ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากความทรงจำของอะลันน่าจนหมดสิ้น ไม่มีการโบกมือทักทายด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อย่างเช่นที่เคยปรากฏทุกครั้งที่พ่อผ่านเข้ามาในบริเวณเหมือง ท่าทางของคนงานเหล่านี้เหมือนไม่มีใครอยากจะพูดกับใครเลยด้วยซ้ำ แม้แต่ในระหว่างพวกเขาด้วยกันเองก็ตามที ทุกคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ไม่มีเวลาสำหรับอะไรทั้งสิ้น
“คุณไม่เคยเข้ามาที่นี่ั้แ่พ่อคุณขายให้เราแล้วใช่ไหม?” โรลท์เอ่ยขึ้นราวจะตั้งข้อสังเกต ขณะที่จอดมาร์ควี.สีดำลงในที่จอดเฉพาะของตน
“เคยเข้ามาครั้งหนึ่ง แต่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น” อะลันน่าตอบรับสั้นๆ
เขาดับเครื่องยนต์ลง แต่มิได้มีท่าทีว่าจะลงจากรถ
“อะไรๆ ดูมันเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนครั้งที่พ่อคุณเคยอยู่สินะ?” เขาจับตามองเธอด้วยแววเพ่งพิศในดวงตา “ผมคิดว่าคุณคงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นักหรอกจริงไหม”
ดวงตาคู่สีม่วงเข้มกวาดไปโดยรอบบริเวณนั้นอีกครั้งอยากจะเดาว่า เขาพอจะอ่านความคิดของเธอออก หรือไม่เช่นนั้น เธอก็คงจะได้แสดงอะไรออกมาให้เขาเห็นทางสีหน้าและอะลันน่าก็ทำได้เพียงแค่ส่ายศีรษะปฏิเสธ
“เวลานี้เราทำกำไรงามกว่าเมื่อครั้งที่พ่อคุณเคยทำมามาก” โรลท์เอ่ยขึ้นอีก
“ฉันไม่คิดนะ ว่าตัวเองจะชอบเลย เวลาที่ผู้ชายพูดจาโอ้อวดตัวเองอย่างน่าภูมิใจกับเงินที่เขาทำมาหาได้” เธอโต้
แววแห่งความมาดหมายว่าจะต้องได้รับคำตอบเช่นนั้นกระจ่างอยู่ในดวงตาของเขา แม้จะมีบางส่วนที่ถูกอำพรางไว้ด้วยแผงขนตาหนาๆ บอกให้รู้ว่าเขาเดาคำตอบของเธอได้อยู่แล้ว และอะลันน่าก็บังเกิดความรู้สึกขึ้นมาอีกว่าเขากำลังหยันเยาะคำตอบของเธออยู่
“มันเป็เื่ที่ท้าทายความสามารถอย่างยิ่ง สำหรับการที่คนเราจะทำสิ่งที่ไร้คุณค่าให้มันเป็สิ่งที่มีค่า ขึ้นมาหรือคล้ายๆ กับปลุกสิ่งที่มันตายไปแล้วให้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ซึ่งสร้างความภาคภูมิใจให้กับเราอยู่ไม่น้อยเลย” เขาตอบเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มันเป็การต่อสู้แล้วก็ได้ชัยชนะมาเป็รางวัล ผมจะบอกให้ว่า เงินน่ะมันไม่ใช่เป้าหมายแห่งความสำเร็จของคนเราเสมอไปหรอก คนเรานั้นเมื่อจับงานชิ้นใดก็ตาม จะต้องพยายามทำไปให้ถึงเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้ ไม่ว่าในตอนสุดท้ายผลที่ได้รับจะเป็เงินทองหรือไม่ก็ตาม เราทำเพราะว่ามันเป็สิ่งที่ท้าทายความสามารถเท่านั้น”
“คุณทำเสียงเหมือนกับว่าเป็คนที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่เสียเต็มประดาอย่างนั้นแหละ” อะลันน่าโต้ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ก็ควรจะพูดว่า ผมเป็คนที่เมื่อ้าอะไรแล้วจะต้องได้ดีกว่า”
มันมีอะไรบางอย่างซ่อนเร้นเป็ลางอยู่ในคำพูดประโยคนั้น ซึ่งเตือนให้อะลันน่าบังเกิดความระแวดระวังขึ้นในทันที มีความรู้สึกคล้ายกับว่าความเงียบที่กำลังเกิดขึ้นภายในรถห้อมล้อมและบีบรัดตัวเข้ามาทุกหนทุกแห่ง แต่กระนั้นเธอก็ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยเลยเมื่อต้องนั่งอยู่ในรถตามลำพังกับโรลท์เช่นนี้ ชีพจรในเรือนกายเต้นแรงขึ้น เหมือนจะเป็สัญญาณเตือนภัยเงียบๆ
“ถึงจะพูดกันต่อไปมันก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา แม้ว่าจะเป็เื่น่าสนใจมากก็ตาม แต่ฉันคิดว่าการที่ฉันมาที่นี่ก็เพราะ้าเห็นหน้าเคิร์ทมากกว่าอย่างอื่นนะ” น้ำเสียงที่เธอพูดออกไปค่อนข้างจะแข็งๆ เมื่อความรู้สึกหวั่นไหวเข้า
เธอเอื้อมมือไปยังลูกบิดประตู ไม่อยากจะรออยู่ในรถจนกว่าโรลท์จะเดินอ้อมมาช่วยเปิดประตูให้ แต่ก่อนที่เธอจะทันกดให้มันเปิดออก เขาก็เอื้อมมาจับข้อมือเธอไว้เหมือนจะบังคับให้นั่งอยู่กับที่
“เดี๋ยว” เขาเอ่ยขึ้น
อะลันน่าหันขวับไปมองความรู้สึกบางอย่างฉายขัดอยู่ในดวงตาที่เบิกกว้างแม้ว่าเธอจะพยายามซ่อนเร้นอำพรางมันไว้ก็ตาม
“ทำไม?” เธอร้องถามออกไป
รอยยิ้มอย่างเห็นขันปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา เธอเกือบจะสะบัดข้อมือให้หลุดออกเมื่อมืออีกข้างหนึ่งของเขาเคลื่อนใกล้ตัวเข้ามา แต่แล้วมันก็เลยขึ้นไปยังแผงบังแสงแดดที่อยู่เหนือศีรษะ โรลท์ดึงมันลงมา กระจกเงาบานเล็กๆ ติดอยู่เื้ัแผงนั้น
“ผมคิดว่าคุณควรจะทาปากเสียใหม่ก่อนที่จะพบหน้าเคิร์ทเขานะ” รอยลักยิ้มตรงมุมปากกดลึกลงกว่าเดิม “เว้นเสียแต่ว่า คุณคิดว่าเขาคงไม่ทันสังเกตว่าลิปสติกที่คุณทาไว้มันเลอะไปเท่านั้น”
นวลแก้มของเธอแดงเรื่อขึ้นทันที เมื่ออะลันน่ามองเห็นรอยเปื้อนบนขอบปากอย่างถนัดชัดตาโรลท์จงใจที่จะรอจนกระทั่ง ถึงนาทีสุดท้าย ที่จะชี้ให้เธอเห็นในเื่นี้เท่ากับเป็การเตือนความทรงจำถึงจุมพิตของเขาที่มอบให้ก่อนหน้าที่เธอกับเคิร์ทจะพบกันโดยแท้
อะลันน่าหยิบกระดาษเยื่อที่ออกมาจากกระเป๋าถือ เช็ดริมฝีปากที่มีรอยลิปสติกออก โรลท์จับตามองการกระทำของเธออย่างใกล้ชิดทุกอิริยาบถ การจับสังเกตของเขาทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาจนนิ้วสั่น ขณะที่เติมลิปสติกลงบนเรียวปากอีกครั้ง
“อยากจะให้ผมช่วยซับให้ไหมล่ะ?” โรลท์พูดเยาะๆ
“ไม่ต้องหรอก ขอบใจ” และแล้ว ด้วยอาการรีบร้อนที่เธอทบกระดาษเยื่อเข้าหากันและเม้มริมฝีปากซับสีลิปสติกให้ติดแน่นขึ้น “เอาละ” เธอเอ่ยต่อ เหมือนจะบอกให้รู้ว่าเธอเสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะลงจากรถกันเสียที
“ยังมีอีกอย่างหนึ่ง” เขาเอ่ยขึ้นอีก
เขาเอนกายเข้ามาใกล้ อะลันน่าพยายามที่จะขืนตัวให้อยู่ห่างจากเขาให้มากที่สุดเบียดไหล่อยู่กับขอบข้างประตูรถแต่ทว่า เขากลับไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ตรงต้นแขนของเธอมันเลยไปถึงคอเสื้อด้วย
“นี่คุณจะทำอะไรน่ะ?” อะลันน่าร้องจับข้อมือเขาไว้พยายามจะผลักไสมือข้างนั้นให้พ้นจากคอเสื้อด้านหน้าความโกรธที่เกิดขึ้นทำให้ลืมที่จะระมัดระวังเนื้อตัว
แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สนใจในการสกัดกั้นไม่ให้เขาได้แตะต้องในสิ่งที่หมายเลยเริ่มปลดกระดุมเสื้อเม็ดบน และเม็ดรองลงไปอย่างใจเย็นที่สุด อะลันน่าได้แต่ขืนตัวพลางผลักไสเขาไปพลาง แต่พละกำลังของโรลท์เหนือกว่าเธอมากนัก
“หยุดนะ” เธอร้องออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อกระดุมเม็ดที่สองถูกปลดออกจากรัง
โรลท์เพียงแต่ยิ้มเท่านั้นถ้าการเคลื่อนไหวของริมฝีปากที่เหยียดออกจะพิเรียกว่ายิ้มได้ ในที่สุด เม็ดที่สามก็หลุดออกและด้วยนิ้วชี้กับนิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างที่เขาแหวกคอเสื้อตัวที่เธอสวมอยู่ออกเป็รูปตัววี ลูบไล้ปลายนิ้วไปตามแนวลาด และไปหยุดอยู่อย่างเจตนาตรงเนินทรวงที่เอิบอิ่ม
“ผมอยากจะให้ดู ยั่วยวนสำหรับสายตาน้องชายของผมสักหน่อยเท่านั้นละน่า” เขาสำรวจฝีมือของตัวเองด้วยแววตาที่ฉายแสงแห่งความพอใจ
ความร้อนดูจะลวกลามไปทั่วทั้งเรือนกาย ขณะที่สายตาคู่นั้นมองลึกลงไปในเงาของหว่างทรวง อะลันน่าสั่นไปทั้งตัวด้วยความโกรธผสมกับความประหวั่นพรั่นใจ อุ้งมือของเธอยังจับมือเขาไว้แน่น แต่ไม่ได้ผลักไสให้ออกห่างอีกต่อไป เพราะรู้อยู่ว่าถึงจะทำไปก็ไม่ประสบความสำเร็จขณะนี้ โรลท์กำลังจ้องหน้าเธออยู่
“รู้ไหมว่า ถ้าผู้หญิงรู้จักใช้ความฉลาดนิดๆ หน่อยๆ ละมันก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้ชายได้นา” โรลท์เสริมนิ้วมือที่ยังทาบทับอยู่เหมือนจะลามไหม้ลงไปจนถึงผิวเนื้อภายใน ประทับรอยไว้บนนวลเนื้อละมุนนั้น
“เอามือคุณออกไปให้พ้นตัวฉันนะ” เธอสั่งเสียงกร้าวเขาเชิดศีรษะขึ้นหยิ่งๆ ก่อนที่จะวางมือจากเธอ แต่ก็ไม่ก่อนที่จะไล้ปลายนิ้วพาดผ่านไปจนถึงยอดทรวงที่เชิดชันอยู่และกระถดถอยออกห่าง
แววเลสนัยที่แฝงอยู่ในประกายตาคู่นั้นทำให้อะลันน่าปรารถนาจะได้มีดไว้ในมือสักเล่ม เธอจะยินดีเป็ที่สุดถ้าจะได้ทิ่มแทงปลายมีดที่แหลมคมไปให้ถึงขั้วหัวใจของเขาในยามนั้นมองตามมือโรลท์ที่เอื้อมไปเปิดประตูรถและก้าวลงและทันใดเสียงต่างๆ ที่สนั่นหวั่นไหวอยู่ข้างนอก ก็แทรกตัวเข้ามาในบรรยากาศ