เทพสงครามมังกรเทวะ

    สามเทพ

    ณ ทะเลดวงดาวไร้ขอบเขต ในทิศตะวันตกของจักรวาลชายหนุ่มผมสีฟ้าครามคนหนึ่งอยู่อยู่กลางทะเลสาบที่งดงามเต็มไปด้วยแสงระยิบระยับของแสงดาว ด้านข้างของเขานั้นมีตรีศูลสีทองขนาดเเกะสลักรวดลายวิจิตรงดงามและแผ่ออร่าพลังสยบฟ้าอันมากล้น ด้านข้างของเขามีชายผมเขียวมรกตและหญิงงามผมสีดำสนิทที่กำลังนั่งดื่มชาพร้อมกับเล่นหมากกับเขาอยู่ ในเวลานั้นเองชายหนุ่มกับชะงักหมากของตนและมองไปยังทิศทางหนึ่งที่ตอนนี้มีชายสองคนกำลังทะยานลงมา

     

    "เป่ยหนาน มีเรื่องสำคัญถึงขนาดมาในเวลานี้เชียวหรือ"ชายผมสีฟ้าครามกล่าวขึ้น เขาไม่ใช่ใครนอกจากเทพสมุทร เป่ยฮ่าวหลาน ผู้อยู่เหนือสายเลือดเทพสมุทรทั้งปวง

     

    "คาราวะท่านเทพสมุทร ท่านเทพแห่งนภา และท่านเทพธิดาราตรีขอรับ ตอนนี้รุ่นเยาว์ที่เข้าไปสำรวจมิติลึกลับได้กลับมาแล้วขอรับและมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องกล่าวรายงาน"เป่ยหนานผสานมือคาราวะ ท่านเจ้าเหนือหัวของเขาทั้งสามคนพร้อมว่ากล่าว

     

    "เรื่องสำคัญ!! เรื่องนี้น่าสนใจเสียแล้ว หลายล้านปีมานี้ไม่เคยมีเรื่องใดที่ทำให้ข้าสนใจได้เลย หวังว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง"เทพสมุทรเป่ยฮ่าวหลานกล่าวขึ้น อีกสองเทพเองก้มีท่าทีสนใจในเรื่องนี้เช่นกัน

     

    "เรียนท่านเทพสมุทร ข้าเป่ยหาน ผุ้นำรุ่นเยาว์รุ่นที่สิบขอรับ"เป่ยหานเดินไปผสานมือคาราวะจากนั้นเขาก็กล่าวรายงานเรื่องราวทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมิติลึกลับ เรื่องตัวตนของอาชูร่า และเรื่องของเฟยหรงที่มีสัญลักษณ์ตรีศูลสีทองอยู่บริเวณหน้าผากด้วย และยังไม่ลืมที่จะนำหยกบันทึกเสียงที่มีข้อความของเฟยหรงไปให้พวกเขาทั้งสามได้ฟัง

     

    "ตูม!"

     

    "ฮ่าๆๆคิดไม่ถึงๆจริงๆว่าโลกใบนั้น จะก่อกำเนิดสายเลือดเต็มสิบส่วนถึงขนาดเรียกสัญลักษณ์ตรีศูลขึ้นมาได้แถมยังมีตั้งสองคนด้วยกัน ช่างเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมจริงๆ จีเหยา หยุนจิน พวกเจ้าว่าข้าควรจะไปรอพวกเขาดีหรือไม่"เทพสมุทรกล่าวอย่างดีใจ เหมือนกับได้ของขวัญอันล้ำค่าอย่างไรอย่างนั้น เนื่องจากเขาไม่มีทั้งภรรยาและบุตรหรือต่อให้มีสายเลือดเต็มสิบส่วนก็เป็นอะไรที่หายากมาก แม้ในตอนนั้นเขาจะจำได้ว่าแบ่งเลือดของตัวเองเพื่อก่อกำเนิดตระกูลเป่ยในโลกมนุษย์แต่ด้วยต้องใช้องค์ประกอบต่างๆทำให้สายเลือดนั้นก็บริสุทธิ์เพียงแค่เก้าส่วนเท่านั้นเอง

     

    "พี่ใหญ่ท่านตื่นเต้นเกินไปแล้ว ที่เขาบอกมาไม่ใช่จะเกิดในวันสองวันนี้เสียหน่อยแต่ถึงอย่างไรก็ต้องแสดงความยินดีกับท่านด้วยที่จะมีศิษย์สืบทอดกับเขาเสียที"เทพวายุหยุนจินกล่าวอย่างยินดี บอกตามตรงเขารู้สึกอิจฉาพี่ใหญ่ของเขาเล็กน้อยเนื่องจากตระกูลหยุนที่เขาสร้างขึ้นไว้นั้นไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้

     

    "ข้าก็ขอแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ด้วยเจ้าค่ะ เอาตอนนี้ที่โลกเปิดผนึกจริงพวกเราเองจะก็ไปกับท่านด้วยถึงอย่างไรสามตระกูลนั้นพวกเราก็สร้างเอาไว้ ดังนั้นสมควรจะรับมาอยู่ที่ทะเลดวงดาวได้แล้ว"เทพธิดาแห่งราตรีกล่าวขึ้น นางเองก็นึกถึงตระกูลจีที่อยู่ในโลกมนุษย์เช่นเดียวกันเพราะถึงอย่างไรตระกูลนั้นก็ถือว่ามีสายเลือดของนางไหลเวียนอยู่

     

    "เช่นนั้นก็ได้ ผ่านมาหลายล้านปีในที่สุดก็มีอะไรที่ทำให้ข้าสนใจได้เสียที"เทพสมุทรนั่งลงพร้อมกล่าวขึ้น เทพวายุและเทพธิดาราตรีพากันหัวเราะยกใหญ่ ถึงอย่างไรพวกเขาก็มาจากที่เดียวกัน สาบานเป็นพี่น้องและสร้างขุมกำลังทะเลดวงดาวมาด้วยกันเรื่องแบบนี้พวกเขาจะมีความสุขก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

     

    "อืม ว่าแต่พวกมันมีการเคลื่อนไหวบ้างหรือยัง"เทพสมุทรกล่าวถาม อีกสองคนทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาในทันที

     

    "ยังเลยเจ้าค่ะ พวกมันลึกลับซับซ้อนเกินไปแม้แต่ย่างก้าวแห่งราตรีของข้าก็ไม่สามารถหลบสายตาพวกมันได้"เทพธิดาแห่งราตรีกล่าว

     

    "คราก่อนเพราะข้าทะลวงระดับนานเกินไปจนทำให้นิกายหิมะขาวที่มีบุญคุณกับข้าต้องล่มสลาย ตำหนักจักรวาลรัตติกาลอีกไม่นานพวกเจ้าจะต้องชดใช้ในเรื่องราวนี้"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความแค้นและชิงชัง ในตอนที่เขาทะลวงระดับเทพอมตะใหม่นิกายหิมะขาวได้ช่วยชีวิตของเขาไว้หนึ่งครั้ง แต่ในทางกลับกันเขาไม่อาจจะช่วยอีกฝ่ายเอาไว้ได้ นี่จึงเป็นตราบาปในใจของเขาเรื่อยมา

     

    "พี่ใหญ่อย่าโทษตัวเอง ในเวลานั้นเป็นข้าเองที่ไร้ความสามารถไปไม่ทันการ หากจะมีใครแบกรับบาปนี้ไว้ย่อมไม่ใช่ท่านแต่เป็นข้า"หยุนจินกำหมัดแน่น วันนั้นเขาตามไปไล่ล่าฆ่าฟันตำหนักจักรวาลรัตติกาลและตำหนักอาญาสวรรค์จนต้องเสียหายหนัก อีกทั้งยังทำให้เจ้านิกายคนก่อนของพวกมันต้องบาดเจ้บสาหัสแต่ไม่อาจที่จะลบเลือนความแค้นในใจได้ โชคยังดีที่ในเวลานั้นเขาพบฮูหยินเสวียที่กระเด็นออกมาไกลแต่สามีของนางกลับตายตกอย่างน่าเวทนา

     

    "พี่ใหญ่ พี่รอง เรื่องมันนานมากแล้ว ท่านทั้งสองไม่ควรมีใครรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครคาดคิดว่าพวกมันจะลงมือ ท่านเอาเวลาที่แค้นเคื่องมาหาทางจัดการมันไม่ดีกว่าหรือ"จีเหยาว่ากล่าวพร้อมถอนหายใจ

     

    "หึ แค่ตำหนักอาญาสวรรค์พวกเราสามารถทำลายมันได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว หากไม่ติดที่พันธมิตรของมันคือตำหนักรัตติกาลที่แสนจะลึกลับข้าคงทำลายมันจนสิ้นซากไปแล้ว"เป่ยฮ่าวหลานกล่าว เขาไม่ได้กลัวตำหนักจักรวาลรัตติกาลเพียงแต่หากไม่รู้อะไรเกี่ยวกับศัตรูและทำอะไรลงไปเกรงว่าจะมีผลร้ายมากกว่าผลดี

     

    "แล้วท่านว่าเราควรจะเปิดเผยขุมกำลังของพวกเราเลยดีหรือไม่"หยุนจินกล่าวถาม

     

    "ยังก่อน อยู่ในที่ลับดีกว่าในที่แจ้ง พวกมันเองก็ยังไม่รู้ถึงตัวตนของเรามากนัก รอให้พวกเราไปรับขุมกำลังที่โลกก่อนค่อยว่ากัน ข้าว่าพวกเขาจะนำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาให้พวกเราอย่างแน่นอน"เป่ยฮ่าวหลานกล่าวอย่างคาดหวังในเวลานั้นตรีศูลสีทองเกิดการสั่นไหวเล็กน้อย

     

    ตัดภาพกลับมาที่มิติเร้นลับ เฟยหรงและเฟิงหยาลี่ในเวลานี้ได้ออกมาจากแหวนมิติจิตวิญญานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งพวกเขายังไม่อยากจะเสียเวลาอีกต่อไป เฟยหรงไปส่งนางยังรอยแยกมิติที่ติดต่อกับขุมกำลังของนางก่อนที่จะกล่าวร่ำลากัน ชายหนุ่มยังไม่ลืมที่จะกลายร่างเป็นเทพมังกรขนาดใหญ่พร้อมกับฉีกเอาเกล็ดสีรุ้งของตัวเองออกมาและบรรจุพลังของบัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงเอาไว้และมอบให้กับนาง

     

    เพียงแค่มีมันเฟยหรงมั่นใจว่าต่อให้เป็นเทพนิรันทร์ยังต้องโดนแผดเผาเนื่องจากที่บรรจุเอาไว้ไม่ใช่พลังปราณของชายหนุ่มแต่เป็นอำนาจเหนือโลกหล้าของบัลลังก์ราชันที่แผดเผาได้ทุกสิ่ง เฟิงหยาลี่เมื่อเห็นจึงเก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดีก่อนจะกอดชายหนุ่มและบรรจงจูบไปหนึ่งครั้งก่อนที่นางจะออกจากมิติไป

     

    "รอก่อนนะ ข้าจะรีบไปหาเจ้าแน่นอน"เฟยหรงยกยิ้ม เวลานี้เขารู้คำใบ้ตำแหน่งของบัลลังก์ราชันแล้วดังนั้นเขาจึงตื่นเต้นที่จะได้ค้นหามันในทันทีเมื่อออกไป แต่เมื่อออกมาจากรอยแยกมิติของตนเองเฟยหรงถึงกับต้องคิ้วขมวดเนื่องจากตอนนี้เหล่าจักรพรรดิเทวะมากมายกำลังล้อมเขาเอาไว้อยู่ แน่นอนว่าพวกมันต้องเป็นขุมกำลังที่ส่งรุ่นเยาว์จากโลกไปยังมิติเร้นลับอย่างแน่นอน

     

    "พวกเจ้าต้องการอะไร!!"เฟยหรงกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมถึงกับทำให้เจ้าเม่นน้อยบนหัวสะดุ่งตื่นขึ้นมาในทันใด แต่ถึงแม้ไม่กล่าวถามเฟยหรงก็รับรู้ได้ว่าพวกมันต้องการในมรดกที่เขาได้รับมาอย่างแน่นอน เพราะสีหน้าที่เต้มไปด้วยความโลภนั้นไม่สามารถปิดบังได้

     

    "ฮ่าๆๆไม่ต้องล่าวให้มากความ ส่งมรดกทั้งหมดที่เจ้าได้รับมาแล้วเจ้าจะได้ตายอย่างไร้ความเจ็บปวด!"ผู้นำตระกูลหลงกล่าวขึ้นเฟยหรงเมื่อได้ยินเขาก็อดยกยิ้มในใจไม่ได้ที่แท้ตระกูลหลงนี่เองที่กล้าหาเรื่องเขาโดยหาแนวร่วมจากสำนักระดับสุงต่างๆที่ยังไม่รู้เรื่องของเขาทำให้พวกมันกล้าถึงขนาดนี้

     

    "เหอะ ที่แท้ก็สุนัขรับใช้จักรพรรดิมังกรนี่เอง หาเรื่องตาย!!"เฟยหรงเค้นเสียงดังกังวาล ทักษะวิชาวิถีแห่งราชันของเขาทำงานในทันที อยู่ดีๆแรงกดดันไร้รูปลักษณ์ก็แผ่ขยายเป็นวงกว้างนับร้อยลี้ ผู้ที่มีระดับตำกว่าจักรพรรดิเทวะขั้นกลางไม่อาจต้านทานอำนาจสยบฟ้าได้และล่วงหล่นลงหมอบกราบในทันใด ส่วนผู้ที่มีระดับจักรพรรดิขั้นกลางขึ้นไปเพียงแค่ไม่สามารถบินในอากาศได้ก็เท่านั้น ด้วยวิถีแห่งราชันจะมีผู้ใดยืนอยู่สูงกว่าชายหนุ่มผู้ใช้มันได้อย่างไรนี่คือทักษะที่แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติแห่งราชัน

     

    "อะไรกัน!!"หลายคนตื่นตระหนกในอำนาจสยบที่ไม่อาจต้านได้ เฟยหรงยกยิ้มเย็นในใจและใช้ต่อด้วยย่างก้าวแห่งราชันเพื่อเพิ่มแรงกดทับเข้าไปอีก หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว เพียงแค่สามก้าวเท่านั้นจักรพรรดิเทวะขั้นต้นถึงกับกระดูกแตกละเอียดบาดเจ็บสาหัสในทันที ในขณะที่เฟยหรงกำลังจะใช้ก้าวที่สี่นั้นเองชายหญิงสองคนปรากฏตรงหน้าของเขาอย่างรวดเร้วและนั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเทพสมุทรเป่ยเฉินและเป่ยอวิ้นเอ่อนั่นเอง

     

    "ก็ว่ามีจอมโจรเทพสมุทรปรากฏตัวขึ้นข้าก็คิดว่าใครที่ไหนที่แท้ก็เจ้าหลานชายที่ซุกซนนี่เอง"เป่ยอวิ้นเอ่อกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ส่วนเป่ยเฉินน่ะหรือก็ยังคงทำหน้านิ่งเฉยจนน่าหมั่นใส้เช่นเดิม เฟยหรงที่เห็นว่าทั้งสองจากสีหน้าที่โหดเหี้ยมเมื่อครู่ก็กลายเป้นรอยยิ้มในทันใดและพุ่งไปหาท่านยายของเขาในทันทีโดยไม่ได้สนใจพวกมันที่กำลังหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย

     

    "ท่านยาย"เฟยหรงกระโดดไปกอดเป่ยอวิ้นเอ่อในทันที ส่วนเป่ยเฉินผู้เป็นตาน่ะหรือเข้าไม่สนใจหรอก รอให้เลิกทำหน้าตาเย็นชาให้ได้ก่อนค่อยมาว่ากัน

     

    "ไงเจ้าหลานซน จักรพรรดิเทวะขั้นกลางช่างเป้นสัตว์ประหลาดตัวน้อยของยายเสียจริงๆ"

     

    "หุหุ มีหลายๆอย่างเกิดขึ้นน่ะขอรับกลับไปเที่ยวหอกระบี่กับข้าเถอะ เดี๋ยวข้าจะเล่าเรื่องราวให้ฟัง ท่านแม่เองก็คงดีใจที่ได้เจอท่าน"เฟยหรงกล่าวอย่างตื่นเต้น

     

    "ก็ได้ๆถือว่าไปเที่ยวพักผ่อน"เป่ยอวิ้นเอ๋อ เป่ยเฉิน และเฟยหรงหายไปในทันที ในช่วงเวลานี้บทสนทนาของพวกเขาทำให้หลายขุมกำลังถึงกับขนหัวลุกซู่ พร้อมมองที่ไปตระกูลหลงอย่างโง่งม บัดซบ! นี่ไม่ใช่พวกเขาตั้งตนเป็นศัตรูกับหอกระบี่ดาวตกและมหาสมุทรนิรันทร์หลอกหรือ ยิ่งคิดพวกเขายิ่งรู้สึกหวาดกลัวไปถึงกระดูกดำหลังจากกลับไปทุกขุมกำลังเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องปิดผนึกตัวเองเสียแล้ว

     

    ส่วนตระกูลหลงนั้นตอนนี้หน้าวีดเผือดอย่างที่ไม่เคยเป็นพวกเขานึกไปถึงคำกล่าวของเฟยหรงที่ให้ไว้ตอนที่ไปเยือนตระกูลหลง 'อีกหน้าปีสิษยืของข้าจะมาคิดบัญชีทั้งต้นทั้งดอก'ด้วยคำพูดนี้หากมีเพียงหอกระบี่ดาวตกอย่างเดียวเกรงว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เมื่อบวกกับมหาสมุทรนิรันทร์ไปด้วยไหนเลยมันจะกล้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ นั่นคือสามขุมกำลังใหญ่เชียวนะ

     

    "ไม่ได้การ!! ข้าต้องรีบนำเรื่องไปปรึกษากับท่านจักรพรรดิมังกรและผู้อาวุโส"ผู้นำตระกูลหลงรีบพุ่งทยานไปในทันทีเวลานี้ในใจของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด