ตอนที่12 เส้าม่านเอ๋อ
ซ่งเย่จึงถือโอกาสนี้ค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อกลับไปทำ“ปุ๋ยแห่งอนาคต” ต่อไป
ทันใดนั้นมีเสียงของอาจารย์ถงดังขึ้นหน้าห้องเรียน
“ซ่งเย่ ซูฉีไปพบผู้อำนวยการกง ที่ห้องด้วยครับ”
หรูเพ่ยเพ่ยที่มีผ้าก๊อซโพกหัวไว้และกลับมานั่งเรียนหันหน้ามามองซ่งเย่และซูฉีด้วยแววตาเยาะเย้ย
เธอคิดว่าพวกซ่งเย่ต้องมีปัญหาแน่นอน
ไม่เช่นนั้นจะไม่ถูกเรียกพบอย่างเร่งด่วนแบบนี้
เมื่อซ่งเย่และซูฉีเดินถึงหน้าประตูห้องก็พบกับพวกเกาเฉินทั้งสี่คนที่เดินไปพร้อมกับเธอ
“นั่นพวกเธอทำอะไรผิดหรือ?”
“นั่นสิพวกเขาไปด้วยกันทั้งหมดเลย”
“ต้องเป็เื่ที่ร้ายแรงมากใช่ไหม?”
“มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
เสียงเพื่อนร่วมชั้นที่สงสัยใคร่รู้ถามกันและกันดังลั่น
ในห้องทำงานของผู้อำนวยการกงฝาน
ปู้เล่ยและตำรวจอีกสองคนนั่งบนโซฟาในห้องรอสอบถามข้อมูลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้กับซ่งเย่และเพื่อนทั้งหมดของเธอที่อยู่
ด้วยกัน
รายละเอียดเบื้องต้นผู้อำนวยการกงรับรู้จากสารวัตรปู้เล่ยแล้ว
แต่เขายังไม่รู้เื่ราวทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักเรียนของตนเอง
“สวัสดีครับนักเรียนทุกคน”ปู้เล่ยทักทายทุกคนด้วยน้ำเสียงเป็มิตร
“สวัสดีค่ะ/ครับ”ทุกคนกล่าวทักทายปู้เล่ยและตำรวจอีกสองคน
“เนื่องจากนักเรียนทุกคนไม่ใช่ผู้กระทำผิดดังนั้นผมจึงไม่ได้เชิญนักเรียนไปยังสถานีตำรวจเพราะอาจทำให้เพื่อนๆเข้าใจผิดได้ครับ”
ปู้เล่ยพยายามใช้น้ำเสียงอ่อนโยนและเป็กันเองกับพวกเขา
เขากลัวว่าจะทำให้เด็กสาวที่ชื่อซ่งเย่ไม่พอใจและเ้านายจะรู้เื่นี้
นั่นทำให้พวกเขาอาจถึงตายได้!
“ขอบคุณค่ะ/ครับ”ทุกคนกล่าวขอบคุณเขาเสียงดัง
“ถ้าอย่างนั้น อยากให้นักเรียนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไหมครับ?” ปู้เล่ยแจ้งให้พวกเธอบอกเล่าเหตุการณ์
“มันเป็อย่างนี้..........”เกาเฉินเป็ตัวแทนเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ตำรวจฟัง
“แสดงว่าพวกโจรที่าเ็เกิดจากการป้องกันตัวของซ่งเย่งั้นหรือครับ?” ปู้เล่ยถามกลับคืนอย่างไม่มั่นใจ
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่ยืนยันกับพวกเขา
“เอื๊อก!” ปู้เล่ยและตำรวจอีกสองคนกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดกลัว
แค่เตะโดยเด็กสาวรูปร่างผอมเพรียวยังทำให้าเ็สาหัสได้ขนาดนี้
ปู้เล่ยได้แต่สมเพชโจรผู้โชคร้ายคนนั้น
“เอาล่ะพวกเราได้รายละเอียดครบถ้วนแล้ว ต่อไปนักเรียนทุกคนต้องระวังตัวให้มากกว่านี้เพราะตอนนี้ในเมืองกรีนมีโจรเข้ามามากขึ้น
ครับ”น้ำเสียงของปู้เล่ยแสดงความห่วงใยพวกเขา
“ขอบคุณค่ะ/ครับ”ซ่งเย่และเพื่อนๆกล่าวขอบคุณเขา
หลังจากปู้เล่ยและตำรวจเดินทางกลับสถานีตำรวจ
ซูฉีพูดอย่างเศร้าใจขณะเดินไปโรงอาหารกับเพื่อนๆ“ต่อไปฉันจะไปกินขนมไม่ได้แล้วใช่ไหมจ๊ะ?”
“ถ้าอยากกินก็ไปได้จ้ะ”ซ่งเย่พูดปลอบใจซูฉี
“ไม่ ไม่ ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกน่ะ”ซูฉีกล่าวปฏิเสธด้วยความเป็ห่วงเพื่อนคนอื่น
“ถ้าอย่างนั้นบ่ายนี้พวกเราไปเล่นบาสเก็ตบอลกันเถอะครับ”หวางอ้ายเอ่ยชวนเพื่อน
“ตกลงค่ะ/ครับ”ทุกคนตอบรับเป็เสียงเดียวกัน
..........
ตอนเย็นหลังเลิกเรียน
หลิวเย่จอดรถรอรับซ่งเย่ที่หน้าประตูโรงเรียนเช่นเดิม
เมื่อซ่งเย่เดินมาถึงเธอมองเห็นรถฮัมเมอร์และเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งด้วยความคุ้นเคย
ทางด้านซ่งจูหว่านที่จ้องมองจากเบาะหลังรถที่ลุงโจวขับ
ลุงโจวเองก็เห็นซ่งเย่เหมือนกันแต่เขาเข้าใจความขัดแย้งที่เกิดขึ้นและไม่้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่ดังกล่าว
ซ่งจูหว่านกำมือแน่นจนเล็บจิกฝ่ามือแดงและคิดในใจด้วยความโมโหและอิจฉา
“ทำไมเธอถึงมีแต่คนคอยช่วยเหลือ?”
ทางด้านซ่งเย่ที่นั่งบนรถ
เธอปฏิบัติตัวเหมือนเดิมด้วยความเคยชิน
นั่นคือหยิบหูฟังมาสวมเพื่อเรียนรู้ข้อมูลจำเป็สำหรับการค้นคว้าสาร Z
วันก่อนนั้นเธอเรียนรู้การค้นหาและตรวจสอบสสารต่างๆในโลกครบถ้วนแล้ว
วันนี้เธอกำลังเรียนรู้การแปรรูปสสารที่มีอยู่ให้เป็สารZ
หลิวเย่เห็นพฤติกรรมเธอเป็เช่นนั้นเขาก็ไม่ได้รบกวนเธอแต่อย่างใด
มีรอยยิ้มระบายทั่วใบหน้าของเขา
เขามีความสุขในทุกวันที่ได้อยู่ใกล้ชิดและได้เห็นใบหน้าของเธอ
วันใดที่เขาต้องไปทำงานสงสัยว่า่เวลานั้นเขาต้องใช้ความสามารถพิเศษบางอย่าง
เขาขับรถตรงไปที่วิลล่าของตนเองโดยตรง
หลังจากพวกเขามาถึงได้แค่สิบห้านาที
รถยนต์ของซ่งซ่านจิงแล่นเข้ามาจอดในวิลล่าของหลิวเย่
ซ่งเย่ที่นั่งอ่านหนังสือการแปรรูปสสารให้เป็สารZ เงยหน้ามองเห็นพ่อตนเองจึงเอ่ยถามเขาว่า
“พ่อไปดูบ้านแล้วหรือคะ?”
ซ่งซ่านจิงพูดตอบเธอด้วยท่าทางตื่นเต้นดีใจ
“ใช่ครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวิลล่าหลังใหญ่ใหญ่กว่าที่พวกเราอยู่กันตอนนี้อีกและราคาแค่สิบล้านหยวนเท่านั้นครับ”
“ดีแล้วค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
แสดงว่าหลิวเย่พูดความจริงที่ว่ามีวิลล่าราคาไม่แพงในแถบนี้
“ขอบคุณค่ะ”เธอหันหน้ามาขอบคุณหลิวเย่อย่างเป็ธรรมชาติ
“ไม่เป็ไรครับ”หลิวเย่เกาหัวยิ้มเขินอาย
เขาไม่กล้าบอกความจริงว่าตนเองบังคับลูกน้องให้ขายราคาถูกกับพ่อเธอ
“ต้องตกแต่งอีกไหมคะ?” ซ่งเย่ถามพ่อเธอเสียงเรียบ
“ไม่จำเป็ครับน่าแปลกที่พวกเขาตกแต่งเรียบร้อยแล้ว มีเฟอร์นิเจอร์ครบถ้วน เป็่ลดพิเศษและมีของแถม”
ซ่งซ่านจิงครุ่นคิดด้วยความดีใจและแปลกใจปนกัน
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะย้ายกันเมื่อใดดีคะ?”ซ่งเย่้าอยู่ที่ใหม่ซึ่งสะดวกกว่าวิลล่าของตระกูลซ่ง
“เย่เอ๋ออยากย้ายเร็วไหมครับ?” ซ่งซ่านจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขากำลังวิตกกังวลเื่การเจรจากับพ่อแม่และพี่ชาย
“ใช่ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ายืนยัน
“งั้นวันจันทร์ที่จะถึงนี้ครับ”ซ่านจิงตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อลูกของเขา
“วันหยุดนี้หนูจะไปหาแม่นะคะ”เธอบอกพ่อเบาๆ
“เดินทางไปอย่างไรครับ?” น้ำเสียงห่วงใยของซ่านจิงถามขึ้น
“ไม่ต้องห่วงครับผมจะไปกับเธอด้วย” หลิวเย่รับรองกับพ่อเธอ
“ขับรถดีๆนะครับ”ซ่านจิงพยักหน้ายอมรับ
ั้แ่พวกเขาได้ทำงานด้วยกันในคืนที่ผ่านมา
ความไว้วางใจและเชื่อใจเริ่มมีมากขึ้น
ซ่งซ่านจิงที่พบเจอผู้คนและได้ติดต่อธุรกิจมามากมายจนบริหารให้บริษัทประสบความสำเร็จได้ดี
เขาพบว่าหลิวเย่เป็ชายหนุ่มที่จริงจังในการทำงาน
และไม่มีท่าทีที่จะรังแกลูกสาวตนเองหรือทำสิ่งที่ไม่สมควรแต่อย่างใด
สร้างความพึงพอใจให้กับเขาได้หนึ่งส่วน
..........
หลังจากทานอาหารเย็นด้วยกัน
พวกเขาทั้งสามคนช่วยกันทำงานที่ค้างไว้
คืนนี้งานรุดหน้าเร็วขึ้นเนื่องจากตอนเช้าที่ซ่งเย่ไม่ได้เรียนตามปกติ
ทำให้เธอมีเวลาคิดค้นและสร้างแบบร่างเครื่องมือที่ช่วยลดขั้นตอนในการผลิต“ปุ๋ยแห่งอนาคต”
พวกเขาแยกย้ายกันพักผ่อนเวลา23.00 น.
โดยพ่อของเธอที่ไม่้าให้ลูกสาวตนเองพักผ่อนน้อยเกินไป
และหลิวเย่เองก็เห็นด้วย
พวกเขากังวลว่าเธอจะไม่สูงขึ้น
ในตอนนี้ซ่งเย่สูง165 เิเแล้ว แต่พวกเขาทั้งสองคนยังไม่พอใจ
..........
เช้าตรู่ซ่งเย่เก็บข้าวของทั้งหมด
สำหรับเสื้อผ้าและของใช้อื่นๆพ่อเธอบอกว่าจะจัดการขนย้ายให้เอง
ซ่งเย่จึงมีแค่กระเป๋าเป้หนึ่งใบและเสื้อผ้าจำนวนหนึ่ง
เธอตั้งใจจะไปค้างคืนกับแม่ของเธอ
และชักชวนแม่เธอให้กลับคืนมาอยู่ร่วมกัน
หลิวเย่มารับเธอั้แ่05.00 น.
“สาวน้อย เมื่อคืนหลับสบายดีไหมครับ?” หลิวเย่ถามด้วยความห่วงใย
เขากลัวว่าเธอจะกังวลในการไปพบแม่ที่ไม่ได้เห็นหน้ากันมานานกว่า17 ปี
“หลับสบายดีค่ะ”ซ่งเย่ตอบตามจริง
“ดีแล้วครับพวกเราไปทานอาหารเช้าข้างนอกกันนะครับ” เช้านี้เขาไม่ได้เตรียมอาหารเช้าให้กับเธอ
“ตกลงค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้ารับรู้
จากนั้นเธอหยิบหูฟังมาสวมเช่นเคย
หลิวเย่ส่ายหัวเบาๆและยิ้มกว้างอย่างเข้าใจ
พวกเขาใช้เวลาเดินทาง3 ชั่วโมง
หลิวเย่ขับรถเข้าเขตเมืองเหอเป่ยคล้ายกับรู้เส้นทางที่จะไปร้านอาหารของแม่ซ่งเย่
“คุณรู้เส้นทางหรือคะ?” ซ่งเย่ถามด้วยความงุนงง
“ไม่ครับ ผมแค่รู้สึกหิวข้าวเลยคิดว่าแถวนี้น่าจะมีร้านอาหารสักร้านครับ”หลิวเย่ไม่ได้ตอบตามตรง
“ค่ะ”ซ่งเย่ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอเองก็เริ่มหิวเช่นกัน
พวกเขาทานอาหารเช้าข้างทางแบบง่ายๆซึ่งในตอนนี้พวกมันถูกย่อยสลายไปหมดแล้ว
“เอี๊ยด”หลิวเย่จอดรถหน้าร้านอาหารเล็กๆ ร้านหนึ่งชื่อ “ม่านเอ๋อ”
“หือ!”ซ่งเย่ประหลาดใจที่พบว่าหลิวเย่พาเธอมาที่ร้านของแม่เธอได้ถูกต้องเธอจ้องมองเขาด้วยความสงสัย
“ผมสอบถามข้อมูลมาจากพ่อคุณครับ”เขาแก้ตัวเสียงอ่อนเมื่อพบกับการจ้องมองนั้น
“อ้อ”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจ
พวกเขาเดินเข้าไปในร้านที่มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งทานอาหารแค่10 ชุด
และเวลานี้ไม่มีลูกค้าอยู่ในร้าน
พลันมีหญิงชราคนหนึ่งเดินมาทักทายพวกเขา
“สวัสดีค่ะนั่งก่อนสิอยากทานอะไรกันบ้างคะ?” น้ำเสียงอันอ่อนโยนนั้นทำให้ซ่งเย่รู้สึกอบอุ่นหัวใจ
เธอนั่งจ้องมองใบหน้าของหญิงชราด้วยความรู้สึกคุ้นเคยใกล้ชิด
หญิงชราเห็นใบหน้าของเธอแล้วพลันมีน้ำตารื้นขอบตาและพูดเสียงเบาว่า“เธออายุเท่าไหร่แล้วจ๊ะเด็กน้อย?”
เธอคิดถึงหลานสาวที่หายสาบสูญไปของเธอที่น่าจะมีอายุใกล้เคียงกับเด็กสาวแสนสวยตรงหน้า
“คุณยายคะ” ซ่งเย่เอ่ยทักทายเธอทันที
“หือ! เธอเรียกว่าอะไรนะ?”หญิงชราตกตะลึงตัวแข็งทื่อและจ้องมองซ่งเย่เขม็ง
“คุณยายคะ หนูชื่อซ่งเย่ค่ะ”ซ่งเย่แนะนำตัวเองอย่างเป็ธรรมชาติ
หลิวเย่มองดูพวกเขาซ่งเย่และยายของเธอเงียบๆ
ในเวลานี้มีชายฉกรรจ์จำนวน4 คนเดินเข้ามาในร้าน ท่าทางของพวกเขาเหมือนกับอันธพาลที่มาหาเื่
“ยายม่อถึงเวลาจ่ายค่าคุ้มครองแล้ว!”ชายฉกรรจ์หน้าตาบูดบึ้งพูดขึ้นเสียงดัง
“พลั้ก ปั๊กตุ๊บ ปั้ง” หลิวเย่เตะต่อยพวกเขาทั้งหมดทันทีจนพวกเขาล้มฟุบกับพื้น
และส่งเสียงโอดครวญอย่างเ็ป“โอย! โอ๊ย!”
หญิงชราตกตะลึงอ้าปากค้าง“โอ๊ะ!”
ซ่งเย่เหลือบมองทั้งสี่คนด้วยใบหน้าเรียบเฉยเ็าและก้าวเท้าไปหาชายคนที่ข่มขู่ยายของเธอ
ซ่งเย่ดึงผมบนหัวให้เขาเงยหน้าขึ้นเผชิญกับเธอและถามเสียงเ็า“ใครส่งพวกแกมา?”
“อึ๊ก! พวกแกทำกับพวกเราแบบนี้อย่าคิดว่าจะรอดชีวิตได้!”ชายหน้าบูดยังคงข่มขู่เธอ
มุมปากซ่งเย่กระตุกด้วยความโมโหจากนั้นกำลังจะชกหมัดเข้าที่ใบหน้าของมัน
พลันหลิวเย่จับข้อมือของเธอเอาไว้และบอกกับเธอ“ผมจะทำเอง อย่าให้มือเธอเปื้อนเลยครับ”
“ตุ๊บ!” เท้าหลิวเย่เตะใบหน้าชายคนนั้นจนหมุนคว้างไปทั้งตัวและหมดสติทันที
“ใครเป็เ้านายพวกแก?” เขาหันหน้าไปถามชายทั้งสามคนที่ตอนนี้ถอยหลังไปรวมตัวกันด้วยความหวาดกลัว
“เป็พี่เคพี่เคแห่งเหอเป่ย!”ชายคนหนึ่งรีบร้อนบอกอย่างรวดเร็ว
เส้าม่านเอ๋อที่อยู่ในครัวเมื่อได้ยินเสียงเอะอะหน้าร้าน
เธอรีบวิ่งออกมาด้วยความเป็ห่วงแม่ของตนเอง
ปรากฏว่าภาพที่เห็นตรงหน้าคือชายฉกรรจ์สี่คนมีสภาพเืท่วมตัวและได้รับาเ็กันทุกคน
ส่วนม่อฮวาแม่ของเธอยืนตกตะลึงอยู่มุมหนึ่ง
มีชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาและเด็กสาวสวยงามยืนเคียงข้างกัน
พวกเขายืนเผชิญหน้ากับชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนนั้น
“แม่คะ เป็ยังไงบ้างคะ?” เสียงะโของเส้าม่านเอ๋อทำให้ซ่งเย่และหลิวเย่หันมามอง
“แม่ค่ะ”ซ่งเย่เอ่ยทักทายกับหญิงวัยกลางคนตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“.....”เส้าม่านเอ๋อเอามือปิดปากด้วยความตื่นใ
เธอมึนงงและสับสนกับเหตุการณ์ตรงหน้านี้
“เกิดอะไรขึ้น?” เส้าม่านเอ๋อยังคงสับสนมึนงง
“หนูชื่อซ่งเย่พ่อชื่อซ่งซ่านจิง ดังนั้นแม่ใช่แม่ของหนูไหมคะ?” ซ่งเย่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา
“ซ่งเย่ ซ่งเย่ลูก.....ลูกสาวของฉัน จริงหรือนี่?!”เส้าม่านเอ๋อพูดติดขัดด้วยความใ
“หลานสาวของฉันจริงหรือ?” ม่อฮวาเองก็ตื่นใเช่นกัน
“.....” ซ่งเย่พยักหน้าแทนคำตอบ
เส้าม่านเอ๋อและม่อฮวาต่างพากันโผเข้ากอดเธอแน่นด้วยความรักและคิดถึง
เสียงร้องไห้ด้วยความยินดีดังลั่น
ด้านหลิวเย่ได้นัดหมายกับเพ่ยเหวินซีให้เขามาพบกันที่นี่
เขาตรวจสอบสถานการณ์ของแม่เธอแล้วและ้าจัดการแก๊งอันธพาลที่สร้างความเดือดร้อนให้กับแม่เธอ
แต่เขาคิดว่าบางทีสาวน้อยของเขาอาจจะ้าจัดการด้วยตัวเธอเอง
“คุณยายคะ แม่คะก่อนจะไปพบคุณตา หนูขอไปทำธุระก่อน อีกไม่นานจะกลับมาค่ะ”
ซ่งเย่พูดยาวๆเพื่อให้พวกเขาสบายใจ
“ลูกจะไปไหนเย่เอ๋อร์?” เส้าม่านเอ๋อที่เพิ่งจะได้พบลูกสาวของตนเป็ครั้งแรกั้แ่เธอหายไปเมื่อเกิดได้ไม่กี่วัน
พลันรู้สึกเกิดความหวงแหนและห่วงใยอย่างสุดซึ้ง
“แม่ไม่ต้องเป็ห่วงค่ะหนูไปไม่นาน” ซ่งเย่กล่าวลาพวกเขา
เมื่อเธอหันหน้ามาหาหลิวเย่พบว่าเขาพยักหน้าเข้าใจว่าเธอ้าสื่อความหมายใด
“ไปกันเถอะครับ”เขาพร้อมสนับสนุนสาวน้อยของเขา
ไม่ว่าเธอจะทำอะไรเขายินดีช่วยเหลือเธอทุกอย่าง
“พาพวกมันไปด้วย!” ซ่งเย่หันหน้าไปสั่งชายสองคนที่พอจะลุกเดินได้ให้ไปประครองเพื่อนอีกสองคนไปด้วยกัน
“ไป๊! นำทางไป!”หลิวเย่สั่งเสียงเข้ม
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
พวกเขาทั้ง 6คนมาถึงวิลล่าหรูบนเนินเขาแถบชานเมืองหลังหนึ่ง
“วื้ด! ฟุ้บ!”ทันใดนั้นมีชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งบินมาจากท้องฟ้าแล้วลงจอดอย่างนิ่มนวลใกล้กับรถฮัมเมอร์
ซ่งเย่หันไปมองด้วยความแปลกใจ
เอสเปอร์อีกคนหนึ่งเหรอ
แต่ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คนที่เห็นภาพนั้นต่างพากันตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
นี่มันยอดมนุษย์จากที่ไหนกัน?!
พวกเขาจะต่อสู้ได้อย่างไรกัน?!
“เขาเป็ลูกน้องผมเองครับชื่อเพ่ยเหวินซี” หลิวเย่พูดอธิบายให้เธอฟัง
“ค่ะ”ซ่งเย่พยักหน้าเข้าใจ
“ไป๊! ลงรถและนำพวกเราเข้าไปข้างใน”หลิวเย่หันมาสั่งพวกอันธพาลทั้งสี่คน
“จะเจรจาก่อนหรือจัดการเลยครับผม”หลิวเย่หันมาถามซ่งเย่ เขาไม่แน่ใจว่าเธอ้าจัดการแบบไหน?
“จัดการเลยค่ะ” ซ่งเย่ไม่ชอบทิ้งปัญหาไว้
“เยี่ยม! แบบนี้น่าสนใจ!”เสียงดังอย่างพอใจของเพ่ยเหวินซีดังขึ้น
หากให้เขาเร่งรีบเหาะบินมาแล้วมาคุยกันเฉยๆนั่นน่าเบื่อ แต่ถ้าได้ยืดเส้นยืดสายค่อยน่าสนใจ
ดังนั้นชายทั้งสี่คนเมื่อลงจากรถแล้วจึงถูกเพ่ยเหวินซีเตะซ้ำอีกรอบจนหมดสติกันทุกคน
เสียงต่อสู้กระตุ้นให้อันธพาลจำนวนมากกรูออกมาจากประตูวิลล่า
อันธพาลต่างพากันกรูเข้าปะทะกับพวกของหลิวเย่
แต่อนิจจา!!
มันกลับกลายเป็การต่อสู้ฝ่ายเดียวอย่างแท้จริง
ไม่มีใครสามารถทนทานต่อการเตะต่อย กระแทก และอาวุธที่เป็อวัยวะอันแข็งแกร่งและแหลมคมของซ่งเย่ไปได้
หลิวเย่ปล่อยให้สาวน้อยระบายความโกรธอย่างเต็มที่
อันที่จริงเขาสามารถทำลายวิลล่าตรงหน้าได้ด้วยหมัดเดียว
แต่เมื่อเห็นสาวน้อยคล้าย้าระบายอารมณ์เขาจึงเปิดโอกาสให้เธออย่างเต็มที่
ในเวลานี้ซ่งเย่กำลัง้ากระสอบคนเพื่อฝึกปรือฝีมือ
ถึงแม้ว่าเธอสามารถทำลายวิลล่าตรงหน้าได้ด้วยพลังจากศิลปะซาเซินแค่กระบวนท่าเดียว
แต่มันง่ายเกินไปสู้เล่นไปกับพวกมันสักพักก่อน
ทันใดนั้น “ปั้ง!” เสียงปืนดังขึ้นจากหน้าห้องโถงวิลล่า
หลิวเย่หายตัวแว็บเดียวไปโผล่ตรงหน้าชายตาเดียวที่ยิงปืนใส่พวกเขา
เขาบีบคอชายตาเดียวด้วยมือข้างเดียวและยกสูงเหนือพื้น
“อ๊อก! อ๊อก!”เสียงสำลักอากาศของเคดังขึ้น
ส่วนมือปืนคนอื่นๆถูกเพ่ยเหวินซีตามสังหารจนหมดสิ้น
“เค?” ตอนนี้ซ่งเย่มายืนข้างหลิวเย่และหรี่ตามองชายตาเดียวที่พยายามดิ้นรนต่อสู้เนื่องจากขาดอากาศหายใจ
หลิวเย่คลายมือออกเล็กน้อย“อือ” เสียงตอบรับอย่างยากลำบากมาจากชายตาเดียว
“เก็บค่าคุ้มครองงั้นหรือ?” ซ่งเย่ถามด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
เธอไม่เสียเวลาถามอีกและใช้หมัดพุ่งกระแทกหน้าอกของเคโดยตรง “กร๊อบ!ฟุ้บ!”
กระดูกซี่โครงหักแล้วทิ่มหัวใจของเคทันที!
“เอื๊อก! อึ๊ก!”เสียงหายใจขาดห้วงและสงบลงเมื่อหัวใจหยุดเต้น
หลิวเย่รู้สึกเสียวสันหลังวาบเธอดูโเี้ด้วยใบหน้าที่เฉยเมย
สาวน้อยของเขาโหดร้ายเสียจริง!
เขาต้องระวังตัวมากขึ้นและไม่ทำให้เธอโกรธไม่เช่นนั้นเขาอาจมีจุดจบแบบพวกเขา