อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 44 ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา

    บทที่ 44 ปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา




    “นักเรียนทุนผู้หญิงมีทั้งหมด 4 คน สองคนก็คือพวกเราที่เธอได้เห็นเมื่อวาน รวมเธอด้วยก็เป็นสามคน ส่วนนักเรียนทุนหญิงอีกคน...ได้ยินว่าถูกทำร้ายที่ทางเข้าจึงไม่ได้เข้าร่วมการทดสอบ ตอนแรกพวกเราไม่ได้รวมตัวกันเพราะไม่รู้จักกันมาก่อน ทั้งยังมาเวลาไม่ตรงกันด้วย ดังนั้นจึงถูกรังแกกันทุกคน ฉันจึงคิดว่าเพื่อแก้ไขปัญหานี้...พวกเราควรจะมาอยู่ด้วยกันเลย 4 คน”




    “พวกนักเรียนจากเขตชั้นในคิดว่าตัวเองสูงส่งมากนักล่ะมั้ง พวกนั้นจึงไม่เห็นหัวพวกเราเลย แสดงท่าทางรังเกียจอย่างชัดเจน แถมยังรังแกกันด้วย เดิมทีฉันก็ต้องการที่จะสู้ล่ะนะ แต่พวกนั้นมีทรัพยากรมากมายตั้งแต่เด็กแล้ว พลังของอีกฝ่ายก็เลยอยู่เหนือกว่า พวกมันก็ยิ่งทำเหมือนกับฉัน...ไม่สิ! นักเรียนทุนทั้งหมดเป็นเหยื่อในการระบายความโกรธของพวกมัน”




    “แทนที่พวกเราจะกระจายกันอยู่แล้วเป็นที่ระบายอารมณ์ของพวกนั้น สู้มาอยู่ร่วมกันดีกว่า ถ้าเธอเอาด้วย...อย่างนั้นพวกเราก็ไปขออาจารย์กันเถอะ”


                


    ได้ยินคำของนักเรียนทุนคนนั้น อันซูหยวนก็แค่นหัวเราะออกมาทันที เธอมองอีกฝ่ายด้วยความเหนื่อยใจ แม้จะรู้ว่าการถูกรังแกนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกดีนัก แต่นี่เป็นปัญหาของเธอหรอ?


                


    อีกฝ่ายมาพบเธอที่นี่ ทว่า...กลับบอกว่าถ้าเธอเห็นด้วย อย่างนั้นก็ไปขออาจารย์กัน นี่ไม่ได้หมายความว่า นักเรียนทุนคนนี้กำลังรอเธอเพื่อที่จะให้เธอออกหน้าบอกกับอาจารย์หรอกใช่ไหม




    “ขอโทษนะ ฉันอยู่กับพวกรุ่นพี่แล้วค่อนข้างดี ถ้าเธออยากจะย้ายห้องพัก อย่างนั้นก็ไปแจ้งอาจารย์เองเถอะ” 




    “นักเรียนทุนอัน เดี๋ยวก่อน!” เมื่อเห็นว่าซูหยวนกำลังจะจากไป นักเรียนคนนั้นก็รีบวิ่งมาดักหน้าเอาไว้ ท่าทางของเธอไม่ค่อยจะพอใจเท่าไรนักในขณะที่พูดเหตุผลที่แท้จริงออกมา




    “เพราะเธอถูกเลือกโดยสกุลจาง ดังนั้นก็เลยถูกมองว่ามีค่ากว่าพวกเรา เหมือนกับเมื่อวานที่มีอาจารย์ยอมรับเธอเป็นศิษย์ทั้งๆที่เธอก็ซ่อนอยู่ข้างหลังเหมือนกันกับพวกเรา จากสิ่งที่เห็นนี้ก็คาดเดาได้เลยว่า ถ้าพวกเราไปกันสามคน อาจารย์ไม่มีทางฟังแน่ๆ ดังนั้นเธอจะต้องเป็นตัวแทนเพื่อพูดให้กับพวกเรา”


               


    นักเรียนหญิงกล่าวอย่างมุ่งมั่น สายตาของเธอมองไปที่ซูหยวนราวกับว่านี่ก็คือหน้าที่ที่อันซูหยวนต้องทำ ทั้งหมดเป็นเพราะเธอถูกตระกูลจางยอมรับ อย่างนั้นเธอก็ต้องแบกรับความเป็นอยู่ของนักเรียนทุนคนอื่นๆด้วย




    “นักเรียนทุนอัน หรือว่าเธอคิดว่าจะเอาตัวรอดตามลำพังกันล่ะ” 




    เมื่อเห็นว่าอันซูหยวนไม่น่าจะยอมร่วมมือด้วยดี นักเรียนทุนคนนั้นจึงพูดอีกประโยค ท่าทางของเธอราวกับกำลังจะบอกว่าอันซูหยวนแท้จริงแล้วเป็นคนสารเลวขนาดไหนที่ทิ้งพวกเธอได้ลงคอ


                


    อันซูหยวนเผยรอยยิ้มเยาะ อีกฝ่ายทำเหมือนกับว่าเธอติดหนี้บุญคุณค้างกันมาแต่ชาติปางก่อนอย่างไรอย่างนั้น เธอยังไม่ได้รู้จักชื่อของกันและกันเลยด้วยซ้ำ แค่เพียงเพราะว่าเธอก็เป็นนักเรียนทุนเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเธอจะต้องกลายเป็นกลุ่มเดียวกับอีกฝ่ายเสียหน่อย




    “นักเรียนทุน...ฉันไม่ได้คิดว่ามีปัญหาอะไรถ้าเธอมาขอให้ฉันช่วยเหลือ แต่ฉันก็ไม่เห็นปัญหาเหมือนกันถ้าฉันจะไม่ยอมช่วยเหลือเนื่องจากมันไม่ใช่เรื่องของฉัน”




    ซูหยวนหันหน้าไปเผชิญกับอีกฝ่าย เห็นทีจะต้องพูดคุยกันให้รู้เรื่องเสียแล้ว เธอไม่ต้องการจะพูดเรื่องนี้ซ้ำเป็นครั้งที่สอง เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ทำให้เธอรำคาญใจมากสองวันติดกันแล้ว




    “สำหรับสถานะนักเรียนทุนของเธอและของฉัน ไม่ได้มีความหมายว่าพวกเราเหมือนกัน ฉันและเธอ...พวกเราต่างกันตั้งแต่แรก อย่างที่เธอเข้าใจนั่นแหละ ฉันไม่ใช่นักเรียนทุนธรรมดาๆ แต่ฉันก็คือนักเรียนทุนที่สกุลจางสนับสนุน ดังนั้นช่วยอย่ามาเหมารวมฉันกับพวกเธอ”




    “แล้วก็...ฉันไม่ใช่คนใจดีที่จะมารับฟังปัญหาของใคร หรือแบกใครไว้ข้างหลัง ลำพังตัวฉันเองก็มีงานมากมายที่ต้องทำอีกมาก หากเธอจัดการปัญหาของตนเองไม่ได้ อย่างนั้นก็ลาออกจากสถาบันแล้วกลับไปที่เขตชั้นนอกเหมือนเดิมเถอะ ฉันเองก็มีปัญหาอีกมากที่ต้องพยายามผ่านมันไปให้ได้ และแน่นอนว่าฉันไม่เคยคิดขอความช่วยเหลือหรือโยนความรับผิดชอบไปให้ใคร”




    “สำหรับข้อนี้เพียงข้อเดียว ฉันก็คิดว่าตนเองต่างกับเธอมากแล้ว” 




    อันซูหยวนมองหน้าอีกฝ่ายด้วยท่าทางจริงจัง คำพูดของเธอค่อนข้างเย่อหยิ่งไม่น้อยเลย ไม่น่าแปลกที่ในชีวิตก่อน อันซูหยวนจะถูกเพื่อนร่วมงานเกลียดชัง ทว่า...เพราะคำพูดแบบนี้แหละ เธอถึงตัดพวกที่น่ารำคาญมากมายออกไปจากชีวิตได้


                


    พวกเขาจะนินทาลับหลัง พูดจาไม่ดีลับหลัง หรือจะทำอะไรก็ช่างพวกเขาเถอะ ขอแค่ไม่มาสร้างความรำคาญใจให้เธอต่อหน้าก็เป็นพอ อันซูหยวนไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนคำพูดของพวกเขาอยู่แล้ว




    “นักเรียนทุนอัน!”




    “หลังจากนี้ ช่วยอย่าผลักภาระปัญหาของตนเองมาให้ฉันด้วย ขอให้เข้าใจตามนี้” 




    อันซูหยวนไม่สนใจท่าทางโกรธเกรี้ยวของอีกฝ่าย เพื่อนนักเรียนที่ดี เธอก็พร้อมที่จะเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีด้วยได้ แต่ถ้าเพื่อนนักเรียนที่จ้องแต่จะมาเอาเปรียบเธอ อันซูหยวนก็ไม่คิดจะคบค้าด้วยเหมือนกัน


                


    เธอมีทัศนคติที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถึงจะถูกมองว่าแล้งน้ำใจไปหน่อยก็เถอะ ทว่า...มันจะดีกว่าถ้าเธอไม่สร้างนิสัยเสียๆให้อีกฝ่าย


                


    เธอรู้ว่าการช่วยครั้งแรกนั้นจะถูกมองว่าเป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าเธอยื่นมือเข้าช่วยทุกครั้งไป สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นนิสัยที่เธอทำให้ทางนั้นเชื่อได้ว่ามันเป็นหน้าที่ของเธอ อันซูหยวนไม่ชอบที่จะต้องช่วยเพียงเพราะถูกกดดันให้ช่วย หากเธอต้องการช่วยเหลือใครสักคน นั่นหมายความว่าเธอต้องอยากช่วยด้วยตัวของเธอเอง


                


    หลังจากที่ตัดบทชัดเจนแบบนี้แล้ว อันซูหยวนก็เดินจากมาทันที เธอไม่รอฟังด้วยซ้ำว่านักเรียนทุนคนนั้นจะพูดอะไร แน่นอนว่าสายตาที่อีกฝ่ายมองตามหลังมาก็เป็นสิ่งที่ซูหยวนรู้อยู่แล้วว่าจะต้องไม่ใช่สายตาที่เป็นมิตร




    “จำเอาไว้เลย เธอคิดว่าตัวเองจะไม่มีวันที่ต้องขอความช่วยเหลือจากพวกเราหรือไง!! ดี! วันนี้ ในเมื่อเธอไม่ช่วยพวกเรา อย่างนั้นในอนาคตก็อย่าหวังเลยว่าพวกเราจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ต่อให้เธอคุกเข่าร้องขอ ต่อให้เห็นเธอกำลังจะตายต่อหน้า พวกฉันก็จะไม่ช่วยเธอแน่!!”


                


    หญิงสาวประกาศกร้าว นี่เป็นสิ่งที่ซูหยวนต้องแลกมากับการพูดจาตรงไปตรงมาเช่นนี้ ตัวเลือกของเธออาจจะผิดก็ได้ บางครั้งการเป็นมนุษย์ที่ถือว่าเป็นสัตว์สังคมประเภทหนึ่ง การช่วยเหลือกันและกันเป็นเรื่องปกติ เคยมีสุภาษิตที่ว่า “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งพา” ถ้าวันนี้เธอไม่ช่วยเหลือ วันข้างหน้าก็อาจจะเป็นเธอที่ต้องเสียใจ 


                


    สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือก และซูหยวนก็ต้องมั่นใจพอที่จะรับผลของการตัดสินใจนั้น


                


    อันซูหยวนเดินจากนักเรียนหญิงคนนั้นมา หลังจากนี้เธอย่อมต้องได้รับสายตาจากนักเรียนทุนทั้งหมด 5 คน รวมทั้งนักเรียนทุนหญิง 1 คนที่ได้รับบาดเจ็บจากก่อนหน้านี้ด้วย พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนนักเรียนทุน 5 คนเพื่อปกป้องกันและกัน ซึ่งปกป้องได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง...


                


    เพื่อที่จะทำให้ร่างกายพร้อมสำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อันซูหยวนจึงพยายามออกกำลังกายให้ดี โชคดีที่ก่อนหน้านี้เธอได้ใช้เวลาไปกับฟาร์มของเธอบ้างแล้ว ทำให้ร่างกายที่ซูบผอมมีเนื้อหนังและกล้ามเนื้อที่ดี ไม่อย่างนั้นเธอคงจะไม่สามารถง้างคันธนูได้เกิน 5 ครั้งเป็นแน่


                


    หลังจากที่วิ่งออกกำลังกายเสร็จแล้ว เธอก็เข้าไปซ่อนในมิติของตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมในการเจออาจารย์เติ้งเพื่อบอกผลลัพธ์ของการตัดสินใจ อันซูหยวนเติมกระเพาะของตนเองด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยพลังงาน ทั้งยังอาบน้ำสะอาดในฟาร์มของเธอด้วย เมื่อจัดการฟาร์มเล็กๆน้อยๆเสร็จ ก็ได้เวลาที่ต้องไปพบอาจารย์เติ้งเสียที


                


    หญิงสาวไปที่ห้องของคนเป็นอาจารย์ วันนี้รุ่นพี่ทั้ง 3 ไม่ได้มาที่นี่แล้ว พวกเขามีวิธีการฝึกของตัวเองจากที่อาจารย์เติ้งได้เคยแนะนำเอาไว้ หากติดขัดใดๆจึงค่อยแวะเวียนมาเท่านั้น ที่นี่จึงมีแค่อันซูหยวนเพียงคนเดียว




    “อาจารย์คะ ฉันอันซูหยวนค่ะ” 




    “เข้ามาสิ” เสียงเย็นชาดังออกมาจากในห้อง


                


    เมื่อซูหยวนเปิดประตูเข้าไป เธอก็ได้เห็นว่าอาจารย์เติ้งกำลังยุ่งอยู่กับเอกสารของทางสถาบัน มองผ่านคร่าวๆ เธอพอจะคาดเดาได้ว่ามันเป็นเอกสารที่ทางทหารส่งมาที่สถาบันเพื่อมอบภารกิจเล็กๆน้อยๆให้กับสถาบัน นี่ก็ถือเป็นการประหยัดเวลาของพวกทหารที่ยุ่งอยู่เสมอ ทั้งยังเป็นการฝึกฝนนักเรียนไปด้วย


                


    อาจารย์เติ้งก็เปรียบเสมือนตัวแทนของกองทัพ และเป็นตัวแทนของสถาบันไปในตัว เขารับภารกิจมาจากกองทัพแล้วแบ่งเป็นภารกิจย่อยให้พวกนักเรียน โดยต้องแบ่งระดับเพื่อให้นักเรียนแต่ละชั้นปีสามารถรับภารกิจไปทำได้ โดยภารกิจพวกนี้จะเป็นภารกิจที่มีคะแนนแตกต่างกันออกไปซึ่งคนพิจารณาก็คืออาจารย์เติ้งนั่นแหละ


                


    คะแนนภารกิจเหล่านี้มีผลต่อการจบชั้นปีด้วย ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก แต่การจัดลำดับการจบการศึกษาของแต่ละชั้นปีมีความหมายต่อเหล่าองค์กรหรือสมาคมนักล่าทั้งหลาย ส่วนพวกที่มีองค์กรสังกัดอยู่แล้ว มันก็เป็นการสร้างชื่อเสียงและเป็นเกียรติยศของตนเองนั่นเอง


                


    ถึงจะมีเรื่องของรายได้จากการขายทรัพยากรที่ได้จากภารกิจด้วยก็เถอะ ทว่านักเรียนจากเขตชั้นในไม่ได้สนใจเรื่องเงินเครดิตอยู่แล้ว ต่างกับพวกนักเรียนจากเขตชั้นกลางและเขตชั้นนอก เรียกได้ว่าพวกเขามีความสนใจที่ต่างกัน กระนั้นก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการทำภารกิจให้สำเร็จ


                


    เห็นอันซูหยวนมาพบตนเองหลังผ่านไปแค่วันเดียว อาจารย์เติ้งก็เลิกคิ้วเล็กน้อย




    “มีอะไรจะถามหรือเปล่า” เขาเอ่ยถามทันทีไม่อ้อมค้อม




    “มีหลายคำถามเกี่ยวกับการฝึกฝนค่ะ แต่อย่างแรกคือฉันอยากจะยืนยันกับอาจารย์เกี่ยวกับวิชาที่เลือกเรียนค่ะ”




    “หืม? เธอเลือกวิชาเรียนได้แล้ว?”




    “ใช่ค่ะ” 




    เมื่อได้ยินคำตอบ คิ้วของอาจารย์เติ้งก็ขมวดมุ่นอย่างไม่ค่อยพอใจนัก เขาคิดว่านักเรียนอันนั้นเป็นพวกใจร้อนเกินไปหน่อย ดูไม่เหมือนนักเรียนที่เขาเห็นวันทดสอบเลย หากเขารู้ว่านักเรียนอันมีนิสัยใจร้อนและเป็นพวกด่วนตัดสินใจแบบนี้ เขาจะไม่เลือกเธอเข้ามาเป็นศิษย์ของตนเองแน่


                


    การที่จะเป็นนักธนูที่ยอดเยี่ยมได้นั้น จำเป็นต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก ทุกครั้งที่ปล่อยศรออกไปย่อมหมายถึง “การเปลี่ยนสถานการณ์” ในสนามรบได้เลย หลายครั้งที่นักธนูทำพลาด ศัตรูหาตัวพวกเขาเจอก่อนเวลาเพราะลูกศรของพวกเขา ดังนั้นก็แปลว่าภารกิจนั้นล้มเหลวแล้ว




    “ว่ามาสิ” 




    อาจารย์เติ้งไม่ชอบใจ แต่เขาก็คิดว่าจะมอบบทเรียนนี้ให้กับนักเรียนของเขา เพราะถึงอย่างไร เขาก็ตัดสินใจรับผิดชอบอีกฝ่ายแล้ว หากไม่ก้าวหน้าไปในทิศทางที่ดี ย่อมหมายความว่าอาจารย์อย่างเขาไร้ความสามารถ




    “ค่ะ ฉันเลือกที่จะฝึกวิชาเกาทัณฑ์แสงค่ะ ตอนนี้กำลังพยายามฝึกสมาธิเพื่อควบคุมจิต ทว่ายังติดปัญหาในการเรียกใช้พลังงานเพื่ออำพรางลูกศรค่ะ”




    “เธอเริ่มฝึกแล้ว? เข้าใจการฝึกสมาธิด้วยหรือ?”




    อาจารย์เติ้งยิ่งขมวดคิ้วมากขึ้นเมื่อได้ยินแบบนั้น ดูเหมือนนักเรียนของเขาจะไม่ใช่แค่ใจร้อนแล้ว แต่ยังเป็นพวกอวดดีด้วยสินะ


                


    คิดว่าอ่านแล้วจะทำความเข้าใจได้ง่ายๆหรือไง? ต่อให้นักเรียนอันจะมีทักษะการใช้ธนูที่ยอดเยี่ยมก็เถอะ ในเรื่องความแม่ยำ เขาไม่ติดใจเลยว่าทางนั้นเป็นผู้มีพรสวรรค์ แต่จู่ๆก็ก้าวไปฝึกวิชาด้วยตนเองแบบนี้...หากก้าวขาแรกผิดพลาด การจะแก้ไขไปในทิศทางที่ถูกต้องก็ยากแล้ว




    “ค่ะ” ซูหยวนรู้สึกว่าอาจารย์เติ้งไม่เชื่อเธอ ดังนั้นจึงยืนยันให้เขาฟังอย่างจริงจัง




    “อย่างนั้นก็แสดงให้ฉันดู” 




    อาจารย์เติ้งไม่เชื่อจริงๆ แม้ว่าจะเห็นการแสดงออกของซูหยวนที่มั่นใจมาก เขาก็ยังไม่เชื่อว่าเด็กน้อยคนหนึ่งจากเขตชั้นนอกจะสามารถเข้าใจคำว่า “สมาธิ” ได้จริงๆ


                


    การฝึกฝนสมาธินี้เป็นเทคนิคลับที่ส่งต่อมาจากอดีต ก่อนที่โลกจะถึงกาลวิบัติ ผู้คนเข้าถึงสมาธิกันอย่างง่ายดาย ได้ยินว่ามีหลายสำนัก หลายอาจารย์ผู้สอนที่พยายามหาวิธีเพื่อให้เข้าถึงสมาธิได้ง่ายที่สุด 




    ทว่า...พวกเขาก็เจอวิธีในการฝึกสมาธิเหล่านี้ไม่กี่วิธีเท่านั้น แถมวิธีที่ยอดเยี่ยมส่วนใหญ่ก็อยู่กับพวกตระกูลใหญ่ๆเท่านั้น นักเรียนที่มาจากเขตชั้นนอก แค่เข้าใจคำว่าสมาธิคืออะไรก็เก่งแล้ว




    ………………………………………..

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    กำเนิดใหม่ : ปรมาจารย์เทพโอสถ [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    6.78M 1459
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258