บทที่ 16: หลังฟ้ามืด
ลูซีฟพยายามสงบใจก่อนจะเบนสายตาออกไปมองทางหน้าต่างเหลือแสงอาทิตย์อยู่เพียงเล็กน้อย คิดว่าอีกครึ่งชั่วโมงฟ้าจะมืดสนิทแล้ว
เขาหันกลับมาอ่านข้อความที่เป็ภาษาไทยอีกครั้งด้วยความรู้สึกสับสนก่อนจะปิดกั้นความความภาษาไทยแล้วอ่านภาษาโซรูซที่เหลือมันเป็คำกล่าวถึงหนังสือเล่มก่อนหน้าเกี่ยวกับศาสตร์แปรธาตุที่เขาศึกษา ซึ่งเป็ทฤษฎีและการทดลองที่ล้มเหลวบ้างและผลสำเร็จเล็กน้อยที่ได้รับ
แต่พอลองอ่านออกเสียงในแต่ละบรรทัดที่อักษรภาษาไทยจะมีคำหนึ่งที่ออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาไทยว่า‘อธิช-รีบ-หา-ที่-หลบ-ก่อน-ฟ้ามืด-เร็ว’ เหมือนกัน
นี่เป็สาสน์ลับเหรอ คำเตือนถึงเขา?
จากยุคสมัยที่ใช้ภาษาโซรูซซึ่งผ่านมานานกว่าสามพันปีเนี่ยนะ!?
เขาควรจะเชื่อหรือเปล่า ลูซีฟเม้มริมฝีปากเน้นอย่างไม่รู้ตัวหลับตาเพิ่มััร่างกายกระตุ้นสัญชาตญาณให้ตื่นตัว ความรู้สึกเย็นวาบและอาการใจสั่นนี้เป็สิ่งที่ลูซีฟไม่คุ้นเคยแต่เขารู้สึกได้ถึงลางร้ายที่กำลังคืบคลาน...
คำเตือนนี้ดูท่าจะเป็จริง
แต่เื่นี้เตือนเพราะอันตรายแค่สำหรับเขาหรือว่าอันตรายต่อทุกคนที่นี่กันแน่ลูซีฟไม่แน่ใจและเขาไม่กล้าพูดบอกเพื่อนๆ ของเขาถึงคำเตือนในกระดาษ
แต่จะไม่เตือนใครเลยก็ดูเห็นแก่ตัว ทว่าเวลาที่เหลือให้คิดน้อยลงทุกขณะ
ลูซีฟขบกรามแน่น เขาต้องเลือกว่าจะอยู่หรือจะหลบซ่อนเพียงลำพังซึ่งเขาที่เชื่อในสัญชาตญาณของตนเองที่เกิดจากพลังพิเศษเสนอ ในเวลานี้มันให้เขาหลบเพียงลำพัง!
ถ้าไม่หลบเขาอาจจะตาย ต่อให้มีพลังในการฟื้นฟูกึ่งะก็ไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือได้เขาไม่ควรเสี่ยง
ตายที่โลกนี้ก็ไม่รู้ว่าจะได้กลับไปที่โลกเดิมไหมหรือตายไปเลย...
ถ้าเป็อย่างหลังเขาก็ขอกลายเป็คนเห็นแก่ตัวเพื่อเอาชีวิตรอดก็แล้วกัน
ลูซีฟสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ปิดหนังสือลงอย่างสงบแล้วส่งต่อให้คนอื่นก่อนจะหยิบกระดาษฉบับคัดลอกมาถือ
“ผมขอตัวเข้าห้องน้ำสักครู่ พวกนายอ่านกันไปก่อนแล้วกัน”เขาหันไปบอกกับอีวานเ้าของคฤหาสน์และแกนนำกลุ่มในครั้งนี้
“ได้ แล้วรีบมาล่ะลูซีฟ” อีวานตอบรับ
ลูซีฟรีบเดินออกไปท่าทางเหมือนอยากเข้าห้องน้ำจริงๆได้อย่างไร้พิรุธ เมื่อออกจากห้องได้เขาก็หยิบนาฬิกาพกขึ้นมาดูเวลา อีกสิบนาทีจะ18.00 นาฬิกา
เขาเปิดดวงตาผู้วิเศษก่อนจะรีบเดินเพื่อหาที่หลบหลีกผู้คนโดยไม่ได้ไปเข้าห้องน้ำอย่างที่ปากพูดด้วยดวงตาผู้วิเศษนี้ทำให้เขาสามารถมองทะลุสิ่งกีดขวางได้ในระดับหนึ่งด้วยจึงสามารถมองเห็นว่าใครอยู่ในห้องหรือไม่ หรือห้องนั้นมีทางลับหรือไม่
ช่างเป็ดวงตาที่สะดวกใช้จริงๆ เลย
เขาเข้าไปหลบอยู่ในห้องนอนห้องหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป้นห้องนอนแขกเขามุดไปหลบใต้เตียงซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าคลุมเตียงแล้วพยายามควบคุมลมหายใจให้แ่เบาและเงียบสงัดที่สุด
ต้องขอบคุณที่ร่างกายนี้มีพลังพิเศษประเภทกายภาพครบทุกสายการควบคุมกล้ามเนื้อและลมหายใจให้เสมือนคนตายไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย ออร่าจากร่างกายเขาควบคุมได้ไม่ดีจึงให้แซมช่วยเหลือตอนนี้เขาก็กลมกลืนไปกับทุกสิ่งราวกับศพแล้ว ส่วนนาฬิกาที่ปิดผ้าแล้วถูกทับอีกชั้นจะไม่มีเสียงเล็ดลอดออกไปได้การซ่อนตัวของเขาเป็ไปอย่างสมบูรณ์
เพียงรอเวลาให้ฟ้ามืดอย่างใจเย็น หากไม่มีอะไรเกิดขึ้นภายในครึ่งชั่วโมงลูซีฟค่อยออกไป...
เส้นพลังสีเหลืองลอยผ่านหน้าเขาไปอย่างอ้อยอิ่งลูซีฟเบิกตากว้าง ม่านตาหดลงอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างกายแข็งเกร็งไปชั่วคณะสมองคิดถึงเื่สีประเภทพลังที่เขารู้
พลังสีเหลือง... ประเภทิญญา!
เขาไม่รู้ว่าพลังนี้มีความสามารถอะไรแต่ก็ยังคงนิ่งสงบดวงตาจ้องไปที่ประตูเงียบๆ อย่างระแวดระวัง
เขาได้ยินเสียงบางอย่างแตกและวัตถุหล่นลงพื้นเป็ระยะแต่ไม่มีเสียงร้องอย่างใหรืออะไรดังออกมา ออร่าสีขาวมากมายล้มลงไปนอนกับพื้นมากมายเมื่อัักับเส้นพลังคาดว่าคงถูกทำให้สลบหรือหลับไปด้วยพลังสีเหลืองนี่
แต่พลังสีเหลืองนี้ทำให้ลูซีฟหลับไม่ได้ด้วยการควบคุมพลังของแซมทำให้ร่างกายไร้ออร่าชีวิตเสมือนตาย เส้นพลังสีเหลืองจึงเพียงผ่านเขาไปเฉยๆ
แต่ว่าพลังิญญาทำแบบนี้ได้สินะสมกับเป็ประเภทสนับสนุนและก่อกวน
งั้นการแทรกแซงความฝันครั้งก่อนนั่นก็จัดอยู่ในประเภทพลังิญญาแน่ลูซีฟสรุปรูปแบบพลังทันที แม้ว่าเขาจะยังไม่รู้เื่พลังประเภทอื่นแต่ก็ยังพอจัดทิศทางได้
แล้วใช้พลังทำให้หลับแล้วบุกเข้ามางั้นเหรอ
เป้าหมายคืออะไร หรือเขาเหรอ?
จะฆ่าหรือลักพาตัว? ...แล้วทำไมเขากลายเป็เป้าหมายไปได้
จะลองจับผู้มีพลังพิเศษที่บุกเข้ามาดีไหมแล้วเค้นคอถามไปเลย เดี๋ยวก่อนเขาไม่ควรประมาทหรือบุ่มบ่ามเข้าต่อสู้โดยไม่รู้จักศัตรูก่อนถึงจะมีพลังฟื้นฟูแต่อีกฝ่ายก็เป็ผู้วิเศษ กระทั่งสัญชาตญาณยังเตือนให้ซ่อนตัวเลยนะ
ลูซีฟครุ่นคิดอย่างรวดเร็วแต่ก็ไม่ได้ขยับ คฤหาสน์ทั้งหลังเงียบสงัดเขาได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ทางเดินดวงตาผู้วิเศษมองทะลุสิ่งกีดขวางไปเห็นออร่าชีวิตสีขาวที่ซ้อนทับด้วยสีเหลืองเดินอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
มันหยุดอยู่หน้าประตูห้องที่พวกอีวานใช้เป็ห้องสำหรับแปลสมุดบันทึกก่อนจะเปิดเข้าไปภายในอย่างช้าๆ
ลูซีฟเห็นออร่าของเพื่อนๆ ในห้องที่นอนนิ่งไม่มีใครขยับสักคน
แต่สิ่งที่เห็นต่อจากนั้นทำให้เขาแทบหยุดหายใจ
ออร่าชีวิตของเพื่อนแต่ละคนเริ่มจางหายไป...
นี่มัน...
ลูซีฟอยากจะขยับตัวแต่กลับพบว่าร่างกายแข็งเกร็งเหมือนเดิมไม่ตอบสนองเขากัดริมฝีปากร่างกายมีอาการสั่นน้อยๆ ราวกับสัตว์ตัวน้อยที่ซุกตัวอย่างหวาดกลัวไม่กล้าเคลื่อนไหว
เกิดอะไรขึ้น!?
‘แซม เกิดอะไรกับร่างกายนี้’
ลูซีฟถามแซมในทันที ั้แ่มาอยู่ร่างนี้เขาไม่เคยรู้สึกถึงความกลัวขนาดนี้มาก่อนถึงจิตใจเขาจะสงบแต่ร่างกายไม่เชื่อฟังเลย
‘ร่างกายนี้ตอบสนองต่ออันตรายระดับสูง แต่ในขณะเดียวกันมันก็จดจำอันตรายร้ายเองที่เกิดขึ้นกับร่างกายด้วยบางที... คนที่เข้ามานั่นอาจจะเป็คนร้ายตัวจริงในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องโดยใช้พิธีกรรมสาปแช่งนั่นก็ได้ลูซ’
การคาดเดาของแซมนั้นมีความเป็ไปได้สูงทีเดียวแต่ลูซีฟคิดว่าถึงจะเป็อย่างนั้นร่างกายเขาก็ไม่ควรแข็งทื่อเป็ท่อนไม้อย่างนี้สิ
‘แล้วทำยังไงถึงผมจะขยับตัวได้ล่ะแซม?’
‘กำหนดลมหายใจเข้าออกเป็จังหวะเพื่อคลายกล้ามเนื้อร่างกายที่ถูกสัญชาตญาณควบคุมต้องใช้สมาธิให้มากขึ้น ต้องมีสติให้มากกว่านี้อย่าเชื่อในสัญชาตญาณเกินไป’
‘ตกลง’
ลูซีฟทำตามคำแนะนำ ร่างกายที่แข็งเกร็งเริ่มผ่อนคลายช้าๆในระว่างนั้นเขาก็จับจ้องไปที่แสงแห่งชีวิตเ่าั้ด้วยไม่นานก็เห็นร่างหนึ่งลุกพรวดขึ้นมาแล้วโจมตีใส่คนร้ายอย่างรวดเร็ด
ลูซีฟเบิกตากว้างจังหวะการหายใจรวนไปชั่วขณะ ดวงตาเห็นแค่แสงวูบวาบรวดเร็วจากนั้นไม่นานก็ได้ยิน่เสียงบางอย่างแตกและร่างที่มีออร่าสีเหลืองก็พุ่งออกไปข้างนอก
ร่างกายที่แข็งเกร็งของเขาผ่อนคลายในที่สุด ลูซีฟรีบลุกออกจากใต้เตียงแล้ววิ่งไปทางห้องนั้นเพื่อดูเพื่อนที่เหลือและจะดูว่าใครเป้นคนที่ตื่นขึ้นมา
เขาไม่สามารถบอกได้จากสีออร่าว่าใครเป็ใคร
เมื่อเปิดประตูเข้ามาในห้องทุกคนล้มลงนอนหมดแล้วกลิ่นเืคละคลุ้มในอากาศฉุนจัด เขาปิดดวงตาผู้วิเศษแล้วกวาดตามองอย่างรวดเร็วเพื่อดูว่าใครที่ได้รับาเ็บ้างมีสองคนที่ถูกของมีคมแทงร่างกายไปหลายแผล เืไหลเป็ทางไปที่ผนังอีกด้านหนึ่งลูซีฟมองตามไปและเห็นวงไสยเวทสิบสองวงแสนคุ้นเคย สีเืถูกเติมเต็มไปสิบวงแล้ว...
ที่แซมคาดเดาไว้ดูเหมือนจะเป็จริง
คนร้ายคือคนเดียวกับในคดีที่เขาเผชิญ ไม่สิต้องพูดว่านี่มันกลุ่มคนร้าย
ไม่ได้มีคนร้ายคนเดียวั้แ่แรก!
ลูซีฟไม่ได้มัววิเคราะห์อย่างใจเย็นเขารีบเข้าไปปลุกเพื่อนคนอื่นๆ ด้วยความตื่นตระหนักเขาไม่รู้ว่าเขย่าปลุกอย่างนี้คนอื่นๆ จะตื่นไหมแต่เมื่อคนร้ายออกไปแล้วอำนาจของพลังพิเศษก็ไม่น่าจะส่งผลยาวนานนัก
เพื่อนของเขาตื่นขึ้นมาทีละคน แต่พอได้กลิ่นเหม็นในอากาศและสายตาเลื่อนไปเห็นศพเพื่อนคนอื่นพวกเขาก็กรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตระหนักและหวาดกลัว
“มี... มีคนตาย!”
เสียงที่ดังออกมานี้คล้ายกับปลุกผู้คนที่ถูกสะกดให้ตื่นขึ้นมา
เสียงอึกกระทึกดังไปทั่วคฤหาสน์ในเวลาต่อมาลูซีฟหน้าซีดไปพร้อมกับคนอื่น เขาอยู่ข้างอังเดรเพื่อนสนิทและแคลร์หญิงสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม
ถึงสีหน้าของเธอจะสงบนิ่งแต่แววตายังมีความหวาดหวั่นอยู่เขาไม่สามารถปล่อยเธอเอาไว้คนเดียวได้
ที่สำคัญคือเขายังไม่รู้ว่าใครเป็คนช่วยเพื่อนๆ เอาไว้อีกฝ่ายไม่มีออร่าทับซ้อนแต่กลับตื่นขึ้นมาได้จังหวะทั้งยังสวนกลับคนร้ายไปได้จนคนร้ายต้องเผ่นหนีไปพลังประเภทิญญาไม่ถนัดสู้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ถ้าต้องสู้ประชิดตัวก็มีแต่แพ้
คนที่สู้กับคนร้ายอาจจะเป็ผู้ชาย...
แต่ใครกัน?
“ลู... ลูซีฟ” อังเดรจับแขนเสื้อลูซีฟแน่นราวกับที่พึ่งพิงลูชีฟผ่อนลมหายใจช้าๆ แล้วลูบหลังอีกฝ่ายอย่างปลอบประโลม
“มีอะไรเหรออังเดร”
“พวกเราจะไม่เป็อะไรใช่ไหม” เสียงของเขาสั่นมาก การพบเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาไม่ใช่เื่ปกติความหวาดกลัวนี้เป็ของจริง อังเดรไม่น่าจะใช่คนที่สู้กับคนร้าย
“พวกเราไม่เป็อะไรแล้ว อีกเดี๋ยวตำรวจก็มาแล้ว”
เื่เกิดในคฤหาสน์ตระกูลบารอนและเป็คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวกับผู้วิเศษพวกเขาต้องส่งหน่วยของผู้มีพลังพิเศษมาแน่นอน ถึงตอนนั้นก็สามารถรับประกันความปลอดภัยได้แล้ว
ที่น่าเศร้าไปหน่อยก็คือคนที่จับตาดูเขามาตลอดน่าจะโดนพลังทำให้หลับไปด้วยไม่อย่างนั้นคงเข้ามาช่วยเหลือได้ทันการแล้ว ที่นี่จะไม่มีผู้เสียชีวิต
สถานที่เกิดเหตุจะไม่ถูกแตะต้องจนกว่าเ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึงเมื่อพบเห็นคนคุ้นหน้าที่ไม่อยากคุ้น อารมณ์หวาดหวั่นและโศกเศร้าก็ลดน้อยลงไป
“สวัสดียามค่ำลูซีฟ ท่าทางคุณจะชอบคดีฆาตกรรมจริงๆ นะ” เทจโคเลอร์ยิ้มมุมปากให้กับลูซีฟอย่างคนคุ้นเคย ไม่พูดไม่ได้จริงๆ เมื่อพบเห็นคนคนนี้ในคดีอีกครั้ง
นี่เป็ครั้งที่สามในหนึ่งสัปดาห์แล้วนะ
ไม่รู้ว่าดวงของเขาถูกชะตากับการฆาตกรรมหรืออย่างไร ไปที่ไหนก็เจอ
“คุณเทจ คุณว่าหน้าตาผมเหมือนฆาตกรมากไหม” ลูซีฟถามอย่างแดกดันแม้แต่คำทักทายสุภาพก็ไม่มีให้แล้ว
ดูสถานการณ์กันด้วยสิเฮ้ย เห็นไหมว่าคนอื่นๆมองเขากันหมดแล้ว
“ตกลง ผมจะหยุดล้อเล่น”ใบหน้าหล่อเหล่าของเทจเปลี่ยนเป็จริงจัง “ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังด้วยครับ”
ลูซีฟพยักหน้าแล้วเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างละเอียดโดยตัดส่วนที่เขาหลบซ่อนตัวออกไปรวมไปถึงข้อความแจ้งเตือนในหนังสือเก่าแก่ด้วย ถึงจะดูน่าสงสัยเวลาที่เขาหายไปคนเดียวโดยไม่มีพยานหลักฐานและเป็คนเดียวที่ตื่นอยู่ก็ตาม ก็น่าจะมีคนเชื่อเขาอยู่บ้าง
เอ่อ... จะว่าไปแล้วสถานการณ์นี้เขาดูน่าสงสัยสุดๆไปเลยไม่ใช่เรอะ!?
คิดดูดีๆ แล้วลูซีฟอยากจะถอนหายใจ รู้อย่างนี้ไม่น่าหลบซ่อนตัวเลยถ้าอยู่เผชิญหน้ากับคนร้ายไปั้แ่แรกแล้วตื่นขึ้นมาได้จังหวะเหมาะก็คงไม่น่าสงสัยขนาดนี้
ไม่น่าเชื่อคำในบันทึกนั่นเลย
หลังจากเขาเล่าด้วยท่าทางหดหู่จบแล้วก็ปลีกตัวออกมาแล้วมองหาบันทึกการแปรธาตุเล่มนั้นพบว่ามันอยู่ไกลไปมุมห้อง เหมือนถูกโยนออกไป ไม่รู้ว่าเป็ฝีมือของใครแต่ไม่ใช่เหล่านักศึกษาพวกนี้แน่
นักศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณกรรมรักหนังสือเก่าแก่และวัตถุโบราณมากประหนึ่งสมบัติล้ำค่าสุดเปรียบเปรย การโยนทิ้งอย่างไม่ใยดีแบบนี้อาจจะเป็ฆาตกร
แล้วโยนทิ้งทำไมกัน?
ลูซีฟเดินไปหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาแล้วเปิดอ่านหน้าบทนำนั่นอีกครั้งอย่างขับข้องใจข้อความภาษาไทยนั่นยังอยู่ อ่านทวนซ้ำอีกครั้งก็รู้สึกขนลุกและหวาดกลัวต่อมัน
นี่เป็คำเตือนที่มาถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ
แต่...
เขาทำไปเพื่ออะไร
และคนจากในอนาคตสามารถเตือนถึงอนาคตด้วยหนังสือได้ไกลขนาดนี้ได้ยังไงซ้ำยังรู้ด้วยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา คนคนนั้นต้องเป็ผู้วิเศษสามารถในการอ่านโชคชะตาและแทรกแซงที่เหนือชั้นอย่างแน่นอน
ดาเรียน อากัส
ลูซีฟพึมพำชื่อของผู้เขียนบันทึกในใจ
บันทึกเล่มนี้เขา้าจะเก็บไว้เพื่ออ่านมัน ถ้ามันกล่าวถึงชื่อเดิมของเขาได้ถูกต้องแปลว่าจะต้องมีสาสน์อะไรสักอย่างหลงเหลืออยู่ในบันทึกเล่มนี้อีกอย่างแน่นอน
จะขอยืมมันจากอีวานยังไงดีนะ
หันไปมองอีวานที่กระวนกระวานเพราะมีคนตายภายในคฤหาสน์ของเขาซ้ำยังเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนอีก ในสภาพนี้ถ้าเกิดขอยืมไปอ่านจะน่าสงสัยเพิ่มขึ้นหรือเปล่า
ถ้าเป็เขาที่ถูกขอยืนในสถานการณ์อย่างนี้ล่ะ...
บ้าเอ๊ย โคตรน่าสงสัยเลยไอ้ลูซีฟ!
มีคนตายตรงหน้าแต่ยังห่วงบันทึกดูยังไงก็แปลกประหลาด
แต่จะให้เขาสนใจศพแล้วโศกเศร้าก็ต้องขออภัยด้วย ถึงจะมีเสียขวัญไปบ้างแต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับความตายมากนักโดยเฉพาะผู้ตายไม่ใช่คนสนิทของเขาอย่างอลันหรือมาร์ช หรือกระทั่งอังเดร
หลังจากตรวจสอบสถานที่และศพแล้วเทจก็ทำสัญลักษณ์ขององค์เทพทั้งสิบเป็การไว้อาลัยให้ก่อนจะหันมามองผู้รอดชีวิตในห้องอีกครั้งเขาเลิกคิ้วแล้วจ้องมองหนังสือในมือลูซีฟอย่างสนใจ
“นั่นหนังสืออะไรเหรอ?”
“บันทึกการแปรธาตุ 3 โดย ดาเรียน อากัส เป็ของอีวาน”ลูซีฟชี้ไปที่เ้าของหนังสือ ซึ่งมีอาการสะดุ้งขวัญอ่อนเมื่อถูกชี้พอเห็นว่าถามถึงบันทึกก็พักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ใช่ครับ นั่นเป็บันทึกที่ผมซื้อมา”
“ขอดูได้ไหม”
“ตามสบาย” ชายหนุ่มยื่นมันให้เขาอย่างเฉยชาและไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะตีความอะไรได้จากบันทึกเล่มนั้นโดยเฉพาะข้อความแฝงนั่น
ก็ไม่มีใครที่นี่รู้ว่าิญญาในร่างลูซีฟมีชื่อว่า ‘อธิช’ สักคนนี่นา
ยกเว้นคนเขียนหนังสือเล่มนี้ ดาเรียน อากัส