คำว่า ‘ครอบครัว’ ในอุดมคติของใครหลายคนนั้นเป็อย่างไรหรือ?
จะต้องเป็กลุ่มมนุษย์ที่มีสมาชิกประกอบไปด้วยพ่อแม่ลูกและรวบรวมบุคคลผู้เกี่ยวพันกันทางสายเืไว้ด้วยกัน
จะต้องเป็แหล่งไว้พักพิงหรือพึ่งพาในยามที่ทุกข์ใจ ทั้งยังต้องโอบล้อมไปด้วยความรักเพื่อให้เราได้มีเรี่ยวแรงไปเผชิญกับโลกอันโหดร้ายภายนอกอย่างนั้นหรือ
แล้วคนที่เป็มือที่สามของครอบครัวของผู้อื่น เข้ามาคั่นกลางในครอบครัวอันสุขสันต์เล่า สมควรที่จะได้มีครอบครัวในอุดมคติอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นกับคนอื่นเขาบ้างหรือไม่?
เดิมทีกู้เมิ่งเหยาไม่รู้ว่าครอบครัวที่เป็ ‘ปกติ’ นั้นเป็อย่างไร เธอเข้าใจว่ามาโดยตลอดว่าการที่พ่อของเธอไม่มาค้างที่บ้านเล็กของแม่ทุกวันนั้นเป็เื่ธรรมดา
เธอคิดว่าเด็กทุกคนย่อมจะมี ‘แม่ใหญ่’ ที่แสนดุและเ้าระเบียบด้วยกันทั้งนั้น
จนกระทั่งที่เธอได้เข้าโรงเรียนอนุบาลและได้เรียนรู้ว่าครอบครัวของตนเอง ‘ผิดปกติ’ เพียงใด
กู้เมิ่งเหยาจึงได้เข้าใจว่าที่แท้สถานฐานะภาพในครอบครัวของตนเองกับแม่ของเธอนั้นคืออะไร
กู้เมิ่งเหยาเคยเปิดดูละครทางโทรทัศน์ เห็นตัวละครที่แสดงเป็ภรรยาคนที่สองในครอบครัวมักจะเป็คนไม่ดี หากไม่กลั่นแกล้งใส่ร้ายผู้คน ก็มักจะชอบยื้อแย่งสมบัติจากบ้านใหญ่อยู่เสมอ
ครั้นเมื่อได้รู้ว่าแม่ของเธอมีสถานะเหมือนตัวร้ายในละคร เธอจึงรู้สึกเสียอกเสียใจเป็อย่างมาก รีบวิ่งไปขอร้องให้แม่เลิกเป็ภรรยาคนที่สองเสียที
แต่แม่ของเธอกลับส่ายหน้า บอกว่าตนเองไม่สามารถทำได้ ทั้งยังขอให้วางใจว่าแม่ของเธอจะไม่มีทางทำตัวอย่างนั้นเป็แน่
แน่นอนว่ากู้เมิ่งเหยาย่อมจะไม่พอใจ คิดดูถูกแม่ของตนเองเรื่อยมาจนกระทั่งเติบโตขึ้น และถึงตอนนั้น เธอจึงได้รู้ว่าสิ่งที่แม่ของเธอพูดนั้นไม่ได้เป็การโกหกหลอกลวงจริงๆ
เพราะด้วยอำนาจเ้าพ่อชื่อก้องไปทั่วเมืองของพ่อเธอ ทำให้แม่ไม่สามารถตีจากไป ทั้งไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดใดทั้งสิ้น เช่นนี้แม่จึงจำยอมอยู่ในสถานะนี้ต่อไป ตราบใดที่พ่อของเธอ้า รวมทั้งตัวของเธอเองด้วย
ตอนที่กู้เมิ่งเหยาอายุยี่สิบปี พ่อของเธอถูกลอบสังหารจนอาการสาหัส แม่ใหญ่จึงต้องขึ้นมากุมอำนาจดูแลแก๊งแทน และได้มีความคิดที่จะจับเธอไปแต่งงานกับลูกชายของหัวหน้าแก๊งมาเฟียที่มีอำนาจเพื่อสานความสัมพันธ์
ลูกชายของมาเฟียคนนี้มีชื่อในด้านความเหี้ยมโหด ทั้งมักจะมีข่าวในเื่ข่มขืนและทารุณกรรมหญิงสาวบ่อยครั้ง
แม่ของกู้เมิ่งเหยารู้อย่างนี้แล้วจะปล่อยให้ลูกสาวไปใช้ชีวิตกับคนเช่นนั้นได้อย่างไร แต่ไม่ว่าเธอจะอ้อนวอนเพียงใดก็ไม่สามารถยับยั้งการแต่งงานนี้ได้ ทำให้ในท้ายที่สุดกู้เมิ่งเหยาจึงจำต้องแต่งออกไปอย่างไม่มีทางเลือก
แน่นอนว่าสิ่งที่รออยู่นั้นย่อมไม่ชีวิตการแต่งงานที่สวยงาม กู้เมิ่งเหยาถูกซ้อมจนร่างกายสะบักสะบอมหลายครั้งทั้งที่เธอไม่ได้ก่อปัญหาใด แต่เพียงเพราะสามีของเธอเบื่อหน่าย เขาก็ลากเธอมาระบายอารมณ์ราวกับกระสอบทรายแล้ว
หลังจากที่ถูกทำร้ายร่างกายมาหลายครั้ง ความอดทนของกู้เมิ่งเหยาก็มาถึงจุดสิ้นสุด ทว่าน่าเสียดายที่วันที่เธอตั้งใจจะลุกขึ้นสู้นั้น
กลับเป็วันที่เธอหมดลมหายใจเช่นกัน
วันนั้นกู้เมิ่งเหยาถูกจับมารองมือรองเท้าให้สามีระบายความโกรธเหมือนเคย
แต่คราวนี้เธอกลับฮึดสู้ หันไปคว้าเอามีดปอกผลไม้มาป้องกันตัว ทำให้สามีโรคจิตของเธอเืออกบ้างจนได้
และนั่นก็เป็การกระทำที่ช่างโง่เขลานัก
พอเห็นเืที่แขนตน สามีของเธอยิ่งบันดาลโทสะ เขาเข้าไปกระชากผมของเธออย่างรุนแรงพร้อมกับยกหมัดต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของหญิงสาวหลายครั้งจนเธอหยัดยืนไม่ไหว แล้วหลังจากนั้นเขาก็ร้องะโเรียกให้ลูกน้องของตัวเองเข้ามาด้านใน
คฤหาสน์ของมาเฟียใหญ่ย่อมจะมีลูกน้องในบ้านไว้คอยรักษาความปลอดภัยไม่น้อยอยู่แล้ว
ชายฉกรรจ์ราวๆ สามสิบคนในวันนั้นกระทำกับร่างกายของกู้เมิ่งเหยาราวกับเป็หมอนใบเก่า จนในที่สุดหญิงสาวก็ทนกับความเ็ปทั่วร่างไม่ไหว สิ้นลมหายใจขณะถูกชายชราผมขาวขึ้นคร่อมไปในวันนั้นเอง
ร่างไร้ิญญาของเธอนำกลับมาโยนทิ้งไว้ทีบ้านเล็ก
แม่เธอเห็นสภาพของลูกสาวแล้วขาดสติทันที เธอวิ่งเข้าไปเอาปืนกระบอกเก่าของพ่อออกมาแล้วะเิศีรษะตามกู้เมิ่งเหยาไปทันที
ภาพศพของสองแม่ลูกที่นอนหมดลมหายใจอยู่ข้างๆ กัน ทำให้ดวงจิตของกู้เมิ่งเหยาแทบจะสลายตายไปอีกรอบ
“ฉันทำอะไรผิด! แค่เพียงเพราะฉันกับแม่เป็บ้านเล็กจึงต้องมาเจอเื่แบบนี้เหรอ? นี่มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด!”
ดวงจิตของหญิงสาวร้องะโเสียงดังลั่น
หลังจากที่ความวุ่นวายและลมหายใจของสองแม่ลูกหมดลง
กู้เมิ่งเหยาก็คาดเดาว่าอีกไม่นานเหล่ายมทูตจะต้องมาพาดวงจิตของเธอกับแม่ไปยังปรโลกตามตำนานที่เล่าขานกันมาช้านานเป็แน่
ทว่าในเสี้ยวอึดใจต่อมา
ภาพที่อันแสนะเืใจตรงหน้ากลับจางหายไปพร้อมกับความนึกคิดที่หลงเหลืออยู่ของเธอด้วย
ราวกับได้เห็นการกรอม้วนวีดิโอเพื่อย้อนกลับไปดูยังฉากเริ่มต้นใหม่อีกหน
ภาพความทรงจำในหัวของหญิงสาวก็เป็เช่นนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยกระทำ ย้อนกลับไปเหมือนไม่เคยได้กระทำมาก่อน
ะุไม่ได้ทะลุเข้าศีรษะแม่ของเธอ งานแต่งงานที่แสนน่ารันทดไม่เคยเกิดขึ้น เธอไม่ได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย พ่อของเธอไม่ได้ถูกลอบสังหาร เธอไม่ได้วิ่งไปร้องไห้ขอให้แม่เลิกกับพ่อ
ภาพย้อนกลับไปจนกระทั่งเธอไม่เคยหยิบกรรไกรมาตัดผมตัวเองเล่นเมื่อตอนประถมด้วยซ้ำ
กู้เมิ่งเหยาสะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา
ความทรงจำที่โหดร้ายในหัวคล้ายกลับกลายเป็เพียงฝันร้ายที่เลือนรางตื่นหนึ่งเท่านั้น
แต่กู้เมิ่งเหยากลับรู้ดี... ว่าตัวของเธอจะต้องย้อนเวลากลับมาในอดีตอย่างแน่นอน!
ทั้งที่ไม่มีสัญญาบอกอะไรและไม่ต้องมีภูตผีหรือเซียนคนใดมาอธิบายความอัศจรรย์นี้ ทว่าความเชื่อเื่ที่ได้ย้อนกลับมานั้น ได้สลักลงไปในหัวสมองของหญิงสาวอย่างแ่าประหนึ่งตะปูที่ตอกลงไปบนแผ่นไม้เสียแล้ว
กู้เมิ่งเหยากวาดสายตาไปรอบๆ ห้องนอนในบ้านเล็กหลังเก่าของตัวเอง พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจที่ได้รับโอกาสกับมาแก้ไขอดีตใหม่อีกหน
ที่นี่เป็ห้องนอนของเดิมของเธอไม่ผิดแน่
เธอจดจำประตูหน้าต่าง ทั้งบรรยากาศรอบกายที่เติบโตขึ้นมาได้อย่างแม่นยำ
คราวนี้เธอตั้งใจเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ดี จะไม่ให้เธอกับแม่ต้องพบจุดจบเช่นเดิม จะไม่ให้...
ไม่ให้…
เดี๋ยวนะ!
ทำไมการตกแต่งห้องนอนของเธอจึงได้แปลกตาไปเช่นนี้? บนผนังไม่มีโปสเตอร์รูปของซาโต้ ยามาอูจิ[1] ไม่มีโต๊ะเครื่องแป้งพร้อมอุปกรณ์แต่งหน้าที่คุ้นเคย ทั้งเพดานก็ไม่มีดาวเรืองแสงในความมืดติดอยู่
และชั้นวางหนังสือการ์ตูนตาหวานสุดโปรดของเธอก็หายไป แต่กลับแทนที่ด้วยชั้นไม้ที่มีกล่องหลากสีสันวางเรียงราย แถมบนผนังก็มีแผ่นโปสเตอร์รูปสัตว์ต่างๆ พร้อมภาษาอังกฤษติดแทนที่นักร้องคนดังที่เธอโปรดปรานไปได้เล่า?
กู้เมิ่งเหยากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องด้วยความงุนงง เธอคิดว่าตัวเองย้อนกลับมาใน่อายุที่อยู่ประถมหรือไม่ก็มัธยมเสียอีก ทว่าการตกแต่งห้องนอนของเธอกลับไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย
ไม่สิ จะบอกว่าไม่คุ้นก็ไม่ได้เสียทีเดียว ต้องเรียกว่าคุ้นตาแต่ช่างเลือนราง คลับคล้ายคลับคลาเหมือนว่านี่จะเคยเป็ห้องของเธอ แต่การตกแต่งนั้นไม่ใช่เธอที่ได้ตัดสินใจจัดห้องแบบนี้
ในขณะที่กู้เมิ่งเหยากำลังงุนงงและสับสนกับ่เวลา
สายตาของเธอก็พลันเหลือบไปเห็นกับข้าวของบางอย่างที่ทำให้เธอสามารถจับจุดได้เสียทีว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับมาใน่อายุใด
และนั่นก็ทำให้กู้เมิ่งเหยาใเป็อย่างยิ่งจนถึงขนาดต้องส่งเสียงร้องะโออกมา
แต่สิ่งที่น่าใยิ่งกว่า
นั่นก็คือเสียงที่เปล่งออกมานั้น กลับกลายเป็เสียงร้องไห้โวยวายของเด็กเล็กไปเสียได้!
“แง!”
“เหยาเหยา!”
หญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งวิ่งเข้ามาด้านในทันทีที่ได้ยินเสียงร้องไห้ของกู้เมิ่งเหยา เธอเข้ามาโอบกอดร่างเล็กที่บนเตียงนอนสีชมพู พลางใช้มือลูบแผ่นหลังเล็กเบาๆ เพื่อปลอบโยน
“แม่ไปห้องครัวแค่แป๊บเดียวเอง ไม่นึกเลยว่าหนูจะตื่นซะแล้ว พอลืมตามาไม่เจอใคร หนูก็เลยใอย่างนั้นสินะ”
หญิงสาวคนนั้นเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เธอโยกตัวเบาๆ ใช้ปลายนิ้วเรียวยาวเขี่ยจมูกของกู้เมิ่งเหยาอย่างเอ็นดู
นี่คือเย่อวี่เฟย แม่ของกู้เมิ่งเหยาไม่ผิดแน่ หญิงสาวที่อยู่ในร่างขนาดย่อมเบิกตากว้าง มองดูใบหน้าของคนที่กำลังโอบกอดเธอตาไม่กะพริบ
นี่คือแม่ของเธอ
แม่ของเธอที่ยังเยาว์วัยกว่าตอนที่หมดลมหายใจ
แม่ของเธอที่บนใบหน้าที่ไม่มีรอยเหี่ยวย่นและผมสีดอกเลาก่อนวัยอันควรจากความทุกข์ระทมใจ
นี่คือแม่ที่แสนดี
แม่ที่โอบอุ้มเธอด้วยความรักเสมอมา
“เอ๊ะ? หยุดร้องแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวเราไปกินไอศกรีมกันดีกว่ามั้ยจ๊ะ วันนี้คุณพ่อจะมากินข้าวเย็นกับพวกเราด้วยนะ”
ดวงตากลมโตของกู้เมิ่งเหยากระพริบปริบๆ คำพูดของแม่เธอไม่ได้ลอยเข้าหูของเธอสักนิด
ทว่าหลังจากที่เย่อวี่เฟยพูดกับเธอจบ น้ำเม็ดใหญ่ของกู้เมิ่งเหยากลับร่วงรินลงมาอาบแก้ม
ช่างเถอะ
ต่อให้ต้องมาอยู่ในร่างของเด็กเล็กก็ไม่เป็ไร ขอแค่ได้พบกับแม่อีกครั้งก็พอแล้ว ดีเสียอีก เธอได้เจอแม่ในตอนที่ยังสาวอยู่ เธอจะได้พาแม่ให้พ้นจากความทุกข์ได้ไวๆ
“เหยาเหยา? หรือว่าหนูยังง่วงอยู่?”
เย่อวี่เฟยงุนงง นึกไปว่าลูกสาวยังง่วงนอนจึงได้มีอาการสะลึมสะลือเช่นนี้
กู้เมิ่งเหยาโถมร่างกอดเย่อวี่เฟยแน่น จากนั้นก็ร่ำไห้ออกมาเสียงดังด้วยเสียงเล็กๆ ของเด็กน้อย
“แง! แง!”
[1] ซาโต้ ยามาอูจิ ตัวละครในนิยายเื่ ฉันกลายเป็เมียลับๆ ของซุป’ตาร์ยุค90s เขียนโดย จับฉ่าย.ย