ผิงเยว่ สาวน้อยวัย20ปี เธอเลือกที่จะหยุดเรียนหลังจากจบชั้นมัธยมปลายเพื่อเข้ามาทำงานในเมืองหลวงหาเงินส่งเสียน้องๆ ให้ได้เรียนสูงๆ แม้ผู้เป็แม่จะไม่เห็นด้วยก็ตามหากว่าเธอไม่ช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ในตอนนี้มีหวังคงได้ล้มป่วยเพราะทั้งชีวิตเหลือแม่เพียงคนเดียวถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้อยู่ใกล้กันก้ตามเธอหวังแค่เพียงว่าสักวันจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว
"หนูคิดดีแล้วเหรอลูกอนาคตของหนูเลยนะ" ซินหลิวนึกห่วงอนาคตของผิงเยว่ที่ต้องหยุดเรียนไว้เพียงแค่มัธยมปลายเพื่อเปิดโอกาสให้น้องๆ แต่ก็นึกดีในใจไม่น้อยที่ลูกสาวจะแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของนางเพราะั้แ่พ่อของลูกเสียไปเธอก็สู้มาเพียงลำพังตลอด
"หนูทนเห็นแม่ทำงานเหนื่อยคนเดียวอีกต่อไปไม่ได้แล้วค่ะน้องๆ ก็โตขึ้นทุกวันต้องใช้เงินไม่น้อยอีกอย่างแม่จะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้นไงคะ" ในทุกวันเธอต้องเห็นแม่ทำงานตัวเป็เกลียวเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัว ก่อนจะรีบสลัดความคิดนั้นทิ้งเมื่อรถประจำทางวิ่งเข้ามาจอดเทียบท่าพอดี ผิงเยว่ก้าวขาผ่านประตูขึ้นไปบนรถก่อนจะมองหาที่นั่งและเดินตรงไปยังแถวท้ายสุดของรถเหลือที่ว่างสุดท้ายพอดี วันนี้เป็วันสุดสัปดาห์ผู้โดยสารจึงดูแน่นเป็เื่ปกติเมื่อผิงเยว่หย่อนตัวลงที่นั่งติดริมหน้าต่างพอดีเธอจึงคิดที่จะเอนกายพักสายตาสักหน่อยเพราะอีกไกลกว่าจะถึงป้ายที่จะต้องลงจึงได้หลับตาลงอย่างอ่อนเพลียอาศัยฟังเสียงจากคนเก็บตั๋วเอาว่าถึงไหน
หากแต่เสียงผู้คนมากมายดังเจื้อยแจ้วจนฟังแทบไม่รู้เื่ก่อนสติของเธอจะไม่รับรู้อะไรอีกนานเท่าไรไม่ทราบได้เมื่อเสียงร้องไห้กระซิกดังขึ้นอยู่ใกล้ๆ หากแต่เธอยังคงไม่ลืมตาขึ้นมาดูเพราะไม่ได้ยินเสียงคนเก็บตั๋วส่งเสียงบอกว่าถึงสถานีไหนแล้วแต่ก็ต้องนึกเอะใจขึ้นมาเมื่อเสียงร้องไห้เ่าั้ดังขึ้นเรื่อยๆ จากหนึ่งคนกลายเป็หลายคนฟังจากน้ำเสียงมีทั้งหญิงและชายรวมไปถึงคนแก่ด้วย เธอจำได้ว่าตอนขึ้นรถมาข้างที่นั่งของเธอไม่มีคนแก่และผู้ชายนี่จึงได้ลืมตาขึ้นดูแต่ก็ต้องใไปยิ่งกว่าเดิมเมื่อตรงหน้าของเธอกลายเป็ว่ามีคนยืนมุงดูอยู่มากมายทุกสายตาจับจ้องมายังเธอก่อนที่หนึ่งในนั้นจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจ
"ผิงผิง เ้าฟื้นแล้วก้งเยว่เ้ารีบไปตามหมอมาดูนางเร็วๆ " มู่หลาน แม่ของก้งเยว่เอ่ยบอกลูกชายด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเมื่อเห็นว่าหลานสาวของนางฟื้นขึ้นมา เมื่อบุตรชายได้ยินดังนั้นจึงได้รีบมุ่งหน้าไปยังบ้านท่านหมอทันที
"ผิงผิงเ้าฟื้นเสียทีแม่คิดว่าเ้าจะจากพวกเราไปเสียแล้ว" หนิงฮวา ที่เพิ่งเดินเข้ามารีบปรี่เข้ามาหาลูกสาวก่อนจะโผเข้ากอดอย่างดีใจ
"เอ่อ...คือ...." ผิงเยว่พูดอะไรไม่ออกเมื่อเห็นกลุ่มคนตรงหน้าที่ไม่คุ้นเคยสายตาของเธอเลื่อนผ่านไปทีละคนจนกระทั่งถึงคนสุดท้ายและก้มลงสำรวจร่างกายของตัวเองซึ่งบัดนี้กลายเป็ร่างของเด็กน้อย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เธอฝันไปหรอกหรือว่าอย่างไรกันภาวนาขอให้เป็แค่ฝันเธอจึงได้หลับตาลงหวังแค่เพียงว่าลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็จะได้ตื่นจากฝันหากแต่กลับไม่เป็เช่นนั้น
"เ้าหิวน้ำหรือไม่" หนิงฮวาเอ่ยถามเมื่อรู้สึกได้ว่าผิงผิงอาจคอแห้งเพราะนางนอนหลับไปหลายวันเพราะเด็กน้อยเอาแต่นิ่งเงียบ ก่อนจะลุกไปรินน้ำชาอุ่นๆ มาให้
"ค่ะ" ผิงเยว่รับถ้วยน้ำชานั้นมาแล้วยกขึ้นดื่มอย่างคนกระหายน้ำแปลกที่เธอก็ดื่มน้ำก่อนขึ้นรถมาทำไมถึงได้รู้สึกกระหายมากอย่างนี้ สีหน้าครุ่นคิดว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหนกันแน่ก่อนความคิดของเธอจะกระจ่างร่างของชายชราก็เดินผ่านประตูแล้วตรงเข้ามาหาเธออย่างรวดเร็วเมื่อวางกระเป๋าลงข้างเตียงซึ่งนั่นคาดว่าน่าจะเป็กระเป๋ายาจึงได้ยื่นมือจับข้อมือเพื่อััชีพจรของเด็กน้อยที่นั่งอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาและสีหน้าที่แปลกประหลาด
"ท่านหมอหลานสาวข้าเป็เช่นไรบ้าง" แม่เฒ่ามู่หลาน เอ่ยถามอย่างร้อนใจที่ท่านหมอยังไม่เอ่ยบอกอาการของหลานสาวว่าเป็อย่างไรบ้าง
"ไม่เป็อะไรมากแล้วนางอาจจะแค่ร่างกายอ่อนเพลียเท่านั้นเดี๋ยวข้าจะจัดยาบำรุงให้ก็แล้วกัน" เมื่อแน่ใจในอาการของเด็กน้อยแล้วจึงได้เอ่ยบอกออกไป
"จะไม่เป็อะไรได้อย่างไรนางหลับไปตั้งหลายวัน" แม่เฒ่านึกสงสัยทั้งๆ ที่นางหยุดหายใจไปแล้วแท้ๆ แต่หมอกลับบอกว่าแค่ร่างกายอ่อนเพลียถึงแม้จะเป็่เวลาสั้นๆ ก็ตาม
"ท่านแม่ผิงผิงไม่เป็อะไรมากก็ดีแล้วอย่าซักไซ้ท่านหมอให้มากความเลยขอบคุณท่านหมอมากนะขอรับ" ก้งเยว่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าผู้เป็แม่ยังคงกังวลใจในอาการของหลานสาวก่อนจะหันมากล่าวขอบคุณท่านหมอบ้าง ผิงเยว่ได้แต่นึกในใจหญิงชราผู้นี้ถูกชายผู้นั้นเรียกว่าแม่แสดงว่านางก็คือย่าของเด็กน้อยผู้นี้ก่อนจะมองไปยังหญิงวัยกลางคนที่ยื่นน้ำชามาให้เธอหญิงผู้นี้อาจจะเป็แม่
"ผิงผิงหายดีข้าก็พอใจแล้วท่านแม่ไม่ต้องสงสัยอะไรอีกต่อไปหรอกนะเ้าคะ" หนิงฮวาเห็นดีด้วยกับคำพูดของสามี
"เดี๋ยวข้าไปส่งท่านหมอนะขอรับ" ก้งเยว่รีบเอ่ยตัดบทก่อนจะเดินเข้าไปถือกระเป๋ายาให้แล้วเดินนำออกไปทันที ก่อนที่ท่านหมอจะเดินจากไปยังไม่ลืมที่จะยื่นห่อยาให้กับก้งเยว่พร้อมกับกำชับเกี่ยวกับรายละเอียดการใช้ยา