปยังเมืองฉางปลายยามเฉินก็มาถึง พวกเขาไม่ได้แวะที่อื่นแต่มุ่งตรงไปยังร้านตำราตระกูลจางโดยตรง
หลงจู๊เพิ่งเปิดร้านไม่นานก็เห็นม้าสองตัวควบมาหยุดที่หน้าร้านของพวกเขาพอเงยหน้าก็เห็นคุณชายหลินคู่ค้าคนสำคัญของคุณหนูจางเขาก็รีบพุ่งเข้าไปต้อนรับทันที
จ้าวห่าวหลินไม่อยากเสียเวลา“ไปตามคุณหนูของเจ้ามาพบข้า”
หลงจู๊ตกใจเล็กน้อยที่โดนชายหนุ่มวางอำนาจใส่แต่ไม่รู้ทำไมและไม่ทันเข้าใจตัวเองเขาก็ตอบรับและรีบออกวิ่งไปทางโรงเตี๊ยมที่จางลั่วซีพักแล้ว
ส่วนจ้าวห่าวหลินก็เดินเข้าไปในร้านตำราตระกูลจางสั่งให้เด็กรับใช้ไปชงน้ำชาให้เขาส่วนตัวเองก็เดินขึ้นไปในรอที่ห้องรับรองพร้อมกับชุนเชียงและหลี่เจี่ยหลิงโดยไม่ต้องรอให้ใครเชิญ
ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วนักไม่มีใครเข้าใจเรื่องราว รู้ตัวอีกทีชายหนุ่มก็หายขึ้นไปชั้นบนแล้ว
จางลั่วซีที่ถูกปลุกไม่กล้าล่าช้าแม้แต่น้อยรีบแต่งตัวมุ่งหน้ามายังร้านตำราตระกูลจางอย่างเร่งรีบ
“คนล่ะ”นางเอ่ยถามเด็กรับใช้อย่างรีบเร่งกวาดตามองไปทั่วชั้นล่างก็มองไม่เห็นชายหนุ่มที่ตามหา
“หลังจากหลงจู๊ออกไปคุณชายท่านนั้นก็ขึ้นไปรออยู่ในห้องรับรองแล้วขอรับ”
“ทำได้ดีมาก”พูดจบนางก็รีบมุ่งหน้าตรงไปยังห้องรับรองทันที
เด็กรับใช้ยังคงมึนงงไม่เข้าใจว่าตัวเองทำสิ่งใดถึงได้รับคำชอบจากเจ้าของร้าน
“ทำดีมาก”หลงจู๊เอ่ยสำทับอีกคนก่อนจะรีบมุ่งตรงตามขึ้นไปชั้นสอง
แต่ปรากฏว่าพอไปถึงหน้าห้องรับรองก็เห็นเหมยหลินและเสี่ยวซีสาวใช้ทั้งสองคนของคุณหนูขวางอยู่หน้าประตู เขามองอย่างไม่เข้าใจและโง่งมเล็กน้อย
“คุณหนูไม่ต้องการให้ใครเข้าไปรบกวน”
“อ่า...”หลงจู๊ได้แต่ร้องเสียงหลงแล้วถอยออกมาอย่างมึนงง
เด็กรับใช้มองหน้ากันและเกาหัวเช้านี้มันอะไรกัน? เหตุใดทุกอย่างช่างมึนงงยิ่งนัก
“ลั่วซีคารวะท่านอ๋องเพคะ”
หลี่เจี่ยหลิงมองหญิงสาวเบื้องหน้านางเป็นหญิงสาวที่งดงามเย้ายั่วดังที่พวกเฉินเช่อกล่าวจริงเสียด้วย
ตอนที่หลี่เจี่ยหลิงมองนางจางลั่วซีก็มองไปทางหลี่เจี่ยหลิงเป็นเชิงถามเช่นกันเพียงแค่มองจากท่าทางสนิทสนมของท่านอ๋องกับหญิงสาวตรงหน้านางก็คาดเดาได้ว่าตัวตนของหญิงสาวผู้นี้ย่อมไม่ธรรมดา
“นางคือพระชายาของข้า”จ้าวห่าวหลินเอ่ยเสียงเรียบ
พระชายา?จางลั่วซีสงสัยเล็กน้อย นางไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าท่านอ๋องแต่งตั้งพระชายาแล้วแต่ถึงอย่างนั่นนางก็ไม่ได้ละเลยมารยาท
“ลั่วซีคารวะพระชายาเพคะ”
“ลุกขึ้นเถิด”จ้าวห่าวหลินเอ่ยแทน และกวาดมือไปทางด้านข้างที่มีเครื่องเรียงพิมพ์วางเรียงอยู่“เครื่องเรียงพิมพ์ทั้งหมดยี่สิบเครื่องถือเป็นการเริ่มต้นแผนการการค้าที่ดีใช่หรือไม่?”
จางลั่วซีเดินไปดูเครื่องเรียงพิมพ์อย่างหลงใหล
“เครื่องเรียงพิมพ์หนึ่งเครื่องใช้แรงงานคนหนึ่งคนในการพิมพ์แต่เจ้าอาจจะใช้วิธีการแบบข้าก็ได้ครั้งก่อนข้าใช้คนสี่คนในการจัดการหนังสือห้าสิบเล่ม ข้าให้คนหนึ่งเรียงอักษรตามต้นฉบับคนหนึ่งพิมพ์หน้ากระดาษ อีกคนจัดเรียงและเขาเล่ม อีกคนคอยตรวจสอบความเรียบร้อย”
“แต่ละเล่มข้าให้คนพิมพ์หน้าเดียวกันซ้ำห้าสิบหน้าแล้วค่อยเรียงอักษรหน้าถัดไปแล้ว พิมพ์ใหม่อีกห้าสิบครั้ง ทำแบบนี้จนครบห้าสิบเล่มเช่นนี้จะประหยัดเวลาได้มากและลดความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาดได้มากขึ้น”
จางลั่วซีดวงตาเป็นประกายพึงพอใจกับการค้าครั้งนี้มาก
“ไม่ทราบว่าหนึ่งเครื่องสามารถผลิตตำราได้ครั้งละกี่เล่มเพคะ”
“ครั้งก่อนที่เจ้าให้ข้าคัดตำราข้าสามารถคัดตำราห้าสิบเล่มได้โดยใช้เวลาสี่วัน วันละสี่ชั่วยาม”
จางลั่วซีคำนวณอย่างรวดเร็วหมายความว่าวันหนึ่งได้สิบสองเล่มโดยประมาณ
นี่มัน...ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
จางลั่วซีลูบเครื่องเรื่องพิมพ์อย่างหลงใหลก่อนจะกลับมานั่งลงบนเก้าอี้ตรงกันข้ามจ้าวห่าวหลินตอนนี้เองที่นางเพิ่งสังเกตเห็นสีหน้าซีดเซียวของอีกฝ่าย
“ท่านอ๋องพระองค์...”
จ้าวห่าวหลินโบกมือปัด“ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล”
จางลั่วซีเม้มปากพยักหน้าไม่เอ่ยสิ่งใดให้มากความสำหรับนางแล้วสิ่งสำคัญคือการร่วมมือการค้ากับท่านอ๋อง ด้วยความคิดที่ก้าวหน้าของท่านอ๋องนางเชื่อว่าจะต้องทำให้นางก้าวล้ำหน้าพี่ชายของนางได้อย่างแน่นอนถึงตอนนั้นทุกคนในตระกูลจะต้องยอมรับว่านางค้าขายเก่งที่สุดเป็นแน่
“ข้าจะต้องเดินทางไปเขตเหนือสักพักหากเจ้ามีสิ่งใดต้องการก็ติดต่อไปยังเขตเหนือได้”
“เอ่อ...”จางลั่วซีเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มจะลุกขึ้น “แล้วเรื่องโรงผลิตกระดาษละเพคะ”
“เมืองฉางเต็มไปด้วยภูเขาและต้นไม้เจ้าเลือกทำเลที่ตั้งสักแห่งสร้างโรงผลิตกระดาษแล้วจ้างชาวบ้านให้ตัดเปลือกไม้มาทำกระดาษ และเริ่มใช้กระบวนการผลิตที่ข้ามอบให้ผลิตกระดาษส่วนเครื่องกลที่จะใช้ในขั้นตอนต่อไป ข้าคงต้องปรึกษากับสำนักตระกูลเฉิงก่อน หากเป็นไปได้ราบรื่นข้าจะส่งเครื่องกลมาที่โรงผลิตให้เจ้าภายหลัง”
จางลั่วซีคำนวณแผนการก่อนจะพยักหน้า“เช่นนั้นหม่อมฉันจะดำเนินการสร้างโรงผลิตและจ้างคนงานก่อน”
“ข้าต้องการให้เจ้าใช้คนในท้องที่ให้ชาวบ้านได้มีรายได้เพิ่มขึ้น”
จางลั่วซีแย้มยิ้ม“พระองค์ช่างใส่ใจราษฎรยิ่งนัก”
“ในกรณีนี้เรียกได้ว่าได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่ายชาวบ้านจะได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ส่วนทางโรงผลิตก็จะได้แรงงานเพิ่มขึ้นในอัตราค่าแรงที่ไม่สูงมากนักใช่หรือไม่?”
จางลั่วซียิ้มบาง“พระองค์เป็นผู้มองการณ์ไกลทะลุปรุโปร่งยิ่งนักเพคะ”
จ้าวห่าวหลินลุกขึ้นภายใต้การประคองของหลี่เจี่ยหลิง“หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ก็ไว้เจอกันอีกครั้งคราวหน้าเถิด”
“เพคะเช่นนั้นหม่อมฉันจะไปส่งพระองค์กลับเพค่ะ”
ตอนที่มาถึงด้านหน้าร้านตำราตระกูลจางอี้โยวก็ได้พารถม้ามาถึงแล้ว พวกหวงหยุนซานทั้งห้าคนเองก็ขี่ม้าศึกตัวใหญ่รออยู่บนหลังม้าแล้วเช่นกัน
จ้าวห่าวหลินหันมองจางลั่วซีก่อนจะกำชับเป็นครั้งสุดท้าย“ข้าไม่สนกำไร แต่เป้าหมายของข้าคือร้านตำราตระกูลจางของเจ้าจะต้องยิ่งใหญ่และมีชื่ออยู่ในเมืองหลวงให้ได้ภายในหนึ่งปี”
จางลั่วซีแย้มยิ้ม“ด้วยนิยายของท่าน ข้าน้อยย่อมสามารถทำให้เป็นเช่นนั้นได้แน่นอนเจ้าค่ะเพียงแต่หวังว่าท่านจะไม่ลืมออกเล่มสองในเร็ววันนะเจ้าคะ”
ยามอยู่ข้างนอกนางกังวลว่าตัวตนของจ้าวห่าวหลินจะถูกเปิดเผยจึงใช้คำพูดธรรมดาโต้ตอบกับเขาแทนและจ้าวห่าวหลินก็ไม่ได้ถือสาเรื่องนี้ทำให้นางโล่งอกอย่างยิ่งจ้าวห่าวหลินหัวเราะ“เล่มแรกยังไม่จำหน่ายเจ้ารู้ได้อย่างไรว่านิยายเรื่องนี้จะทำกำไรให้เจ้าได้”
“ข้าน้อยไม่สนกำไรแต่เพียงต้องการอ่านเล่มถัดไปเท่านั้น”
จ้าวห่าวหลินหัวเราะจนไอหลี่เจี่ยหลิงต้องลูบหลังช่วยให้เขาหายใจโล่งขึ้น ก่อนเขาจะเอ่ยตอบกลับ “หากเจ้าต้องการอ่านเล่มสองจะต้องทำความปรารถนาของข้าให้สำเร็จเสียก่อน”
“ท่านกลั่นแกล้งข้า”
จางลั่วซีแทบอยากกระทืบเท้าให้ตายเถอะ....เล่มสองเนื้อหาเป็นเช่นไรกันนะ ท่านอ๋องกำลังจะเจอกับท่านหมอแล้วข้าอยากรู้นัก
ท่านอ๋องนิสัยไม่ดี