ลั่วจวินยืนนิ่งอยู่หน้าพุ่มเตี้ยครู่หนึ่ง
นกคล้ายเหยี่ยวตัวนั้นไม่ขยับอีกแล้ว ขนปีกสีดำเกือบสนิทสะท้อนประกายเขียวหม่นเพียงแ่หนึ่งเมื่อแดดแตะผ่าน หากดวงตาที่เปิดค้างอยู่กลับไร้ประกายตอบสนองโดยสิ้นเชิง
ลั่วจวินหลับตาลงเพียงเสี้ยวเดียว
เมื่อเปิดตาอีกครั้ง เขาก็หมุนตัวกลับทันที
เยว่หลันนอนหมดสติอยู่กลางฝุ่น ใบหน้าซีดลงจนแทบไร้สีเื เส้นผมดำยุ่งปิดครึ่งแก้ม าแตรงหัวไหล่และสีข้างยังซึมเืออกมาเป็่ ๆ
ลมหายใจของนางเบามาก หากยังไม่ขาด
ลั่วจวินย่อตัวลงข้างนาง มือข้างหนึ่งรองท้ายศีรษะไว้ไม่ให้กระแทกพื้นซ้ำ อีกมือยกขึ้นเหมือนจะพลิกร่างดูาแให้ชัดกว่าเดิม แต่ปลายนิ้วกลับหยุดอยู่เหนือคราบเืเพียงชั่วขณะ
อวี้เซียวเห็นจังหวะนั้น จึงถอดเสื้อคลุมด้านนอกของตนออกวางคลุม่อกและไหล่ของเยว่หลันอย่างรวดเร็ว
“ตอนนี้ดูแค่จุดที่สำคัญก่อน”
ลั่วจวินพยักหน้า
เขาแตะปลายนิ้วลงที่ข้อมือด้านในของนางเพียงครู่เดียว ก่อนเลื่อนไปวางใกล้ลมหายใจตรงปลายจมูก
ชีพจรเบา
ลมหายใจขาดเป็่
ร่างของนางะเืจากแรงกระแทกเมื่อครู่ และมีแผลจากคมแส้ก่อนหน้านั้นมากกว่าหนึ่งแห่ง
แต่ยังพอช่วยได้
ลั่วจวินช้อนร่างเยว่หลันขึ้นจากพื้นอย่างระวัง แขนที่รองแผ่นหลังนางนิ่งมั่น ส่วนสายตาเพียงกวาดผ่านใบหน้าซีดนั้นครั้งหนึ่ง ก่อนจะเริ่มออกเดิน
อวี้เซียวหยิบห่อสัมภาระและผ้าคลุมที่หล่นอยู่ไม่ไกลขึ้นมา ก่อนเดินตามลั่วจวินไป
บนถนนนอกเป่ยหลัว แดดยามสายยังขาวจัดอยู่ดังเดิม หากหลังจากสตรีชุดเืหมูเข้มถอยไป ความว่างของถนนกลับไม่ทำให้ผู้ใดวางใจได้จริง ทั้งสองจึงไม่ชะลอฝีเท้า เดินเลี่ยงจากทางหลักไปตามทางดินแยกเล็กด้านข้าง
ไม่นานนัก พวกเขาก็พบร้านพักเก่าริมทางแห่งหนึ่งซ่อนอยู่หลังแนวไม้เตี้ยกับคอกม้าหลังเล็ก
ร้านนั้นไม่ใหญ่
มีเพียงเรือนพักสองชั้น ผนังไม้ด้านนอกถูกควันครัวรมจนคล้ำเป็ปื้น กลิ่นฟางเก่าจากคอกม้าปนควันจากครัวไฟต่ำลอยอยู่จาง ๆ เ้าของร้านเป็ชายวัยกลางคนที่ชำเลืองมองเืบนชายแขนเสื้อของเยว่หลันเพียงครั้งเดียว ก่อนรีบพาพวกเขาขึ้นไปยังห้องด้านในสุดโดยไม่ถามมากความ
เมื่ออวี้เซียววางเงินลงบนโต๊ะเตี้ยในห้อง ชายผู้นั้นก็ยิ่งไม่ถามอะไรอีก
ลั่วจวินวางเยว่หลันลงบนเตียงเบาที่สุดเท่าที่ทำได้
ปลายนิ้วของเขาแตะข้อมือข้างหนึ่งของนางเพียงครู่เดียว ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังคราบเืตรงหัวไหล่และสีข้าง จากนั้นเขาก็หันไปคว้าพู่กันกับกระดาษบนโต๊ะเตี้ยใกล้หน้าต่างทันที
ปลายพู่กันเคลื่อนเร็วโดยแทบไม่ต้องคิด
ชื่อยาหลายอย่างถูกเขียนต่อกันเป็แถว ั้แ่ยาห้ามเื ถอนช้ำ ลดไข้ ไปจนถึงยาต้มประคองลมหายใจ
ลั่วจวินยื่นกระดาษนั้นให้อวี้เซียว
“ไปซื้อมา”
อวี้เซียวก้มมองเพียงแวบเดียว
เขาไม่ได้ถามว่าลั่วจวินรู้เื่ยาได้อย่างไร เพียงพับกระดาษเก็บแล้วหันออกจากห้องทันที
ระหว่างนั้น ลั่วจวินออกไปคุยกับเ้าของร้านอยู่ไม่นาน ก่อนกลับมาพร้อมอ่างน้ำร้อน ผ้าสะอาด และเสื้อผ้าสตรีหนึ่งชุดที่พับเรียบ
เ้าของร้านพาบุตรสาววัยสิบต้น ๆ ของตนมาด้วย นางหน้าแดงจนแทบไม่กล้าเงยหน้า แต่ยังรับคำอย่างรู้กาลเทศะ เมื่อได้ยินว่าต้องช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดคราบเืให้ผู้าเ็
ลั่วจวินวางอ่างน้ำร้อน ผ้าสะอาด และเสื้อผ้าที่เตรียมไว้บนโต๊ะ แล้วถอยออกจากห้องโดยไม่พูดเกินจำเป็
ประตูปิดลงอยู่พักใหญ่
ยามอวี้เซียวกลับมาพร้อมห่อยา กลิ่นเืสดในห้องจางลงไปแล้ว
ลั่วจวินรับห่อยามาจากมือเขา เปิดดูทีละอย่างอย่างรวดเร็ว แล้วแยกสมุนไพรออกเป็สองส่วน ส่วนหนึ่งถูกบดจนละเอียดและคลุกเข้ากับน้ำอุ่นเป็ยาพอก อีกส่วนถูกต้มลงในหม้อดินใบเล็กบนเตาไฟอ่อนตรงมุมห้อง
มือของเขามั่นคง
จังหวะการจัดยากระชับและไม่ลังเล เห็นชัดว่าเคยทำสิ่งนี้มาก่อน มิใช่เพิ่งคิดหยิบจับขึ้นมาเพราะไม่มีทางเลือก
อวี้เซียวช่วยส่งครกดิน น้ำร้อน และผ้าพันให้ตามที่ลั่วจวินบอกอยู่ครู่หนึ่ง
เขาไม่ได้พูดมาก
บางครั้งเขามองเยว่หลันที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง บางครั้งมองลั่วจวินที่ก้มหน้าแยกยาอย่างนิ่งเกินวัย แล้วจึงเข้าใจว่า ระดับััขั้นต้นบนตัวลั่วจวิน บอกเื่ของคนผู้นี้ได้น้อยเกินไป
เมื่อยาต้มได้ที่ ลั่วจวินจึงเทมันลงถ้วย ปล่อยให้คลายร้อนอยู่เพียงครู่ ก่อนกลับมานั่งข้างเตียงอีกครั้ง
เขาช้อนศีรษะเยว่หลันขึ้นเล็กน้อย ระวังไม่ให้กระเทือนแผลตรงหัวไหล่ แล้วใช้นิ้วแตะข้างคางเบา ๆ เพื่อให้ริมฝีปากแง้มออกเพียงน้อย จากนั้นจึงค่อย ๆ ป้อนยาทีละคำช้า ๆ
ยาเข้าปากไปได้ไม่เร็ว
บางคำต้องรอให้นางกลืนก่อนจึงค่อยป้อนต่อ
ลั่วจวินไม่ได้เร่ง
เขาทำเพียงเท่าที่จำเป็ จนกระทั่งยาครึ่งถ้วยนั้นพร่องลงเกือบหมด จึงค่อยวางถ้วยกลับบนโต๊ะ
หลังจากนั้น เขาจึงใช้ยาพอกลงตรงรอยช้ำและาแที่เข้าถึงได้ง่าย เปลี่ยนผ้าพันให้กระชับขึ้นอีกชั้น ก่อนผ่อนมือออกช้า ๆ
อวี้เซียวมองเยว่หลันที่ยังไม่ฟื้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นต่ำ ๆ
“เ้ารู้จักนางได้อย่างไร”
ลั่วจวินไม่ตอบทันที
เขาเก็บผ้าที่เปื้อนยาเข้าที่ ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังใบหน้าซีดของเยว่หลันเพียงครู่
“พบกันกลางทาง”
อวี้เซียวยังคงมองเขาอยู่
ลั่วจวินจึงกล่าวต่ออีกประโยค
“ตอนขบวนสินค้าถูกปล้น”
อวี้เซียวรับฟังเงียบ ๆ ก่อนถามต่อ
“แล้วคำเมื่อครู่ของเ้า” เขาว่า “ที่ว่าไม่รู้จักตระกูลเยี่ยนนั้น เป็ความจริง หรือเพียงตั้งใจกล่าวให้อีกฝ่ายเคืองหู”
ลั่วจวินหันมามองเขา
“เป็ความจริง”
คราวนี้อวี้เซียวเงียบไปชั่วอึดใจ
“แต่ข้ารู้จัก”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่ล้อเล่นอีก
“และเกรงว่า มิใช่แค่ข้า คนในแคว้นนี้ส่วนใหญ่ก็น่าจะเคยได้ยินชื่อของตระกูลนี้”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนสรุปสั้น ๆ
“เป็ตระกูลที่ไม่ควรมีเื่บาดหมางด้วย”
ลั่วจวินฟังแล้วจึงถามกลับเพียงสั้น ๆ
“ใหญ่กว่าตระกูลหานของเ้าอีกหรือ”
อวี้เซียวหลุดหัวเราะเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
“พอ ๆ กัน”
เขาตอบ
“เพียงใหญ่อยู่คนละทาง อำนาจก็มิได้ทับซ้อนกัน”
จากนั้นเขาจึงเลื่อนสายตากลับไปยังเยว่หลันอีกครา
“หากเ้ารู้แต่แรกว่า เื่ของตระกูลเยี่ยนมิใช่สิ่งที่เ้าควรยื่นมือเข้าไปแทรก เ้าจะยังช่วยนางหรือไม่”
ลั่วจวินเลือกที่จะไม่ตอบ
เขาเพียงมองเยว่หลันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวสั้น ๆ
“คืนนี้นางน่าจะฟื้น”
อวี้เซียวหัวเราะออกมาเบา ๆ
“เ้ากำลังบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมตอบคำถามของข้า”
ลั่วจวินไม่แย้ง
อวี้เซียวจึงมองเยว่หลันอีกครั้ง แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเบาลงกว่าก่อน
“หรือเป็เพราะนางงดงามถึงเพียงนี้ ต่อให้ต้องมีเื่กับตระกูลเยี่ยน เ้าก็ยังเห็นว่าคุ้ม”
ลั่วจวินหันมามองเขา
“หากเ้ายังกล่าววาจาไร้แก่นสารต่ออีกคำ” เขาว่าเรียบ ๆ “ข้าจะเอาผ้าพันแผลอุดปากเ้า”
อวี้เซียวชะงักไปครึ่งอึดใจ
จากนั้นจึงหลุดหัวเราะเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
“ถือว่าข้ามิได้เอ่ย”
บทสนทนาเงียบลงไปครู่หนึ่ง
ลั่วจวินยังมองเยว่หลันไม่วางตา ก่อนเลื่อนไปยังความมืดนอกกรอบหน้าต่าง
“เ้าช่วยเฝ้านางไว้ก่อน”
อวี้เซียวเงยหน้าขึ้นมองเขา
“แล้วเ้าเล่า”
ลั่วจวินไม่ตอบทันที
เพียงหยิบกระบี่เก่าขึ้นมา คาดไว้ข้างเอวตามเดิม
“ข้าจะย้อนกลับไป”
อวี้เซียวเงียบไปเพียงเสี้ยวเดียว ก็เข้าใจได้ทันทีว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด
เขาไม่ห้าม
เพียงพยักหน้าสั้น ๆ
“เ้าไปเถอะ”
ลั่วจวินรับคำเพียงเบา ๆ ก่อนหมุนตัวออกจากห้องไป
คืนนั้น เยว่หลันฝัน
ในฝัน ไม่มีเื
ไม่มีแรงกระแทก
ไม่มีเสียงแส้กรีดลม
มีเพียงแสงตะเกียงอุ่นสาดอยู่ในเรือนเงียบหลังหนึ่ง
บนผ้าหนาในตะกร้าสาน มีไข่ฟองหนึ่งวางนิ่งอยู่ เปลือก้าร้าวเป็เส้นบางั้แ่เมื่อไรไม่รู้ เยว่หลันในวัยเยาว์คุกเข่าอยู่ข้างมัน สองมือประคองขอบตะกร้าไว้แน่น ดวงตาไม่ยอมกะพริบ ราวกับกลัวว่า หากคลาดสายตาไปเพียงเสี้ยวเดียว สิ่งที่รออยู่จะไม่ยอมออกมาให้เห็น
เสียงเปลือกปริเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านใน
จากนั้นรอยร้าวเส้นเดิมก็ค่อย ๆ ขยาย
จะงอยปากเล็กสีเข้มกระทบเปลือกจากด้านในอีกครั้งอย่างดื้อดึง ก่อนสุดท้ายเปลือกครึ่งบนจะปริออก เผยให้เห็นลูกนกตัวเล็กขนเปียกแนบลำตัว ดวงตายังลืมได้ไม่เต็มที่นัก แต่มันกลับเงยศีรษะมาทางนางราวกับจำได้แต่แรกว่า คนที่รออยู่ตรงนี้คือผู้ใด
เยว่หลันยื่นนิ้วเข้าไปแตะมันเบา ๆ
จะงอยปากเล็กนั้นจิกปลายนิ้วนางแ่เบาคราหนึ่ง คล้ายไม่พอใจที่ถูกมองอยู่นานเกินไป
ภาพในฝันไหลไปอีกครา
ลูกนกตัวนั้นโตขึ้นเล็กน้อยแล้ว ขนตามแนวหลังยังฟูไม่เรียบ มันยืนโงนเงนอยู่บนแขนของนางตรงลานหินหลังเรือน พยายามกางปีกออกทีละน้อยทั้งที่ยังไม่รู้ดีว่าควรใช้มันเช่นไร พอกระพือแรงไป มันก็เสียหลักเกือบคะมำลงจากแขนอยู่หลายครั้ง
เยว่หลันยกอีกมือขึ้นรองมันไว้ทุกครา
ไม่มีครั้งใดที่ปล่อยให้มันตกถึงพื้น
ภาพเบื้องหน้าเปลี่ยนอีกครั้ง
ขนตามแนวปีกด้านนอกของมันเข้มขึ้นทีละน้อย จนเกือบดำเมื่ออยู่ในเงา แต่พอรับแสงกลับมีประกายเขียวหม่นวาบอยู่ใต้เส้นขนอย่างประหลาด
ครั้งแรกที่มันบินได้จริง เยว่หลันยืนอยู่บนโขดหินเหนือผาสูง ลมหนาวตีชายแขนเสื้อจนดังพรึบ ขณะที่มันพุ่งออกไปจากแขนนางอย่างเก้งก้างเกินสัตว์อสูรบินได้ทั้งหลาย
มันบินต่ำเกินไป
เอียงซ้ายมากเกินไป
และเกือบชนกิ่งสนอยู่สองครั้ง
แต่สุดท้ายก็วกกลับมาได้
โฉบผ่านศีรษะนางไปอย่างลำพอง ก่อนลงเกาะบนไหล่หินข้างกันแล้วร้องต่ำสายหนึ่ง คล้ายกำลังอวดว่าตนมิได้ล้มลงให้เห็นแม้แต่น้อย
เยว่หลันหัวเราะ
เสียงนั้นดังชัดอยู่ในฝันกว่าหลายสิ่ง
ต่อมา ภาพในฝันยิ่งโตขึ้นพร้อมมัน
มีทั้งเช้าที่มันบินตัดผ่านทะเลหมอกเหนือสันเขา มีทั้งคืนที่มันยอมก้มศีรษะให้นางลูบขนตรงคอหลังกลับจากการบินไกล มีทั้งวันที่กรงเล็บของมันบาดจากการฝึก นางใช้ผ้าสะอาดพันให้ ขณะที่มันไม่ยอมอยู่นิ่งและร้องไม่พอใจตลอดเวลา
จากลูกนกตัวหนึ่ง
มันค่อย ๆ โตขึ้นจนแผ่นหลังของมันกลายเป็ที่ที่เยว่หลันเชื่อใจได้ยิ่งกว่าพื้นดินบางแห่งในชีวิต
แล้วภาพก็เปลี่ยนอีกครา
คราวนี้ไม่มีแสงตะเกียงอุ่น
ไม่มีลานหิน
มีเพียงฝน
ฝนที่ตกหนักจนทั้งโลกพร่าเป็ม่านสีเทา
กำแพงสูงของตระกูลเยี่ยนลื่นเย็นอยู่ใต้ฝ่าเท้านาง ลมฝนตีชายแขนเสื้อและเส้นผมจนพันกันยุ่ง เสียงะโไล่ล่าที่แตกกระจายอยู่ไกลด้านหลังถูกสายฝนกลืนไปเกินครึ่ง จนสุดท้ายสิ่งที่นางได้ยินชัดที่สุดกลับไม่ใช่เสียงคน
แต่เป็เสียงกรีดร้องของมัน
เสียงหนึ่งดังมาจากความมืดเบื้องล่าง ขาด ยาว และคมพอจะเฉือนผ่านพายุฝนได้ในครั้งเดียว
เยว่หลันหันไปตามเสียงนั้น
แต่ไม่เห็นอะไรเลย
มีเพียงเงาฝนสีดำกับความมืดใต้กำแพง
นางจำได้ดีว่า ตอนนั้นตนเองไม่ได้มีเวลาคิด
ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ตรงนั้นจริงหรือไม่
แต่หลังได้ยินเสียงนั้น นางก็ะโลงจากกำแพงไปแล้ว
ลมเย็นเฉือนผ่านข้างหูในชั่วพริบตา
พื้นมืดเบื้องล่างถลาขึ้นมารวดเร็วเกินไป
และก่อนที่ความคิดสุดท้ายจะทันก่อตัว เงาใหญ่สายหนึ่งก็โฉบฝ่าม่านฝนเข้ามาจากด้านล่าง ปีกกางเต็มแรงกลางพายุ รับร่างของนางไว้บนแผ่นหลังอย่างแม่นยำราวกับไม่เคยมีความลังเลอยู่ในจังหวะนั้นเลยแม้แต่น้อย
เบื้องล่างมีคนะโ
มีแสงคมอาวุธสะท้อนจันทร์วาบอยู่หลายครั้ง
แต่มันไม่หันกลับลงไปมองแม้แต่น้อย
มันเพียงพานางขึ้นสูงกว่าเดิม ฝ่าฝนและลมจนเสียงทั้งหมดเบื้องล่างกลายเป็เพียงคลื่นแ่ที่แตะไม่ถึงอีกแล้ว
เยว่หลันก้มลงแนบหน้าผากกับแนวขนตรงคอของมันอยู่ชั่วขณะ
ความอุ่นที่ได้จากตรงนั้นยังจำได้ชัดกว่าเสียงผู้คนทั้งตระกูล
แล้วภาพเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็ครั้งสุดท้าย
พายุฝนยังไล่อยู่ด้านหลัง
หยดน้ำเย็นจัดกระแทกผิวหน้าไม่หยุด
แต่มันยังบินต่อไป
บินพานางพ้นม่านฝน
พ้นเสียงะโ
พ้นแนวกำแพงที่เคยคิดว่าไม่มีวันออกมาได้
แล้วในที่สุด เมฆดำก็เริ่มบางลง
ฝนจากที่กระหน่ำอยู่ทั่วฟ้าค่อย ๆ เหลือเพียงละออง
ความมืดสีเทาที่ห่อโลกทั้งใบไว้ถูกแสงเช้าค่อย ๆ เจาะผ่านทีละชั้น
เหนือสันเขาเบื้องหน้า ฟ้าเปิดออกเป็สีฟ้าใสอย่างไม่น่าเชื่อ ราวกับพายุทั้งคืนไม่เคยมีอยู่จริง
เงาใหญ่ใต้กายนางยังมั่นคงดังเดิม
แล้วภาพนั้นก็ขาดออกในทันที
ฟ้ากว้างเดิมยังอยู่
แต่ลมกลับหนักขึ้น
นางกำลังร่วง
พื้นดินเบื้องล่างถลาเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว ขณะที่เงาใหญ่สายหนึ่งพุ่งแทรกเข้ามาจากด้านข้างในชั่วพริบตา ปีกสีเข้มกางออกใต้ร่างของนางอย่างสุดกำลัง รับแรงกระแทกแทนเอาไว้เกือบทั้งหมด
เยว่หลันก้มลง
เห็นเพียงแนวปีกด้านนอกสีเข้มเกือบดำที่สะท้อนประกายเขียวหม่นวาบขึ้นกลางแดด
จากนั้นทุกอย่างก็เงียบลง
เงียบเสียจนได้ยินเพียงลมหายใจของตนเอง
เยว่หลันสะดุ้งตื่น
ความมืดในห้องมิได้สนิทนัก
ตะเกียงบนโต๊ะเตี้ยถูกหรี่ไฟไว้จนเหลือเพียงแสงสั่นอยู่ในครอบตะเกียง กลิ่นยากับกลิ่นไม้เก่าปะปนกันในอากาศ เสียงแมลงกลางคืนดังลอดจากด้านนอกเข้ามาเป็ระยะ
ไม่มีเสียงลมกรีดจากปีก
ไม่มีเงาใหญ่เกาะอยู่ตรงขอบหน้าต่าง
เยว่หลันนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นมือข้างหนึ่งจึงค่อย ๆ ยกขึ้นแตะตรงลำคอของตนเอง
คอของนางแห้งผาก
เนื้อผ้าที่แนบผิวนั้นไม่ใช่ชุดเดิม
แม้แต่น้ำหนักของผ้าพันแผลที่หัวไหล่และสีข้าง ก็เป็ของที่ถูกจัดใหม่เรียบร้อยแล้ว
ดวงตาของนางขยับขึ้นช้า ๆ
อวี้เซียวนั่งอยู่ตรงโต๊ะใกล้เตาไฟอ่อน
เมื่อได้ยินความเคลื่อนไหวบนเตียง เขาจึงเงยหน้าขึ้นมามอง
เยว่หลันมองเขาอยู่ชั่วครู่ เหมือนยังดึงสติกลับจากฝันได้ไม่หมด
เสียงแรกที่หลุดจากริมฝีปากนางแ่มาก
“ลั่วจวิน”
อวี้เซียวตอบทันที
“ออกไปข้างนอก”
เยว่หลันนิ่งไป
ราวกับเพิ่งจำได้ในชั่วขณะนั้นว่า ก่อนสติจะดับ คนที่พุ่งเข้ามาขวางแส้ให้นางคือใคร
ปลายนิ้วที่กำผ้าห่มอยู่ข้างตัวค่อย ๆ เกร็งแน่นขึ้นทีละน้อย
จากนั้นสายตาของนางจึงเลื่อนกลับลงมาที่เสื้อผ้าของตนเอง
อวี้เซียวชะงัก
ราวกับเพิ่งเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิด
“ไม่ใช่ข้า”
เขาพูดขึ้นเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้เปลี่ยนชุดให้เ้า”
เยว่หลันมองเขา
นางไม่ได้ซักต่อเื่นั้น
เพียงถามขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงเบากว่าเดิมเสียอีก
“แล้วซวงอี้เล่า”
อวี้เซียวชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
เขาไม่รู้จักชื่อนั้น
แต่เมื่อมองสีหน้าของนาง เขาก็เข้าใจได้ไม่ยากว่า นางหมายถึงสิ่งใด
“หากเ้าหมายถึงนกตัวนั้น”
เขาตอบช้า ๆ
“ลั่วจวินน่าจะย้อนกลับไปทางถนนเดิมแล้ว”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“คงไปฝังมัน”
ใบหน้าของเยว่หลันซีดลงกว่าเดิมอยู่ชั่วขณะ
ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไร
แต่สุดท้ายกลับไม่มีเสียงใดหลุดออกมา
เยว่หลันดันตัวลุกขึ้นทันที
ผ้าพันแผลตรงหัวไหล่ซึมแดงขึ้นในพริบตา