บทที่63
หาเงินวันที่สอง
ยามเช้าของวันถัดมา
แสงแดดอ่อนส่องลอดผ่านม่านบางของเรือนเมฆาขาวอย่างเงียบสงบกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ในสวนลอยมากับสายลมอุ่นจาง ๆ ภายในจวนเหยียนหลงอ๋องทุกสิ่งยังคงดำเนินไปอย่างสงบเงียบ
ไป๋ซือเหนียงนั่งอยู่ใต้ชายคาริมโต๊ะน้ำชาตัวเดิมในสวน นางยังคงดำเนินชีวิตในจวนอย่างปกติไม่ได้เดินทางออกไปที่ใด
แม้ว่าในเวลานี้หนังสือแต่งตั้งจากราชสำนักจะเดินทางมาถึงเรียบร้อยแล้ว นางได้รับตำแหน่ง “พระชายา” อย่างเป็นทางการ ทว่าภายนอกจวนยังคลาคล่ำด้วยสายตาของผู้คนที่จับจ้องมายังตัวนาง
การออกไปในเวลานี้จึงดูไม่ต่างจากการเดินฝ่าท่ามกลางแสงจันทร์บนลานโล่งที่ผู้คนคอยเพ่งมองทุกก้าวย่าง
ไป๋ซือเหนียงไม่ชอบความรู้สึกนั้นนางไม่ต้องการเป็นเป้าให้สายตานับร้อยนับพันจับจ้อง ไม่ใช่เพราะกลัวหากแต่เพราะเบื่อหน่าย
อีกทั้ง... ยังมีเถาเถาเด็กน้อยผู้แสนบริสุทธิ์ที่นางต้องปกป้อง
แม้เถาเถาจะยังเล็กแต่เรือนร่างของนางมีความพิเศษเกินเด็กธรรมดา เป็นร่างแห่งรากฐานการฝึกตนที่แม้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสวรรค์ยังไม่อาจหยั่งถึงได้ทั้งหมด
แน่นอนว่าในสายตาทั่วไปยังยากจะมองเห็นถึงแก่นแท้แต่หากโชคร้ายเจอบุคคลที่มีวิชาเฉพาะสามารถมองทะลุรากวิญญาณนั่นอาจก่อหายนะที่มิอาจย้อนกลับได้
เพราะเหตุนี้แม้จะอยากเริ่มเดินหมากของตนแล้วในนครหลวงนางก็เลือกจะรั้งกายอยู่ในจวนอีกสองถึงสามวันรอให้เสียงซุบซิบและความสนใจเบาบางลงเสียก่อน
เมื่อถึงเวลานั้น ค่อยออกไปเคลื่อนไหว
…
ยามราตรีคลี่คลุมทั่วทั้งนครหลวงเหยียนจิงฟ้าค่ำมืดลงจนหมอกจางเริ่มโรยตัว ลมค่ำคืนพัดแผ่วผ่านถนนสายหิน ส่งเสียงเสียดเบา ๆกับหลังคาและประตูไม้เก่าในตรอกซอยด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้
ภายในบ้านพักเก่าหลังหนึ่งแสงตะเกียงสลัวส่องไหวระริกเหนือโต๊ะไม้เรียบ ๆ ในห้องหลักบนโต๊ะมีเหรียญเงินแวววาวกองพูนขึ้นจนแทบจะกลิ้งตกขอบเสี่ยวหนิงนั่งก้มหน้าอย่างตั้งใจ มือเรียวขาวขยับไม่หยุดขณะนับตำลึงเงินทีละกองอย่างขะมักเขม้น
เงาร่างอีกผู้หนึ่งพิงพนักเก้าอี้อยู่มุมห้อง
ร่างของเสี่ยวฮวาในยามนี้คือที่สถิตของไป๋ซือเหนียงนางเอนกายอย่างผ่อนคลาย ขาทับไขว้ แขนข้างหนึ่งวางพาดบนพนักเบา ๆดวงตาสงบนิ่งจ้องมองไปยังกองเงินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยไร้ความรีบร้อน
"อืม...วันนี้ได้เท่าใด?" เสียงของไป๋ซือเหนียงเอ่ยขึ้นเรียบเรื่อยทว่าสง่างามนัก
เสี่ยวหนิงเงยหน้าขึ้นก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแฝงความยินดี "ได้ทั้งหมดจากสามโรงพนันมาทั้งหมด450 ตำลึงเงินเจ้าค่ะ"
ไป๋ซือเหนียงพยักหน้าน้อย ๆดวงตาทอแววครุ่นคิด
“450 ตำลึงเงิน…รวมกับเงินก่อนหน้านี้ ก็มีประมาณ 600 ตำลึงแล้ว” นางเอ่ยเบา ๆ คล้ายกำลังบันทึกข้อมูลไว้ในใจ
แสงตะเกียงไหวส่องให้ประกายเงินที่กองอยู่ดูสว่างไสวขึ้นในห้องเก่าที่เงียบสงบ เสียงเหรียญกระทบกันดังแผ่ว ๆ อย่างเป็นจังหวะ
เพียงแค่สองวันไป๋ซือเหนียงสามารถแปรเปลี่ยนเงินเพียงแค่สองตำลึงให้กลายเป็นหกร้อยตำลึงเงินได้อย่างแนบเนียนผลลัพธ์เช่นนี้ย่อมไม่ธรรมดา หากทำต่อไปเช่นนี้คงไม่ช้าก็กลายเป็นเศรษฐีได้อย่างไม่ต้องสงสัย
เสี่ยวหนิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามใบหน้าเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อยเมื่อนับจบ ดวงตาฉายความคึกคักไม่ปิดบัง
“นายหญิง...พวกเราจะไปอีกดีหรือไม่เจ้าคะ?” นางถามขึ้นเบา ๆพลางชำเลืองมองกองเงินเบื้องหน้า
ไป๋ซือเหนียงส่ายหน้าช้า ๆแววตานิ่งลึก “ไม่ต้อง เงินตอนนี้เพียงพอแล้ว ยังไม่ต้องรีบร้อน”
สีหน้าของเสี่ยวหนิงแสดงความประหลาดใจอย่างไม่อาจปิดบัง
ทว่าคำอธิบายของไป๋ซือเหนียงก็ตามมาโดยไม่รอให้ถาม “โรงพนันทั้งสามแห่งนี้... มีรากฐานไม่ธรรมดา หากเราลงมือถี่เกินไปพวกมันย่อมสังเกตเห็น”
“เจ้าพวกนั้นมีบัญชีรายรับในแต่ละคืนอยู่แล้วหากยอดเงินหดหายติด ๆ กันหลายวัน พวกมันต้องเริ่มขุดคุ้ยหาเหตุผลและเมื่อถึงตอนนั้น เราอาจกลายเป็นเป้าสายตา”
นางเว้นจังหวะ ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย “พวกเราควรลงมือห่างกันหลายวัน จะปลอดภัยกว่า”
แม้จะเชี่ยวชาญในการพรางตัวและซ่อนเงินไว้ภายในแขนเสื้อแต่ไป๋ซือเหนียงก็ไม่ประมาท หากใช้วิธีนี้ซ้ำ ๆ ต่อเนื่องมีแต่จะกลายเป็นจุดเด่นให้ผู้คุมโรงพนันลงมือตรวจสอบอย่างละเอียดซึ่งแน่นอนว่าคนที่อยู่เบื้องหลังโรงพนันเหล่านี้ล้วนเป็นตระกูลใหญ่ทั้งสิ้นต่างมียอดฝีมือฝีมือฉกาจในสังกัด หากถูกจับสังเกตได้แม้เพียงนิดเดียวความลับทั้งหมดอาจถูกเปิดเผย
และในยามนี้...ไป๋ซือเหนียงยังไม่คิดจะปะทะกับพวกตระกูลขุนนางโดยตรง นางจำเป็นต้องอดกลั้น รอเวลารอให้รากฐานของตนเองแข็งแกร่งเสียก่อน
เสี่ยวหนิงพยักหน้าเบา ๆดวงตาเคารพโดยไม่เอ่ยถามอีกคำ ราวกับเข้าใจทั้งหมดในทันที
“แล้วเรื่องของข่าวที่ข้าให้พวกเจ้าไปสืบล่ะ?”ไป๋ซือเหนียงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา น้ำเสียงของนางเรียบสงบแต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันบางอย่างที่เสี่ยวหนิงรับรู้ได้ทันที
เสี่ยวหนิงพยักหน้าก่อนจะล้วงสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง “นี่เจ้าค่ะเป็นรายชื่อและข้อมูลที่ข้ากับเสี่ยวฮวารวบรวมมาได้ตามคำสั่งของนายหญิง”
นางส่งสมุดเล่มนั้นให้ไป๋ซือเหนียงด้วยสองมือไป๋ซือเหนียงรับไว้ ก่อนจะเปิดหน้าหนังสือด้วยท่าทางสงบนิ่ง ปลายนิ้วพลิกหน้ากระดาษอย่างช้าๆ แสงตะเกียงวูบไหวทาบเงาเรียวยาวลงบนแผ่นหน้าของสมุด
“รายชื่อของครอบครัวที่ส่งของขายให้กับหอการค้าขนาดกลาง...”นางพึมพำเบา ๆ พลางไล่สายตาอ่านเนื้อหาภายใน
“อืม... หอการค้าเหล่านี้มีขุนนางอยู่เบื้องหลังทั้งหมดเลยใช่หรือไม่?”ไป๋ซือเหนียงเงยหน้าขึ้นถามเพื่อความแน่ใจ
เสี่ยวหนิงพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ เป็นตระกูลขุนนางระดับขั้นเก้าถึงขั้นเจ็ดตามที่นายหญิงให้แยกจำแนกไว้”
ไป๋ซือเหนียงยกยิ้มเล็กน้อย ริมฝีปากคลี่ยิ้มเย็น “ดีมาก”
เสี่ยวหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “หรือว่า... นายหญิงต้องการจะ...?”
นางเว้นคำไปเพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปหรือไม่ แต่ในแววตากลับฉายความเข้าใจราง ๆถึงเจตนาของอีกฝ่าย
ไป๋ซือเหนียงปิดหนังสือในมืออย่างเงียบงันรอยยิ้มประดับบนริมฝีปากยังคงอยู่ ก่อนจะกล่าวชัดถ้อยชัดคำ
“พวกเราจะเปิดหอการค้า...ก็ต้องมีของขายมิใช่หรือ?”
“ครอบครัวเหล่านี้ที่ส่งของให้กับหอการค้าอื่นล้วนเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด หากสามารถดึงตัวพวกเขามาได้ หอการค้าของเราก็จะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วที่สุด”
ในความเป็นจริงพวกหอการค้าที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของตระกูลขุนนางหรือขุมอำนาจใหญ่มิได้เป็นผู้ผลิตสินค้าเองทั้งหมด พวกเขารับของจากชาวบ้าน ครอบครัวเล็ก ๆที่ทำของพื้นเมืองหรือของหายาก แล้วนำไปขายต่อในราคาที่สูงกว่าเดิมหลายเท่า
มันก็เป็นเพียงห่วงโซ่ของการส่งต่อผลประโยชน์...และนั่นเองคือจุดที่ไป๋ซือเหนียงเล็งเห็น