โมงยามขับเคลื่อนไปทุกชั่วขณะ ไม่มีสิ่งใดใจร้ายเท่าเวลา มันไม่เคยรั้งรอคอยหรือเอื้อความอาดูรให้แก่ชีวิตของผู้ใด ไม่ว่าชีวิตนั้นจะมากมายด้วยประโยชน์หรือยิ่งใหญ่ด้วยอำนาจสักแค่ไหน แสงอรุณปรี่รออยู่ที่เส้นขอบฟ้า กองทหารม้าเล่าปี่นำโดยกวนอูและเตียวหุยสองแม่ทัพตัวฉกาจกล้าพร้อมแล้วจะไล่ล่าอริศัตรู
"ท่านเล่าปี่ ท่านยังมีความกังวลใจอะไรบอกข้ามาเถอะ" ผมถามเมื่อเห็นสีหน้าส่อแวววิตก มันอาจเป็เพราะ่เวลาข้างหน้านี้จะชี้ชะตาต่อไปในอนาคตก็เป็ได้
"ข้าคิดว่าโจโฉคงจะซุ่มกำลังเอาไว้อย่างแน่นอน ถ้าหากกวนอูเตียวหุยบุกไล่ตามไป กลัวจะมีอันตราย" เล่าปี่นั้นห่วงใยน้องร่วมสาบานทั้งสองด้วยใจจริง
"ท่านไม่ต้องห่วง เล่าฮอง กวนเป๋ง ร่วมกับเล่ากี๋แล้วจะยกไปเป็กองหนุนช่วยทัพหน้าทั้งยังมีชีซีคอยให้คำปรึกษา ส่วนจูล่งกับม้าเร็วตอนนี้เลี่ยงทางหลักออกไปที่เสเหลียง ไม่ช้าจูล่งจะพากองทัพใหญ่ของม้าเท้งมาช่วยต้านโจโฉกันพอดีที่เมืองฮูโต๋ พวกเราจะเข้าร่วมกับซุนฮกและฮ่องเต้ที่นั่น" เล่าปี่ได้ฟังผมอธิบายอย่างนั้นก็พอใจจนยิ้มออกมาได้
"ทั้งกวนอู เตียวหุย จูล่ง และนายทัพคนอื่นก็ไปกันหมดแล้ว ท่านกับข้าจะนั่งรออยู่ที่เมืองอ้วนเซียอย่างนี้หรือท่าน" เล่าปี่มีไฟคิดอยากเข้าประจันหน้ากับพวกทหารบ้าง
"ไม่ใช่ๆ ท่านกับข้าจำเป็ต้องอยู่รักษาเมือง ถ้าหากพวกซัวมอเล่าจ๋องคิดใช้โอกาสนี้บุกโจมตี พวกเราจะพลาดท่าไร้ที่อยู่อาศัย และถ้าหากโจโฉเข้มแข็งจัดการได้ยากพวกไปทัพหน้าคิดจะถอยหลังกลับมาก็จะวุ่นวายลำบาก เราจึงจำเป็ต้องอยู่รักษาที่มั่นเอาไว้ให้ก่อน นี่ถือเป็เื่สำคัญกว่าเื่อื่นนะ" ผมพล่ามไปอย่างนั้นเอง อันที่จริงก็ตามนิสัยดั้งเดิม...กลัวตายนั่นแหละ
"ท่านขงเบ้งช่างละเอียดรอบคอบสมกับเป็ยอดนักปราชญ์แห่งยุคโดยแท้ ตัวข้าวู่วามเกือบทำให้เสียการใหญ่ ใช้ไม่ได้จริงๆ" เล่าปี่หัวเราะด้วยความชอบใจ สั่งทหารจัดเวรยามเฝ้าระวังทั้งนอกและในเมืองอ้วยเซีย ขนย้ายประชาชนเข้ามาในเมืองปิดประตูแน่นขนัด ยามศึกาเช่นนี้จึงเข้มงวดกว่าปกติ
ก้อนหัวใจลั่นแปลบปลาบไปทั่ว ทำให้ระลึกไปถึงตอนสติดับวูบเมื่อคราวนอนอยู่ในหอพักกลางกรุง นานหลายเดือนแล้วที่ผ่านเวลานั้นมา ความคิดอ่านอยากกลับบ้านลดน้อยลงไปทุกที แต่ก็ใช่ว่าจะอยากอยู่ที่นี่ภพนี้ไปตลอด ่นี้คงใกล้จะสอบไล่แล้ว อาจารย์คงไม่ให้โอกาสได้สอบแก้ตัวแน่นอน ไม่รู้ป่านนี้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง 5จี 6จี คงมาแล้ว แต่ที่นี่ตอนนี้จดหมายนั้นถือว่าเป็การส่งสารที่รวดเร็วที่สุด
"ท่านมิเป็ไรใช่หรือไม่" เย่อิงถามไถ่เมื่อเห็นผมออกมาตากน้ำค้างเล่นอยู่บนกำแพงเมือง ลมเอื่อยเย็นๆ แบบนี้แหละที่อยากััมานานแสนนาน จำได้ว่าเมื่อตอนเป็เด็ก แถบชายบ้านยังเป็ทุ่งร้างมีแต่ป่าหญ้าคาขึ้นเต็มไปหมด ไม่รกรุงรังเป็ตึกคอนโดมิเนียมอย่างปัจจุบัน
"ไม่เป็ไร" ผมส่ายหน้าปฏิเสธไป ซึ่งความจริงภายในก็ไม่ได้คิดมากหรือมีเื่อื่นเื่ใดรบกวนมากนัก
"ข้าเดาว่าท่านคงกำลังคิดถึงบ้าน หรือไม่ก็...." เย่อิงเบาเสียงลงไป ทำราวกับว่ากลัวคำต่อไปจะหลุดรอกออกมา
ผมหันไปหาเย่อิง จับจ้องมองไปยังสาว เธอคงจะรู้ว่าผมอยากให้เธอพูดต่อให้จบประโยค
"หรือไม่ ท่านก็กำลังคิดถึงใครสักคนในภพของท่าน" เธอสะบัดหน้าหนีหายไปเมื่อพูดจบ ผมพึ่งจะรู้ว่าเย่อิงเองก็เป็เช่นเดียวกับสตรีทั่วไปในโลกยุคเทคโนโลยี หรือผู้หญิงจะเป็เช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย รอยยิ้มของผมแย้มออกมาหน่อยจนเกือบจะกลายเป็หัวเราะ
พื้นเบื้องล่างสูงลิบลิ่ว ถึงจะไม่ใช่เมืองใหญ่โตอะไรมากมาย แต่เมืองอ้วนเซียก็มีกำแพงสูงได้มาตรฐานการป้องกันชั้นยอดเยี่ยม กะคะเนคงราวห้าหกชั้นตึกได้ ถ้าหากพลั้งเผลอละเมอตกลงไป เอาหัวกระแทกก็คงตายดับดิ้น เอาลำตัวลงก็คงกระดูกแตกสลายไปทั้งร่าง ครั้นจะเอาขาลงก็คงย่นเหลือแค่ครึ่งลำตัว
ขณะที่กำลังยืนใจลอยอยู่นั้น เสียงสว่างวาบต้องกับไฟคบเพลิง โลหะสีเงินสะท้อนประกายวาบ
ฉิบหาย ตายแหง๋แก๋
มันพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วราวะุปืนวิถีไกล แรงอัดแรงปาคงเกินกว่ากำลังแขนมนุษย์ มันคงเป็เครื่องกลอะไรสักอย่างจึงซัดมาด้วยความเร็วขนาดนี้ได้
ไม่ทันจะเห็นมัจจุราชสีเงิน เสียงโลหะกระทบกันดัง เคล้ง!! มีดสั้นขนาดครึ่งฝ่ามือตกกระเด็นห่างตัวออกไปวาเศษ เย่อิงนั่นเอง เธอซัดมีดสั้นประจำกายเข้ามาปกป้องเอาไว้ทันเวลา
"ท่านพี่ ท่านเป็อะไรหรือไม่" เย่อิงผลุนผลันเข้ามาด้วยความเป็ห่วง ชัดกระบี่ออกมาจากเอวเตรียมพร้อมรับมือผู้ซุ่มซ่อนกายาในเงามืด
"ไม่เป็ไร ยัง ยังไม่เป็อะไร" ผมละล่ำละลักตอบ ทั้งที่สติสัมปชัญญะยังมาไม่ครบสมบูรณ์
"เรารีบกลับไปที่จวนก่อนเถอะ ไปรวมกับท่านเล่าปี่และพวกทหาร อยู่ที่นี่เกรงว่าจะอันตราย" เย่อิงควบคุมสติเอาไว้ได้อย่างมืออาชีพ ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าลูกผู้ชายอกสามศอกแมนๆ อย่างผมจะต้องให้ผู้หญิงร่างเล็กเอวบางคอยปกป้องอยู่เรื่อยร่ำไป
เล่าปี่เมื่อได้ฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นก็สั่งทหารยามออกตรวจพิเศษ สั่งชุดแกะรอยออกสืบค้นทั้งเขตในและนอกเมืองอ้วนเซีย ความวิตกกังวลครอบงำพวกเราทั้งสามคน คำพูดมีน้อยเหลือเกินที่จะกล่าวออกมา แลสุดท้ายเป็ทางเล่าปี่ที่ขจัดม่านความเงียบงันนั้นลงก่อน
"ท่านอาจารย์คิดว่าเป็ฝีมือของพวกใด จะเป็คนกลุ่มเดียวกับครั้งก่อนหรือไม่"
"เื่นี้ข้าก็ยังไม่แน่ใจนักท่านเล่าปี่ แต่มันก็ทำให้แน่ใจขึ้นแล้วว่าเป้าหมายจริงๆ คือ้าเอาชีวิตของข้า ไม่ใช่เย่อิง" แววตาคู่งามที่จับจ้องมานี้แคลบปนไปด้วยความอาทร ไม่รู้ในใจของนางจะเป็ห่วงมากแค่ไหน ความใกล้ชิดคงทำให้เย่อิงเผื่อแผ่จิตใจดีงามมาที่คนต่างภพต่างชาติอย่างผม
"ท่านมิต้องเป็กังวลไป ข้าจะคอยอยู่ข้างกายท่าน มิให้ใครมาทำอันตรายท่านได้" ช่างเป็หญิงที่หนักแน่นและซื่อตรงเสียจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคำพูดเช่นนี้จะออกมาจากนางสิริโฉมอย่างนี้ ทำไมกันหนอผู้คนจึงว่านางนั้นแสนอัปลักษณ์ หรือแค่ผิวพรรณเย่อิงไม่ขาวสดใสเหมือนอย่างชาวฮั่น หรือเป็เพราะผมสีบรอนด์เช่นนี้กันแน่
"เอาเป็ว่าต่อไปข้าจะไม่ไปไหนคนเดียวก็แล้วกัน เ้าก็อย่าให้ข้าห่างสายตามากนักล่ะ" ผมยิ้มให้เย่อิง ดูนางจะพึงพอใจกับประโยคเมื่อครู่อย่างมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้หญิงชอบประโยคสั้นๆ ห้วนๆ เช่นนั้นได้ยังไง
"แล้วอาวุธที่มันใช้ พอจะดูออกหรือไม่ว่ามาจากสำนักใดหรือว่าเป็ของผู้ใด" เล่าปี่แสดงความเห็นขึ้นมา เขาหยิบมีดสั้นขนาดคืบ ใบมันเรียวเล็กและแหลม ใบสีเงินสะท้อนไฟไปมาวิบวับ คาดความคมของมันหากแทรกเข้าไปในเนื้อหนัง คงจะยังไม่ทันได้รู้สึกรู้ปวดอะไรก็ถึงที่ตายไปเสียแล้ว
"มันดูไม่เหมือนของจอมยุทธ์ทั่วไป เป็ดั่งมีดที่ถูกสั่งทำขึ้นพิเศษสำหรับหน่วยซุ่มจู่โจมมากกว่าจะเป็ของสำนักใด" เย่อิงพิจารณาตามความชำนาญ เธอท่องยุทธภพมานานหลายปี อาจารย์ฝ่ายบู๊ของเย่อิงมีชื่อเสียงกังวาลอยู่ในยุทธจักร เพลงกระบี่ของนางก็ได้รับสืบทอดมาจากอาจารย์ผู้นี้เช่นกัน
"แปลก" ความขุ่นข้องสงสัยผุดผายขึ้นในเว้งสติของผม "ถ้าไม่ใช่ของจอมยุทธก็ต้องเป็ของพวกมือสังหาร ไม่ก็พวกทหารหน่วยพิเศษ เพราะดูจากลักษณะแล้วมันมีไว้สำหรับการซัดให้พุ่งเข้าไปหาเป้าหมาย ปลายที่เล็กและแหลมนี่แหละบ่งบอกได้ว่ามันมีไว้สำหรับฆ่าเท่านั้น"
"ถ้าเช่นนั้นท่านขงเบ้งสงสัยพวกใดบ้าง" เล่าปี่ถาม
"ซัวมอและซัวฮูหยิน น่าสงสัยที่สุด คนพวกนี้เสียประโยชน์ั้แ่ข้าช่วยบอกอุบายให้เล่ากี๋ย้ายตัวเองออกจากเมืองเกงจิ๋วไปอยู่ที่กังแฮ นับแต่ตอนนั้นก็เกิดการลอบสังหารข้ากับเย่อิงขึ้น" ผมประเมินจากสถานการณ์ซึ่งมันก็สมเหตุสมผล "ซัวมอมันมีอิทธิพลแถบนี้ คงจะหานักฆ่าฝีมือดีได้ไม่ยากจริงไหม"
เล่าปี่ค่อนข้างเห็นด้วย
"แล้วพวกโจโฉเล่า เป็ไปได้หรือไม่" เล่าปี่ลองเสนอตัวแปรอื่น
"โจโฉถึงแม้จะอยากฆ่าข้า แต่มันอยากฆ่าท่านมากกว่า ถ้าโจโฉส่งนักฆ่ามาจริง เป้าหมายต้องเป็ท่านมิใช่ข้า อีกอย่างคนอย่างโจโฉถึงอยากกำจัดพวกเราแค่ไหนก็ตาม มันจะต้องฆ่าอย่างเปิดเผยเพื่อแสดงแสนยานุภาพ ไม่ปล่อยให้พวกเราได้ตายอย่างเงียบๆ แบบนี้แน่นอน"
"เช่นนั้น พวกซัวมอก็น่าสงสัยที่สุด" เล่าปี่ว่าอย่างนั้น ผมก็พยักหน้าเป็การตอบรับ
"แล้วท่านคิดจะทำอย่างไรต่อไป" เย่อิงถามด้วยความเป็ห่วง
"ตอนนี้ศึกใหญ่ของพวกเราคือโจโฉ ต้องบุกหลังก่อกวนมัน คุมกันฮ่องเต้ ร่วมมือกับม้าเท้งยันกำลังกันไว้ที่ด่านเมืองฮูโต๋ ถ้าเราชนะโจโฉมันต้องหนีขึ้นไปภาคเหนือเพื่อรวบรวมกำลังพล แต่ยังไงก็ต้องใช้เวลานาน ่นั้นพวกเราค่อยคิดหาทางกันต่อไป" นี่คือแผนทั้งหมดเท่าที่สถานการณ์ตอนนี้จะเอื้ออำนวย ไม่รู้ว่าฟ้าดินจะเป็ใจไปได้ซักกี่น้ำ ไม่รู้ว่าโชคชะตาจะเข้าข้างไปได้มากน้อยเท่าไหร่ กลัวก็แต่กองทัพโจโฉยิ่งใหญ่ไม่อาจจะต้านไหว ต้องพากันตกตายกันตามแผ่นดิน
เย่อิงเหมือนจะอ่านสีหน้าออก รีบขอตัวไปจัดแจงที่พักหลับนอน เธอรู้หน้าที่มาั้แ่อยู่กระท่อมไม้ไผ่แล้วถ้าหากตัดเื่สุดยอดวิชากระบี่ออกไป เย่อิงก็เป็อิสตรีที่เพียบพร้อมทั้งกริยาและมารยาท รู้หน้าที่แห่งการเรือน จะเหลือก็แต่หน้าที่ของภรรยา
ไม่รู้สิ
บางที
ราตรีมืดมิด สายลมพัดต้องยอดหญ้าโบกสะบัดดูน่ากลัว เหมือนภูตร้ายพรายผีออกมาะโโลดเต้น เหมือนพยามารออกเล่ห์ลิ้นปลิ้นตา จูล่งมิหวั่นหวาดสมเป็ยอดอาชาไนยแห่งยุคสมัย ม้าขาวคู่ใจตอนนี้กลับไว้ไม่เท่าหัวใจของจูล่ง จากอ้วนเซียไปเสเหลียงระยะทางไกลลิบหลายพันลี้ ใจรีบเร่งกลับมิทันกาล กลัวจะเสียสิ้นเสียเื่แก่ฝ่ายเล่าปี่ผู้มีเมตตา ขงเบ้งอุตส่าห์ไว้เนื้อเชื่อใจมอบหมายภารกิจสำคัญมาให้ ทั้งยังย้ำว่ามีแต่เขาผู้เดียวที่จะทำเื่นี้สำเร็จ
ฝีเท้าม้ากระทบดินดังกุกกักๆ พื้นยุบเป็รอยกีบม้า มันมาด้วยความเร็วสูงสุด หากมิใช่ม้าชั้นยอดแล้วไซร้คงดิ้นพราดปาดตายแวะพักเหนื่อยเสียั้แ่ต้น หากแต่ยอดขุนพลก็ย่อมมียอดม้าเป็มิตรสหายคู่ใจ
จูล่งมุ่งหน้าจากอ้วนเซียลัดเลาะแนวป่าข้ามเขต ไปทางเตียงอันเพื่อไปหาม้าเท้งที่ดินแดนเสเหลียง