ย้อนเวลามาเป็นพระชายากับระบบสมาร์ตโฟนต่างมิติ (จบแล้ว)

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 เปลี่ยนเป็นเตียงนุ่มๆ

           เยว่เฟิงเกอคิดไม่ถึงว่าม่อหลิงหานจะเปลี่ยนเตียงให้นางจริงๆนางมองม่อหลิงหานด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาถึงต้องทำเช่นนี้

           ม่อหลิงหานหรี่ตามองเยว่เฟิงเกอไปทีหนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบยิ่ง “ไม่ต้องเทิดทูนเปิ่นหวางถึงเพียงนั้นเป็นเพราะเตียงหลังนั้นของเจ้าแข็งเกินไปจริงๆ เปิ่นหวางแค่เอนกายลงนอน ยังไม่อาจข่มตาหลับให้สบายใจได้”

           เยว่เฟิงเกอสีหน้าดำคล้ำนางไม่อยากฟังม่อหลิงหานกล่าววาจาไร้สาระอีก นางโยนตำราในมือทิ้ง ก่อนจะรีบร้อนกลับตำหนักเยว่เหยา

           ทว่า เสียงเย็นของม่อหลิงหานกลับดังขึ้นข้างหลัง“พระชายา เจ้าลืมหยิบตำราของเจ้าไปด้วย” 

           เยว่เฟิงเกอหันกลับไปถลึงตามองตำราทั้งสองเล่มที่ตนวางทิ้งไว้บนโต๊ะจากนั้นจึงหยิบกลับมาไว้ในมืออย่างไม่ยินยอมพร้อมใจยิ่ง

           เยว่เฟิงเกอเดินกลับเรือนตนด้วยความรีบร้อนนางอยากจะดูสิว่าม่อหลิงหานเปลี่ยนเตียงแบบใดให้นาง

           ตอนที่เยว่เฟิงเกอและชิงจื่อกลับถึงเรือนเยว่เหยาก็เห็นคนรับใช้กำลังทยอยเดินออกมากันพอดี 

           นางรีบร้อนพุ่งไปยังหอห้องโดยไม่หยุดคิดหลังจากได้เห็นเตียงหลังนั้น ก็ถึงกับตะลึงอึ้งค้างไป

           นั่นมันเตียงอันใดกันเล็กกว่าเตียงหลังเดิมไม่น้อย แต่สูงขึ้นราวสองสามหลีหมี่ [1]

           เหล่านี้ยังไม่เท่าไรที่สำคัญคือ เตียงหลังนี้เป็นทรงกลม ทั้งสี่ด้านของเตียงเป็นผ้าม่านโปร่งใส บนเตียงยังมีฟูกหนาๆวางไว้อีกหนึ่งชั้น มิหนำซ้ำฟูกอันนี้ยังถูกห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าแพรชั้นดีสีชมพูปักลายโบตั๋น

           เหตุใดเตียงหลังนี้ถึงได้ดูเหมือนเตียงในโรงแรมในยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดของนางเลยล่ะ

           เยว่เฟิงเกอกลืนน้ำลายเอื้อกหนึ่งขณะที่ยังคงก้าวยาวๆไปที่เตียง

           นางใช้มือกดฟูกบนเตียงสองสามทีคิดไม่ถึงสัมผัสของฟูกนี้จะนุ่มสบายยิ่ง

           เยว่เฟิงเกอไม่รอช้ากระโดดลงไปแผ่หลาบนเตียง

           คิดไม่ถึงขนาดกระโดดลงไปเช่นนี้ยังให้ความรู้สึกเหมือนตกลงไปบนชั้นขนหนานุ่ม

           ถึงแม้เตียงหลังนี้จะไม่ใหญ่เท่าเตียงหลังก่อนซ้ำยังเป็นทรงกลมด้วย แต่ก็ยังดีที่เตียงหลังนี้ไม่ใช่เตียงไม้แข็งๆ อีกแล้วอย่างน้อยตอนค่ำยามนางหลับใหลก็จะได้ไม่ต้องทนเจ็บตัวอีก

           “หึยังนับว่าเจ้าเองก็ทำอะไรให้สมกับเป็นคนมีน้ำจิตน้ำใจเหมือนคนอื่นเขาบ้างก็เป็นเหมือนกัน”เยว่เฟิงเกอยังอดบ่นอุบเสียงเบาไม่ได้ กระนั้นสีหน้ากลับปรากฏแววแช่มชื่น

           นางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมานอนแผ่หลาเล่นโทรศัพท์อยู่บนเตียง

           เมื่อเข้าไปดูเถาเป่าก็พบว่ามีมูลค่าการซื้อเพิ่มขึ้นมาอีกสิบมูลค่าการซื้ออย่างเหนือความคาดหมาย 

           นี่คือมูลค่าการซื้อที่ได้มาจากการที่เมื่อคืนม่อหลิงหานมายังเรือนของนางแล้วกอดนางไปทีหนึ่ง

           เยว่เฟิงเกอเล่นโทรศัพท์ไปพลางบ่นอุบไปพลาง“อ๋องน้ำแข็งนั่น วันนี้คงจะเป็นบ้าไปแล้วกระมัง อยู่ดีๆ ถึงได้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนเตียงเป็นเตียงกลมให้เปิ่นกงแต่ก็ยังนับว่าพอมีน้ำใจอยู่บ้าง รู้ว่าเปิ่นกงกระดูกอ่อน นอนบนเตียงแข็งๆ เช่นนั้นไม่ได้จึงเปลี่ยนเป็นเตียงนุ่มๆ เช่นนี้ให้”

           ชิงจื่อได้ฟังคำพูดของเยว่เฟิงเกอก็มีสีหน้าดำคล้ำ

           ดีที่ที่นี่มีแค่พวกนางสองคนหากท่านอ๋องได้ยินเข้า เกรงว่าคงมีรับสั่งให้รื้อเตียงหลังนี้กลับไปแล้วปล่อยให้พระชายาทนนอนเตียงแข็งๆนั่นต่อไป

           ในตอนที่ชิงจื่อกำลังคิดอยู่นี้เสียงเย็นกังวานสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก “พระชายาพอใจในเตียงหลังใหม่นี้หรือไม่? ”

           ชิงจื่อถูกเสียงนี้ทำให้ตกใจจนคอหดนางรีบถอยออกไปนอกเรือน ยอบกายคารวะ “ท่านอ๋อง...”

           “ออกไปเถอะ”ม่อหลิงหานโบกมือให้ชิงจื่อออกไป แล้วจึงก้าวยาวๆ เข้าไปในเรือน

           เยว่เฟิงเกอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวด้านนอกเพื่อไม่ให้ม่อหลิงหานเห็นโทรศัพท์เครื่องนี้ นางจึงรีบนำไปซ่อนไว้ใต้หมอน

           ตอนที่ม่อหลิงหานเดินเข้ามาถึงด้านในเยว่เฟิงเกอก็ได้กระโดดลงจากเตียงเรียบร้อยแล้ว

           “พระชายาพอใจหรือไม่? ” ม่อหลิงหานเดินก้าวยาวๆ มาถึงข้างเตียงโน้มกายลงไปกดฟูกที่ปูอยู่

           เยว่เฟิงเกอแย้มยิ้มดีใจกล่าวว่า “พอใจเพคะ พอใจเป็นอย่างมาก ไม่รู้ว่าฟูกนี้ทำจากสิ่งใด ถึงได้อ่อนนุ่มถึงเพียงนี้”

           ม่อหลิงหานเห็นว่าเยว่เฟิงเกอดูจะชอบมากบนใบหน้าเขาปรากฏแววพออกพอใจเพิ่มขึ้นสองส่วน

           ม่อหลิงหานกล่าวตอบด้วยท่าทางอารมณ์ดี“ฟูกนี้ทอขึ้นจากไหมที่ตัวไหมทองคำธรรมชาติคายออกมา ผิวสัมผัสจึงอ่อนนุ่มยามเอนกายลงนอนจะช่วยให้ผู้นั้นรู้สึกอบอุ่น”

           เยว่เฟิงเกอคิดไม่ถึงว่าฟูกนี้จะทอมาจากไหมทองคำเตียงใหญ่เพียงนี้ต้องใช้ไหมที่ตัวไหมทองคำกี่ตัวคายออกมาถึงจะพอกัน คงมีแต่คนเช่นม่อหลิงหานที่เป็นเชื้อพระวงศ์ถึงทำได้กระมังแค่เตียงหลังหนึ่งยังต้องฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้

           เยว่เฟิงเกอกำลังคิดจะพูดขอบคุณแต่ม่อหลิงหานกลับพูดต่อ “พระชายาไม่ต้องขอบใจเปิ่นหวางหรอก เหตุที่เปิ่นหวางทำเช่นนี้ก็เพื่อที่คืนนี้ยามเอนกายลงนอนจะได้ไม่ถูกเตียงแข็งๆ บาดกระดูก”

           เยว่เฟิงเกออยากจะชกม่อหลิงหานให้กระเด็นไปเสียจริงๆทั้งที่การกระทำเมื่อครู่ของม่อหลิงหานทำให้นางนึกซาบซึ้งใจ แต่สุดท้ายกลับต้องมาทราบว่าเหตุที่ผู้อื่นทำไปก็เพียงเพื่อคืนนี้ยามเอนกายลงนอนจะได้ไม่ถูกเตียงแข็งๆบาดกระดูก

           “ท่านอ๋อง หม่อมฉันไม่เคยขอให้พระองค์ต้องมาประทับค้างแรมที่นี่พระองค์อย่าได้ทรงคิดมากไปเลย” ล้อเล่นอะไรกัน ระหว่างพวกนางไม่ได้รักกันเสียหน่อยก็แค่สามีภรรยาในนามเท่านั้น

           หากยอมให้ม่อหลิงหานมาค้างแรมกับนางที่นี่จนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นมาจะทำอย่างไร ความบริสุทธิ์ทั้งชาติของนางจะไม่ถูกทำให้แปดเปื้อนหรือ

           ม่อหลิงหานจับจ้องเยว่เฟิงเกอเขาไม่ได้รู้สึกโกรธเพราะคำพูดของนาง ทั้งยังนั่งลงบนเตียงอย่างอารมณ์ดี

           เยว่เฟิงเกอเห็นเช่นนี้ก็รีบถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันทีซ้ำยังมองม่อหลิงหานด้วยสีหน้าห่างเหิน

           ม่อหลิงหานเห็นว่าเยว่เฟิงเกอทำท่าทีราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูอันตรายอารมณ์ดีๆ เมื่อครู่พลันเปลี่ยนเป็นอึมครึมดังวันมรสุมเข้า

           “มานี่เหตุใดต้องยืนห่างจากเปิ่นหวางเพียงนั้น หรือกลัวว่าเปิ่นหวางจะกินเจ้าเข้าไป? ” สิ่งที่ม่อหลิงหานเกลียดที่สุดก็คือความห่างเหินเช่นนี้ของเยว่เฟิงเกอ

           เยว่เฟิงเกอไม่ขยับยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยตั้งใจจะรักษาระยะห่างระหว่างม่อหลิงหานให้อยู่ในระยะปลอดภัย

           ม่อหลิงหานขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวเขากำลังคิดจะพูดอันใดก็ได้ยินเสียงของเฉียวเฟยดังมาจากด้านนอก

           “ทูลท่านอ๋องคนจากวังหลวงมาพ่ะย่ะค่ะ”

           เมื่อม่อหลิงหานได้ยินว่ามีคนจากวังหลวงมาก็ไม่ตอแยเยว่เฟิงเกออีก เขายืนขึ้นแล้วก้าวยาวๆ ออกไปจากเรือนเยว่เหยาทันที

           รอจนม่อหลิงหานจากไปแล้วเยว่เฟิงเกอถึงได้ถอนใจโล่งอก

           เมื่อครู่จู่ๆโทรศัพท์ของนางก็สั่น ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันที่เสียงของเฉียวเฟยดังขึ้นทำให้เสียงสั่นๆ นั้นไม่เป็นที่ต้องสงสัย

           โชคดีที่ม่อหลิงหานไม่รับรู้ถึงความผิดปกติใดมิฉะนั้นเขาคงต้องเค้นถามจนกว่าจะได้คำตอบว่านั่นคือเสียงอะไรแน่

           อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนอื่นอีกเยว่เฟิงเกอจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตรวจสอบดู ก่อนจะได้เห็นว่าในวีแชท[2] ของนางมีตัวอักษรสีแดงปรากฏขึ้น

           เยว่เฟิงเกอรู้สึกประหลาดใจนักเพราะตั้งแต่ที่นางมาถึงที่นี่ แอปพลิเคชันอย่างวีแชทนี้ล้วนเป็นแค่เครื่องประดับที่ไร้ประโยชน์

           นอกจากเถาเป่าและโปรแกรมท่องเว็บรวมถึงเกมที่นางโหลดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แอปพลิเคชันอื่นใดก็ล้วนเป็นแค่เครื่องประดับที่ดูโก้หรูอยู่บนโทรศัพท์นางมีไว้แค่ให้มอง แต่ไม่อาจใช้งานได้

           เหตุใดยามนี้ถึงมีข้อความจากวีแชทได้ใครกันที่ส่งข้อความมาหานางผ่านวีแชท?

           เยว่เฟิงเกอเปิดวีแชทดูด้วยใจที่ทั้งรีบร้อนและสงสัย

           จากนั้นก็เห็นว่ามีคนแปลกหน้าคนหนึ่งเพิ่มนางเป็นเพื่อนในวีแชท

           ชื่อของคนแปลกหน้าคนนั้นคือ ‘อย่าถามว่าข้าคือใคร’     

     

     

    ————————————————————————————————

    เชิงอรรถ

    [1] หลีหมี่(厘米)คือเซนติเมตร

    [2] วีแชท(微信)คือแอปพลิเคชันที่มีไว้สำหรับสนทนากันของคนจีน

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นพระชายากับระบบสมาร์ตโฟนต่างมิติ (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน