ทั้งสองวิ่งไปทางมู่ไฉซูอย่างรวดเร็วพูดคุยกันไปมาระหว่างทางผู้ติดตามตระกูลฟงมันมีนามว่าฟงไป๋ลู่เฟยตอนนี้ก็ทำได้แต่เพียงพูดต่อรองต่างๆนาเพราะนี่คือวิธีเดียวที่จะช่วยหญิงสาวได้ในตอนนี้แต่ก็ดูเหมือนว่าจะต่อรองอย่างไรอีกฝ่ายก็จะไม่สนใจเวลาก็ผ่านไปไม่กี่นาทีระยะห่างกับมู่ไฉซูเหลือเพียงไม่ถึงร้อยเมตรนางไม่ใช่ว่าไม่เคลื่อนไหวแต่นางไม่ได้ขยับไปด้านหน้ากลับวิ่งเลี้ยวไปทางซ้ายยังกับว่าในป่ามันมีกำแพงกั้นทำให้ตามนางได้อย่างรวดเร็ว
ลู่เฟยเอ่ย “ท่านฟงไป๋ ข้ารู้ว่าคำสั่งของคุณชายฟงนั้นสำคัญปานใดแต่หญิงสาวนางนี้ก็สำคัญกับข้าเหมือนกันข้าพอจะมีของตอบแทนให้ท่านอย่าได้คิดว่าเป็สินบนแต่ถือซะว่าเป็น้ำใจจากข้า”
ฟงไป๋ “ข้าไม่ขอรับอะไรจากนายน้อยลู่ทั้งนั้นข้ามิอาจหักหลังนายน้อย ข้าคอยติดตามนายน้อยมาั้แ่นายน้อยเยาว์วัยมีเพียงนายน้อยที่พูดคุยสนิทกับข้าดั่งพี่น้อง”
ลู่เฟยปั้นหน้าเศร้าเอ่ยเสียงแ่“ข้าใช้ของวิเศษสมบัติของตระกูล แต่ละอันล้วนมีค่ามหาศาลแต่ข้ากลับแอบใช้มันจนหมดแล้วถ้าข้าไม่ได้นางกลับไปข้าจะไม่แย่หรอกหรือถ้าหากเป็เช่นนั้นตัวข้ามีแต่เสียกับเสียข้านั้นไม่มีทางเลือกแต่สำหรับท่านไม่ว่าจะเลือกอะไรก็ไม่มีอะไรต้องเสียซักนิดท่านไม่คิดเห็นใจข้าหรอกหรือ”
ฟงไป๋ชำเลืองหางตามองลู่เฟยมันก็เชื่อว่าลู่เฟยไม่ได้โกหกแน่นอน ฟงไป๋เอ่ยจนปัญญา “เห้อ..ก็จริงอยู่ที่ข้าไม่เสียอะไรทั้งนั้นแต่ข้าก็ทำไม่ได้จริงๆหากข้าช่วยท่านถึงแม้ว่านายน้อยข้าจะไม่รู้ก็ตามแต่ข้านั้นไม่มีทางลืมแน่ว่าข้าหักหลังนายน้อย”เอ่ยจบมันก็เร่งความเร็วขึ้นเป็สิบเท่าทิ้งห่างลู่เฟยไปไกลจนออกจากดงป่า
ลู่เฟยขบฟันแน่นวิ่งตามไปไม่กี่ลมหายใจก็เห็นแสงแดดจากข้างนอกลอดเข้ามาเมื่อลู่เฟยวิ่งออกมาสายตามองไปข้างหน้าก็ได้รู้เหตุผลว่าทำไมมู่ไฉซูถึงวิ่งอ้อมไปทางซ้ายได้แต่พึมพำกับตัวเองอย่างเศร้าใจ ...นี่มันเป็วันแห่งความซวยชัดๆ
ตอนนี้สายตาลู่เฟยมองเห็นมู่ไฉซูได้อย่างชัดเจนแต่ก็มองเห็นฟงไป๋ที่กำลังวิ่งตามนางไปได้ชัดยิ่งกว่ามันรู้อยู่แล้วว่ามู่ไฉซูก็รู้ว่าตอนนี้ยังไงก็หนีไม่พ้นแต่ที่นางยังวิ่งหนีเรื่อยๆก็เพราะว่านางรู้สึกกลัวจนตัวสั่นนางควรจะวิ่งไปได้ไกลกว่านี้แต่อาจจะเพราะว่านางััได้ถึงลู่เฟยกับฟงไป๋แล้วก็รู้ว่าแผนลู่เฟยจะล่มนางเลยลนลานไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงต่อหรืออาจเพราะว่านางรอคอยลู่เฟยกลับมา
ตอนนี้เองที่มู่ไฉซูหยุดวิ่งยืนนิ่งสายตามองกลับไปไกลยังลู่เฟยที่ไม่ว่าจะไม่ได้มองใกล้ๆก็รู้ได้ทันทีว่าเด็กหนุ่มตอนนี้อาการไม่ดียิ่งแทบจะสะดุดล้มเข่าทรุดลงได้ทุกเมื่อที่เป็เช่นนี้ต้นเหตุก็เพราะนางทำให้นางต้องมีสีหน้าเศร้าปนรู้สึกผิด
ไม่ใช่เพียงแค่มู่ไฉซูที่หยุดวิ่งฟงไป๋ที่ตามมาติดๆพลันหยุดวิ่งระยะห่างกับนางไม่ถึงสิบห้าเมตรมันจ้องมองไปยังมู่ไฉซูแต่ยังไม่คิดลงมืออะไร
ลู่เฟยที่เหมือนจะหมดแรงเมื่อสายตาสบประสานกับหญิงสาวเด็กหนุ่มพลันเร่งความเร็วขึ้นเป็เท่าตัวเหมือนกับว่ามันไม่ได้เป็อะไรมากมายแต่ไม่ว่าจะดูอย่างไรก็ดูออกอย่างชัดเจนว่านี่คงเป็แรงเฮือกสุดท้ายของมัน
ระยะทางแต่เดิมห่างกันราวห้าสิบจั้งขยับเข้าใกล้เข้าอย่างไม่ช้าไม่เร็วจากเสียงฝีเท้าก็เริ่มปนมาด้วยเสียงหอบหายใจระยะทางยิ่งย่นลงเข้าใกล้เท่าไหร่เสียงก็ยิ่งเด่นชัดยิ่งถี่รัวชัดเจน
สี่สิบจั้ง................. ‘แฮ๊ก แ...’
สามสิบห้าจั้ง................ ‘แฮ๊กก แฮ๊ก....'
สามสิบจั้ง................. ‘แฮ๊ก.. แฮ๊กกก..'
ยี่สิบห้าจั้ง..............ยี่สิบจั้ง..............สิบห้าจั้ง..............สิบจั้ง............เก้าจั้ง...แปดจั้ง...เจ็ดจั้งจนเลยผ่านฟงไป๋ที่ยืนนิ่งอยู่
ฟงไป๋ยืนเพ่งมองลู่เฟยอย่างจดจ่อจนทำให้มันปรากฏหยดเหงื่อไหลเมื่อลู่เฟยเดินผ่านมันไปฟงไป๋พลันกลืนน้ำลายลงคอ‘อึกก’ เวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงสองนาทีแต่กลับอึดอัดจนรู้สึกเหมือนแสนยาวนาน
ลู่เฟยกับมู่ไฉซูตอนนี้ห่างกันเพียงไม่ถึงสามจั้งเด็กหนุ่มหยุดเคลื่อนไหวยืดตัวตรงใบหน้าเงยขึ้นดวงตาทั้งสองสบประสานกับหญิงสาวมุมปากลู่เฟยยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ร่างกายพลันทรุดลงหัวเข่าทั้งสองข้างทิ้งลงกระทบพื้นอย่างแรงตามน้ำหนักตัวเหมือนว่าไม่มีแรงแม้แต่จะรั้งตัวเองไว้ได้แล้วตามมาด้วยร่างกายท่อนบนทิ้งลงนอนคว่ำใบหน้าทิ่มลงกับพื้นไม่มีแม้แต่จะเอาอะไรค้ำไว้ทั้งนั้นดูเหมือนว่าลู่เฟยจะสลบสนิดไปแล้ว
ลู่เฟยเพียงมุมปากยกยิ้มวินาทีต่อมามันก็ล้มลงไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยมู่ไฉซูอยู่ห่างราวสามจั้งไหนเลยจะตั้งตัวทันวิ่งไปรับก็ไม่ทันการทำได้แต่ไปพยุงมันขึ้นมาในอ้อมอกอย่างเบามือหญิงสาวปรากฏสายน้ำตาบางเบาหลั่งไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองนางนั่งคุกเข่ากอดลู่เฟยในอ้อมอกอย่างแแ่ดุจแม่นกหวงไข่หรือราวกับเป็สมบัติวิเศษที่ไม่ยอมปล่อยจากมือไป
ฟงไป๋ที่มองดูทั้งสองพลันได้สติคืนมาคนเดินเข้าไปหาเอ่ย“นายน้อยลู่คงจะผลาญพลังลมปราณจนแทบแห้งเหือดนี่เป็อาการข้างเคียงปกติธรรมดาเ้าอย่าได้กังวลไป” เอ่ยจบมันก็ล้วงเม็ดยาสีเขียวออกมาจากผ้าคาดเอว “นี่เป็โอสถวิเศษของตระกูลฟงแต่ละคนมีเพียงคนละเม็ดกินเข้าไปมันจะเพิ่มพลังลมปราณและเยียวยาอาการอย่างรวดเร็ว” เอ่ยจบมันก็ยื่นไปทางมู่ไฉซู
มู่ไฉซูเงยหน้ามองไปยังเม็ดโอสถสีเขียวในมือฟงไป๋แต่นางไม่รับมาทันทีท่าทางลังเล
ฟงไป๋“เ้าอย่าได้กังวล หากข้าคิดทำอันใดจริงๆไหนเลยจำเป็จะต้องวางยา"
มันก็จริงอย่างที่ฟงไป๋เอ่ยเมื่อครู่หากมันคิดลงมือจริงมันไม่จำเป็ต้องวางยาด้วยซ้ำมันคงจะเป็เื่ง่ายสำหรับมันมู่ไฉซูใช้สองนิ้วคีบเม็ดโอสถจากฝ่ามือฟงไป๋อย่างระมัดระวังเอ่ยอย่างแ่เบา “ข้าขอบคุณ” เอ่ยจบนางก็นำนิ้วทั้งสองที่คีบเม็ดโอสถอยู่ยัดเข้าปากตัวเองเคี้ยวดังกรุบๆก่อนที่จะส่งเม็ดยาที่บดแล้วผ่านทางปากโดยตรงแต่นางใช้พลังลมปราณทางปากเหมือนลู่เฟยไม่ได้หญิงสาวใช้ลิ้นของตัวเองกวาดดันโอสถที่บดแล้วลงคอลู่เฟยไปไม่เหลือทิ้งไว้แม้แต่เศษผงซักเสี้ยวเดียวถึงโอสถจะเข้าไปแล้วแต่นางก็ยังคงพยายามเป่าลมอย่างแ่เบาลงไปยังในปากลู่เฟย
ฟงไป๋ “ที่จริงเ้าไม่จำเป็ต้องทำแบบนั้นยานั่นมันจะละลายเมื่อเข้าปากแล้วมันก็จะละเหย....”เมื่อมองไปยังความพยายามของมู่ไฉซูมันมีแต่ต้องกลืนคำพูดกลับไป “เอ่อ...ช่างมันเถอะ..”
ผ่านมาหลายสิบลมหายใจตอนนี้เองที่ลู่เฟยเปลือกตาทั้งสองค่อยๆเปิดขึ้นใบหน้าของทั้งสองแทบจะติดกันลู่เฟยเอ่ยอย่างแ่เบาพร้อมไอ“พี่หญิง ท่านต้องรับผิดชอบข้าแล้ว...แค๊ก..แค๊ก”
มู่ไฉซูไม่เอ่ยอะไรเพียงยิ้มแย้มกระชากลู่เฟยเข้าอ้อมกอดอีกครั้ง“สภาพเ้าตอนนี้ยังมีหน้ามากลั่นแกล้งข้าอีก สมแล้วที่เป็น้องเฟย..”