ชเวยองจุนกรรมการผู้จัดการของฮันยองเทรดดิ้งบริษัทในเครือฮันยองกรุ๊ป และเป็บุตรชายคนที่สี่ของชเวคยองฮุนประธานใหญ่ของฮันยองกรุ๊ป เขาแวะมายังย่านเริงรมย์แห่งหนึ่ง
“กลับก่อนเลย ทำธุระเสร็จแล้วจะตามไป”
ชเวยองจุนพูดกับเลขาฯส่วนตัวก่อนหันไปมองอาคารที่ติดป้ายว่า‘บลูเฮาส์’ แล้วเข้าไปด้านใน
ชเวฮเยนากำลังสั่งพนักงานในร้านให้ตกแต่งภายในเมื่อเห็นชเวยองจุนเปิดประตูเข้ามาก็โบกมือให้พร้อมเข้าไปยังห้องเล็ก ๆที่ปราศจากคนด้วยกัน
ชเวฮเยนาชี้ไปที่เครื่องทำกาแฟแล้วเอ่ย
“กาแฟไหม”
“ดื่มมาแล้ว”
ชเวยองจุนปฏิเสธพลางนั่งลงที่เก้าอี้
“กินข้าวเช้าบ้างหรือเปล่า วันนี้พ่อพูดว่าอะไรบ้างนะ”
เขาพูดอย่างนั้นขณะหันไปมองรอบๆ
“พ่อ? คนที่ทำเหมือนฉันไม่ใช่ลูกมีอะไรอีกล่ะ”
“ก็เธอเอาแต่อยู่ในที่แปลก ๆ น่ะสิ จะทำธุรกิจนี้จริง ๆ เหรอ”
“ฉันอยากฟังเพลงและฟังเื่ราวของผู้คนที่แวะเวียนมาที่นี่น่ะ”
“ตัดสินใจเร็วดีนี่”
“แบบนี้ก็ดีกับพี่ไม่ใช่เหรอ เพราะคู่แข่งที่แข็งแกร่งหลีกทางให้แล้ว”
ชเวยองจุนหัวเราะให้กับคำพูดของชเวฮเยนา
“ใช่ คู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดหายไปแล้ว”
“ใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นก็มาเที่ยวบ่อย ๆ สิ ช่วยเพิ่มยอดขายให้หน่อย”
“แหม ในเมื่อเป็ร้านของน้องก็ต้องมาอยู่แล้วสิ แต่ฟังที่พ่อพูดหน่อยเถอะ”
“บ้าเหรอ จะให้ไปแต่งงานกับคนที่ไม่เคยรู้จักกันเลยเนี่ยนะ”
“พ่อพูดเพราะเป็ห่วงเธอนะ”
“เหลวไหล พ่อแค่จะให้ฉันเสียสละเพื่อธุรกิจของพ่อต่างหากถ้าจะมาพูดเื่นี้ก็กลับไปเลยไป”
ชเวฮเยนาผลักชเวยองจุนแต่เขาขืนตัวไว้แล้วพูดขึ้นมา
“พี่ไม่ใช่คนที่ส่งเธอไปเรียนต่อนะ”
คำพูดนั้นทำให้ชเวฮเยนาขำคิกคัก
“พี่ไม่ได้เป็คนส่งฉันไปงั้นเหรอ”
“แต่ฉันเป็คนแนะนำไง”
“นั่นก็ใช่”
“เพราะพ่อเป็ห่วงน่ะสิกลัวจะมีข่าวว่าลูกสาวคนเล็กของตระกูลชเวแห่งฮันยองกรุ๊ปไปเปิดร้านเหล้า”
“ยังไงพ่อก็คงจัดการปิดข่าวได้อยู่แล้วและฉันก็ไม่มีความคิดที่จะพูดเื่อย่างนั้นออกจากปากของตัวเองหรอก”
“ทำธุรกิจแบบนี้ ถ้าไปเจอผู้ชายแย่ ๆ จะทำยังไง”
“พี่ก็รู้ไม่ใช่เหรอ ว่าฉันเรียนเทควันโดมาั้แ่เด็กน่ะ”
ชเวยองจุนส่ายหน้า
“เดี๋ยวพี่ส่งบอดีการ์ดมาให้คนหนึ่งแล้วกัน”
“โอ้โฮ ดูแลน้องเล็กดีขนาดนี้เลยเหรอ พี่นี่พึ่งพาได้จริง ๆ”
“ถึงจะเป็ลูกที่โดนตัดหางปล่อยวัด แต่น้องก็คือน้องอยู่ดีนั่นแหละ”
“แต่พี่คนอื่นไม่คิดแบบนั้นเนี่ยสิ”
คนในครอบครัวที่คอยดูแลชเวฮเยนามีเพียงชเวยองจุนเท่านั้น
“ถึงได้บอกว่าให้ฟังพ่อบ้างน่ะ”
“ไม่”
ชเวยองจุนส่ายหน้าพลางมองนาฬิกา
“ตอนเช้ามีประชุมผู้บริหาร คงต้องไปแล้ว”
“อืม พยายามเข้านะ อย่าลืมพาคนมาบ่อย ๆ ล่ะ ช่วยเพิ่มยอดขายให้หน่อย”
ชเวยองจุนรับปากชเวฮเยนาก่อนจะโบกมือลาและออกจากร้านไป
“จุนฮักของฉันไปไหนเสียแล้วล่ะ”
ผู้จัดการพโยอิลซูนั่งลงที่โต๊ะพลางแอบมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคิมชอลซูซึ่งกำลังจดจ่อกับอะไรบางอย่างและพบว่าเป็บทความข่าวที่เกี่ยวกับชเวคยองฮุน ประธานใหญ่ของฮันยองกรุ๊ป
“ไปทำงานที่ปูซานครับ”
“อ้อ! จริงด้วยไปตรวจสอบการขนข้าวสาลีสำหรับอาหารสัตว์ที่มาจากยูเครนใช่ไหม”
“ครับ ผู้จัดการ”
“คนทำงานไม่พอเลยแฮะ...”
คิมชอลซูมองผู้จัดการพโยอิลซูแล้วพูดออกไปอย่างมั่นใจ
“แค่สั่งมา ผมจะทำอย่างเต็มที่ครับ”
พโยอิลซูที่ได้ยินอย่างนั้นก็ชำเลืองมองคิมชอลซูด้วยสายตามีเลศนัยพลันนึกถึงเื่ที่คุยกับอีจุนฮักเมื่อวาน
“เมื่อวานลองสั่งงานไปสองสามอย่าง ก็ดูเป็คนที่ทำงานเป็อยู่นะครับ”
“งั้นเหรอ”
“ถ้าไม่ใช่งานขาย ก็น่าจะสั่งให้ทำได้อยู่นะครับ”
“ถ้าจุนฮักของฉันพูดแบบนั้น ก็คงเป็แบบนั้นแหละ”
“ที่เอกดนตรีประยุกต์ก็น่าจะมีให้ทำพวกรายงานอยู่ใช่ไหม”
“ครับ! ผู้จัดการ”
พโยอิลซูมองคิมชอลซูที่ตอบมาด้วยสายตาเปี่ยมความกระตือรือร้นพลางคิดคำนวณในใจ
เดี๋ยวก็ต้องมีพิมพ์ผิดหรือทำไม่ถูกตามแบบฟอร์มแน่ๆ
เมื่อคำนวณเวลาสำหรับแก้ไขงานพวกนั้นคร่าวๆ แล้ว เขาก็พยักหน้า
“มานี่มา”
คิมชอลซูเดินตามพโยอิลซูไปที่โต๊ะของเขา
“นี่เป็ไฟล์ฉบับร่าง”
“ครับ ผู้จัดการ”
“ต้องใช้ประชุมเย็นนี้ลองสรุปย่อให้เหลือสักสองแผ่นใส่ลงในแบบฟอร์มของบริษัททำเสร็จก่อนเที่ยงได้ใช่ไหม”
แค่นี้กล้วยๆ
“ครับ ไว้ใจผมได้เลยครับ”
ไม่ว่าพนักงานใหม่จะเก่งขนาดไหนก็ไม่มีใครอยากมีปัญหากับหัวหน้าตัวเองเพราะอย่างนั้นเมื่อหัวหน้าสั่งงานมาแล้วจึงต้องทำให้ดีที่สุดแค่ทำตามคำสั่งให้ดีก็จะได้รับคำชมว่า ‘เป็พนักงานที่ทำงานเก่ง’
หลังจากได้เป็ผู้จัดการแล้วเกณฑ์หลักในการประเมินบุคคลก็จะขึ้นอยู่กับผลงานจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะชอบพนักงานที่ทำงานเก่ง
สาเหตุที่ผู้จัดการพโยอิลซูมักเรียกผู้ช่วยผู้จัดการอีจุนฮักว่า‘จุนฮักของฉัน’ ก็เพราะเหตุผลนี้
คิมชอลซูเริ่มลงมือทำงานทันทีส่วนผู้จัดการพโยเองก็รับโทรศัพท์ที่ดังขึ้นพร้อมหมกมุ่นอยู่กับงานตรงหน้า
‘ข้อเสนอการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากกัมพูชา’
เอ๊ะ!อันนี้?
เอกสารที่ผู้จัดการพโยอิลซูให้มาเป็ข้อเสนอขายวัตถุดิบจากกัมพูชาให้แก่บริษัทผลิตอาหารเสริมชื่อดังในเกาหลี
วัตถุดิบนี้มีชื่อว่า‘กโรย์จ โปซา’ หรือแปลง่าย ๆ ก็คือส้ม
เนื่องจากมีเปลือกที่หนามากเลยทำให้กินยากจึงจำเป็ต้องใช้มีดปอกเปลือกและนำไปปั่นเพื่อใช้เป็วัตถุดิบในเครื่องดื่ม
หลังจากปี2010 กัมพูชาเติบโตเป็ประเทศท่องเที่ยวและผลไม้ชนิดนี้ได้กลายเป็ที่ชื่นชอบอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวแต่ในเวลานั้นกลับมีราคาถูกมากราวกับก้อนหินธรรมดาก้อนหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้ผู้จัดการพโยอิลซูจึงกำลังวางแผนที่จะขายส้มนี้เป็วัตถุดิบสำหรับอาหารเสริมให้แก่บริษัทD และนี่คือโปรเจกต์ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์สำคัญซึ่งส่งผลกระทบต่อทีมขายห้าอย่างร้ายแรง
เพราะเกิดการฉ้อโกงทางธุรกิจเป็เหตุการณ์ที่อีกฝ่ายไม่ยอมจัดส่งสินค้าให้หลังได้รับเงินแล้วก่อนจะหายไป
เมื่อคิมชอลซูคิดได้ดังนั้นแล้วจึงนำไฟล์ฉบับร่างที่ได้รับมาจากผู้จัดการพโยอิลซูมาทำพรีเซนเทชันจำนวนสองหน้าตามแบบฟอร์มของบริษัทอย่างถูกต้องแม่นยำ
จากนั้นเขาก็เปิดหน้าต่างอินเทอร์เน็ตขึ้นมาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Aของกัมพูชาที่บอกว่าจะขาย ‘กโรย์จ โปซา’
พโยอิลซูที่ยุ่งอยู่กับการคุยโทรศัพท์และตอบอีเมลถึงผู้ซื้อและบริษัทซัปพลายเออร์เขาใช้เวลาตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเหลือบมองนาฬิกา
สิบเอ็ดโมงสามสิบสองนาที
ใกล้จะเที่ยงแล้วแต่เพราะเด็กใหม่ยังไม่เอางานที่สั่งไปก่อนหน้านี้มาให้ เขาจึงค่อย ๆลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างคิมชอลซูเมื่อเห็นคิมชอลซูขะมักเขม้นค้นหาบางอย่างในอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ทำเอกสารตามที่เขาบอกจึงถามด้วยนํ้าเสียงหงุดหงิด
“เด็กใหม่ทำอะไรน่ะ”
“ครับ ผู้จัดการ ผมกำลังหาอะไรบางอย่างอยู่ครับ”
“หาอะไร”
“ผมกำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท A ที่กัมพูชาอยู่ครับ”
“หาไปทำไม”
คิมชอลซูเกาศีรษะพร้อมตอบกลับไป
“ผมเรียนรู้มาจากตอนอบรมว่า เมื่อเจรจาธุรกิจกับบริษัทในประเทศกำลังพัฒนาเราจำเป็ต้องตรวจสอบว่าบริษัทนั้นมีตัวตนอยู่จริงและมีความน่าเชื่อถือรวมถึงตรวจสอบว่าได้รับการรับรองการทำธุรกิจแล้วหรือยังด้วยครับผมก็เลยทำตามที่เรียนมา”
เมื่อได้ยินคิมชอลซูบอกแบบนั้นพโยอิลซูจึงนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้ตรวจสอบบริษัทนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ลองหาแล้วเจออะไรไหม”
“ผมเห็นเบอร์โทรศัพท์อยู่ที่เว็บไซต์ของบริษัท A เลยลองเอาไปเช็กดูก็เจอว่ามีบริษัทอื่นที่ใช้เบอร์โทรศัพท์นี้เป็เบอร์โทรศัพท์ของบริษัทด้วยครับ”
“ว่าไงนะ”
พโยอิลซูสีหน้าเครียดขึ้นทันที
“แต่ผมไม่รู้ว่าทำถูกหรือเปล่า”
“หลีกซิ”
นํ้าเสียงแข็งกร้าวของพโยอิลซูทำให้คิมชอลซูรีบลุกขึ้น
พโยอิลซูนั่งลงบนเก้าอี้ของคิมชอลซูแล้วพินิจพิจารณาดูข้อมูลที่เขาหาไว้จากนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่อยากจะเชื่อ
พโยอิลซูกลับไปที่โต๊ะของตัวเองแล้วโทรศัพท์ไปที่ไหนสักแห่งพร้อมโวยวายเสียงดังด้วยภาษาอังกฤษอยู่สักพัก
ทีมขายสี่กับหกที่อยู่ข้างๆ ถึงกับต้องมองผู้จัดการพโยอิลซูด้วยสายตาเป็กังวล
เพราะเป็ที่รู้กันว่าเขาไม่ใช่คนชอบขึ้นเสียงฉะนั้นจึงเดาได้เลยว่าโกรธขนาดไหน
ระหว่างนั้นคิมชอลซูจึงวิ่งไปห้องถ่ายเอกสารเพื่อเอาเอกสารที่สั่งพรินต์ไว้ก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกันอันจองกยูที่เพิ่งประชุมหัวหน้าทีมเสร็จกลับมาเห็นพโยอิลซูะโเสียงดังและวางสายอย่างแรงเหมือนจะพังโทรศัพท์พร้อมทำสีหน้าไม่สบอารมณ์จึงถามขึ้นมา
“ผู้จัดการพโย มีเื่อะไร”
ผู้จัดการพโยหายใจหอบอยู่พักหนึ่งก่อนสูดหายใจเข้าลึก
“เื่กัมพูชาน่ะครับ”
“อืม”
“เหมือนจะเป็พวกต้มตุ๋นครับ”
“ว่าไงนะ”
อันจองกยูวางสมุดบันทึกลงบนโต๊ะพลางส่งสายตามองไปที่พโยอิลซู
เมื่อพโยอิลซูอธิบายจบอันจองกยูก็เดาะปากด้วยความไม่สบอารมณ์
“ว่าแล้วทำไมเงื่อนไขถึงได้ดีขนาดนั้น...เกือบแล้วไหมล่ะถ้าข้อเสนอนี้ได้รับอนุมัติและเริ่มดำเนินการไปแล้วจะทำยังไงเนี่ย!”
พโยอิลซูทำได้เพียงก้มหน้าให้อันจองกยูที่ตวาดลั่น
“ขอโทษครับ หัวหน้า”
“โอ๊ย ไอ้บ้านี่...”
อันจองกยูระงับความโกรธที่กำลังลุกเป็ไฟโชคดีที่เจอก่อนโปรเจกต์เริ่ม
“แล้วเจอได้ยังไง”
“พอตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ของบริษัท A ก็พบว่ามีบริษัทที่ใช้เบอร์โทรศัพท์เดียวกันอีกสามบริษัทครับ”
“เฮอะ”
อันจองกยูเดาะปากพลางถามพโยอิลซู
“แล้วทำไมถึงคิดตรวจสอบล่ะ”
“พอดีสั่งให้เด็กใหม่ทำเอกสารครับ”
“ไอ้เด็กนั่นเป็คนหาเจองั้นเหรอ”
อันจองกยูชี้ไปที่คิมชอลซูที่เดินถือเอกสารออกมา
“ครับ หัวหน้า”
พอได้ยินแบบนั้นอันจองกยูก็กระซิบกับพโยอิลซู
“ไอ้นี่นิ เวลาแบบนี้ต้องบอกว่านายเป็คนทำเองสิ”
พโยอิลซูก็กระซิบตอบกลับ
“ไม่ได้หรอกครับ จะทำแบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ”
เมื่ออันจองกยูเห็นคิมชอลซูเดินถือเอกสารที่พรินต์แล้วเข้ามาก็รีบเปลี่ยนเื่คุยทันที
“จะยังไงก็เถอะ โชคดีที่เจอก่อน แล้วจะทำยังไงต่อ”
“ผมจะลองลดเงื่อนไขลงแล้วหาบริษัทอื่นแทนครับ”
“อืม จะด้วยวิธีไหนก็ต้องทำให้สำเร็จให้ได้”
“ครับ หัวหน้า”
หลังจากทั้งสองคนคุยกันเสร็จแล้วคิมชอลซูจึงนำ USB และเอกสารที่พรินต์แล้วมาให้ผู้จัดการพโยอิลซู
“นี่ครับ”
“ขอบใจมาก แต่ไม่จำเป็แล้วละ”
“เอ่อ ไม่เป็ไรครับ”
พโยอิลซูรู้สึกได้ถึงเหงื่อกาฬที่ไหลอยู่กลางหลังแล้วตบไหล่ปลอบคิมชอลซู หากเด็กใหม่ไม่ใช้วิธีนั้นแล้วพบพิรุธเข้าบางทีทีมขายห้าทั้งทีมคงพังพินาศไปแล้ว
“เก่งมาก เด็กใหม่”
“ไม่เลยครับ”
อันจองกยูฟังทั้งสองคนคุยกันพร้อมกับมองคิมชอลซูด้วยสายตาลุ่มลึก
พอพัคจุนฮยองเข้าไปอยู่ฝ่ายบุคคลทุกคนก็ดูเหมือนคนทำงานไม่เป็กันไปหมด เด็กที่มีความคิดแหวกแนวแบบนี้ได้ที่โหล่ได้ยังไงเอาเป็ว่าความประทับใจแรก ผ่าน
“นี่ ๆ! ไปกินข้าวกันดีกว่า! หิวจะตายแล้ววันนี้กินไก่ตุ๋นโสมบำรุงร่างกายกันดีกว่า”
“รับทราบครับ หัวหน้า”
พโยอิลซูสวมเสื้อสูทพลางมองคิมชอลซูที่ยืนเหม่อแล้วส่งเสียงเร่ง
“ทำไรล่ะเด็กใหม่ นายอยู่ทีมเราไม่ใช่หรือไง”
“เอ่อ...รับทราบครับ”
อันจองกยูบีบนวดคอที่รู้สึกตึงก่อนจะเดินนำหน้าไปขณะที่พโยอิลซูก็ตามมาอยู่ด้านข้าง ส่วนคิมชอลซูก็พยายามจํ้าฝีเท้าตามหลังไปติด ๆ
เมื่อทั้งสามคนขึ้นลิฟต์อันจองกยูก็หันมาถามคิมชอลซู
“ชื่ออะไร”
“คิมชอลซูครับ หัวหน้า”
“อ้อ คิมชอลซู ใช่แล้ว คิมชอลซู ชื่อธรรมดาจนลืมไปเลย ผู้จัดการพโย”
“ครับ หัวหน้า”
“ศุกร์นี้เลี้ยงต้อนรับเด็กใหม่หน่อยดีไหม”
“รับทราบครับ จะรีบเตรียมการให้เลยครับ”
“อื้ม”
ที่หัวหน้าเรียกชื่อเขาหลายรอบเพราะกำลังจดจำนั่นแปลว่าเขาสร้างความประทับใจได้แล้ว