บทที่ 2 เด็กน้อยไม่ควรถูกโยนอย่างนั้น
จวนท่านอ๋องเก้าไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองหลวง และไม่ได้อยู่ในเมืองใด ๆ ภายใต้เบื้องพระบาทของฮ่องเต้
แต่อยู่ในเมืองชิงหลวน
เมืองชิงหลวน แม้จะตั้งอยู่ติดกำแพงเมือง แต่ในความเป็จริงแล้วเป็เกราะป้องกันของราชวงศ์ต้าฉู่ เป็เมืองชายแดนที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง
เนื่องจากมีชื่อเสียงในด้านสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ชาวซยงหนู*[1] โจรูเา โจรสลัด โจรม้า และโจรต่างถิ่นที่ดุร้าย...กลุ่มอิทธิพลฝ่ายตรงข้ามทั้งหมดกระจายตัวอยู่รอบเมืองชิงหลวน
แผนที่ของราชวงศ์ต้าฉู่มีรูปร่างเป็ตัว ‘凸’ และเมืองชิงหลวนก็ตั้งอยู่ส่วนบนของตัว ‘凸’ นั่นเอง
ระดับความอันตราย สามารถจินตนาการได้เลย
ท่านอ๋องเก้าเป็โอรสองค์ที่เก้าของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความโเี้และกระหายเื ด้วยเหตุนี้จึงถูกส่งมาปกครองเมืองชิงหลวน
ในฐานะท่านอ๋องผู้ปกครองเมือง ท่านอ๋องเก้าเคยถูกลอบสังหารมาหลายครั้งแล้ว แต่การได้รับความช่วยเหลือจากเด็กน้อยนั้น เพิ่งเกิดขึ้นเป็ครั้งแรก
เื่ที่จวิ้นจู่น้อยเป็ดวงดาวแห่งโชคลาภแพร่สะพัดไปทั่วจวนอ๋องเก้าแล้ว
แต่ตอนนี้ดาวแห่งโชคลาภน้อย ๆ กำลังร้องไห้อยู่
ไป๋จีถึงกับร้อนใจไปหมด
เขาเป็ชายร่างใหญ่ ติดตามท่านอ๋องมาหลายสิบปี จะว่าไร้ประโยชน์ก็ไม่ใช่ เขาฆ่าคนได้ราวกับหั่นผักสับเนื้อ สามารถตัดหัวศัตรูท่ามกลางกองทัพได้มากมาย แต่จะว่ามีประโยชน์ก็ไม่เชิง ตอนนี้เห็นจวิ้นจู่น้อยร้องไห้จ้าละหวั่น กลับไม่มีวิธีรับมือเลยสักนิด
“เอ่อ…” หรือว่าเขาควรแสดงการคว้านท้องให้จวิ้นจู่น้อยดูเล่น ๆ ดีหรือไม่
“ฮือออ~” เยี่ยถวนถวนร้องไห้หนักขึ้นไปอีก
เสียงร้องไห้ดังะเืฟ้าสะท้านดิน ปลุกให้เยี่ยจิ่นหานต้องตื่นมาด้วย
“เกิดอะไรขึ้น” บอกแล้วว่าเ้าก้อนแป้งนี่ไร้ประโยชน์ ควรโยนทิ้งไปเสียั้แ่แรก
เมื่อเห็นผู้เป็บิดาปรากฏกาย เ้าตัวน้อยไม่กลัวเทพแห่งความตายหน้าเ็าผู้นี้เลย กลับกางแขนทั้งสองแล้ววิ่งเข้าไปกอดเขา
“ท่านพ่อ เจ็บเจ็บ ฮือ ฮือออ~”
เจ็บหรือ
เขาไม่ได้สั่งหมอหลวงให้ทายาแก้ปวดบนมือเ้าเด็กโง่นี่แล้วหรือ เหตุใดถึงยังเจ็บอยู่เล่า
เยี่ยจิ่นหานรำคาญจึงใช้นิ้วดันหน้าผากนางไว้ ไม่ให้ตัวนางเกาะติดหนึบกับเขา
เยี่ยถวนถวนไม่ยอมแพ้ มือน้อย ๆ สองข้างโบกพัลวัน
ตุบ!
นางทรุดลงนั่งกับพื้นแล้วเอื้อมผ่านมือใหญ่นั้นไปกอดขาของเยี่ยจิ่นหานเอาไว้
เยี่ยจิ่นหาน “...”
มือน้อยอ้วนกลมที่พันผ้าพันแผลไว้แน่น เกาะอยู่บนชายเสื้อคลุมสีเทาขลิบทองของเยี่ยจิ่นหาน ดูราวกับมีซาลาเปาสีขาวสองลูกติดอยู่
ท่านอ๋องเก้าผู้รักความสะอาด “...”
เยี่ยจิ่นหานยื่นมือไปจับคอเสื้อด้านหลังของนาง แล้วออกแรงยกเ้าก้อนแป้งขึ้นมา
เขาเพ่งมองนางใต้แสงเทียน แล้วสังเกตเห็นว่าบนใบหน้าของนางมีรอยถลอกเพิ่มขึ้นมาหลายรอยั้แ่เมื่อใดกัน
แม่เฒ่าที่ทำหน้าที่จุดไฟในครัวคลานเข่าเข้ามาอย่างรีบร้อน “ท่านอ๋องเ้าคะ เป็ความผิดของข้าน้อย มือของข้าน้อยหยาบกร้าน ขณะป้อนอาหารให้จวิ้นจู่น้อย มือของข้าน้อยเผลอโดนนาง…”
มือทั้งสองข้างของนางที่วัน ๆ ไม่จุดไฟก็มัดฟืน ิัจึงแห้งด้าน จะให้ััแก้มนุ่มนิ่มของเด็กน้อยคงไม่เหมาะเสียเท่าไหร่
เยี่ยจิ่นหานมองรอยแดงบนใบหน้าของเ้าตัวน้อยโง่เขลา แล้วมองดูหญิงชราซึ่งร่างกายสั่นงันงกอยู่บนพื้น ก่อนเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉย “ลากตัวออกไปปะาซะ”
แค่ป้อนข้าวยังทำได้ไม่ดี แบบนี้จะเก็บไว้ทำไม
“ท่านอ๋องโปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย โปรดไว้ชีวิตข้าน้อยด้วย” เสียงวิงวอนขอชีวิตดังห่างออกไปเรื่อย ๆ เยี่ยนถวนถวนกะพริบตาปริบ ๆ มองดูเยี่ยจิ่นหาน
“ท่านพ่อ…”
เสียงเล็ก ๆ อ่อนหวานและน่ารักดังขึ้น
ไป๋จีลากเก้าอี้ถอยไปด้านข้าง “ท่านอ๋องขอรับ ในจวนมีแต่บ่าวชายมือหยาบกระด้าง หรือว่า…” ท่านจะป้อนเองหรือ
เยี่ยจิ่นหานนั่งลงยื่นมือหยิบกุ้งขาวขึ้นมาหนึ่งตัว
“อ้าาา~” ดูเหมือนเ้าก่อนแป้งผู้นี้จะกินอาหารดุเดือดเสียเหลือเกิน
เยี่ยจิ่นหานรู้สึกสนุกกับการป้อนอาหารสัตว์น้อยขึ้นมาแล้ว จึงหยิบอีกตัวหนึ่ง
“อ้าา~”
คนหนึ่งป้อนคนหนึ่งกิน จนกุ้งขาวทั้งจานถูกจัดการจนเกลี้ยง
ไป๋จีสั่งให้คนนำจานใหม่เข้ามาอีก
เยี่ยจิ่นหานเตรียมจะป้อนอีก แต่เมื่อก้มมอง ก็เห็นเ้าตัวน้อยหลับคาตักเขาไปเสียแล้ว
ปากน้อย ๆ ยังอ้าเล็กน้อย ดูโง่เขลาเหลือเกิน…
โง่เขลาขนาดนี้ เป็ลูกของเขาจริงหรือ
เยี่ยจิ่นหานจับคอเสื้อนางแล้วมองไปยังเตียงที่อยู่ไม่ไกล ก่อนจะยกมือแล้วโยนนางไปทางเตียง
ไป๋จีใสุดขีด แม่เ้าโว้ย…
ไป๋จีคว้าตัวจวิ้นจู่น้อยได้อย่างว่องไวและรวดเร็ว แล้วค่อย ๆ วางนางลงบนเตียง
เด็กน้อยไม่ควรถูกโยนอย่างนั้น
……
เช้าวันรุ่งขึ้น
ยามเช้าของเมืองชิงหลวนปกคลุมด้วยหมอกจาง ๆ ท่ามกลางท้องฟ้ามืดสลัว บ่าวทาสของจวนอ๋องต่างเก็บกวาดลานบ้านจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
ไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอยของสายเืที่หลั่งไหลดั่งลำธารเมื่อคืนนี้
หมอกเริ่มกระจายตัวจางลง เยี่ยจิ่นหานรู้สึกอึดอัดบริเวณหน้าอก เมื่อลืมตาขึ้นก็เตรียมจะฟาดฝ่ามือลงไป ทว่าเมื่อมองดูอย่างถี่ถ้วน สิ่งที่กดทับอยู่บนอกของเขาไม่ใช่ดาบลับของมือสังหาร แต่เป็...เ้าตัวน้อยโง่เขลา
เยี่ยจิ่นหานยื่นมือไปดึงเ้าก้อนแป้งน้อยออกจากตัว เด็กน้อยยังคงหลับสนิท หลังจากถูกดึงออกก็พลิกตัวแล้วหลับต่อ ระหว่างนั้นยังขยับปากเคี้ยวแจ๊บ ๆ ดูโง่เขลาเหลือเกิน
เยี่ยจิ่นหานลุกขึ้นนั่งพลางเอ่ยถาม “เด็กนี่มาอยู่บนเตียงของข้าได้อย่างไร”
นี่...
ไป๋จีเอ่ยตามตรงว่า “เมื่อคืนหลังจากที่ท่านอ๋องเข้านอนแล้ว จวิ้นจู่น้อยตื่นขึ้นมากลางดึกและเที่ยวตามหาท่านไปทั่ว…”
เมื่อคืนนี้ทุกคนในจวนอ๋องต่างรู้ดีว่า ท่านอ๋องป้อนอาหารให้จวิ้นจู่น้อยด้วยตัวเอง พวกเขาต่างก็รู้ว่าจวิ้นจู่น้อยกำลังเป็ที่โปรดปราน ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวาง...
แม้สีหน้าของเยี่ยจิ่นหานจะดูเฉยเมย แต่ภายในใจของเขากลับรู้สึกปั่นป่วน
แม้ยามหลับใหล ความระแวดระวังของเขาก็ยังสูงอยู่ แต่เมื่อคืนนี้เ้าน้อยโง่เขลาผู้นี้กลับปีนขึ้นเตียงโดยไม่ทำให้เขาตื่นแม้แต่น้อย
ช่างเป็เื่ที่น่าพิศวงยิ่งนัก
ขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น จู่ ๆ แขนของเขาก็รู้สึกอุ่นขึ้นมา เยี่ยจิ่นหานก้มมองลงไปก็เห็นว่าบนแขนของตนมีก้อนกลม ๆ เหนียว ๆ เกาะติดหนึบ เ้าก้อนแป้งใช้ทั้งมือและเท้าเกาะกอดแขนของเขาไว้แน่น
เขาสวมเพียงเสื้อชั้นในแขนกว้างตัวใหญ่ จึงง่ายมากต่อการถอด
เยี่ยจิ่นหานพยายามดึงแขนออก หากแต่ไม่ขยับเลยสักนิด
“...”
และยิ่งไปกว่านั้นเ้าก้อนกลมที่ยังคงหลับสนิทไม่มีแววจะตื่นขึ้นมา แม้กระทั่งหลับยังฝันว่ากินอยู่เลย…
“งั่ม~!” นางกัดลงบนแขนของเยี่ยจิ่นหาน
นางกัดติดต่อกันสองครั้ง เมื่อรู้สึกว่าไม่มีรสชาติอะไร อีกทั้งยังไม่อร่อยจึงคายออกมาอย่างรังเกียจ ก่อนจะกอดแขนเยี่ยจิ่นหานแน่นแล้วหลับต่อ
เยี่ยจิ่นหาน “...”
ไป๋จี “...”
ท่านอ๋องเก้าก็มีวันที่ถูกรังเกียจเช่นกัน...
เยี่ยจิ่นหานมองรอยน้ำลายบนแขนของตนด้วยสีหน้าดำมืด
ไป๋จีรีบนำอ่างล้างหน้ามาให้ท่านอ๋องของเขาจัดการทำความสะอาดร่างกาย
เยี่ยจิ่นหานลุกขึ้นยืน ยกมือหยิบผ้าขนหนู
‘พวงกระดิ่ง’ บนแขนของเขายังคงเกาะกุมอย่างมั่นคง
เยี่ยจิ่นหานพยายามสลัดหนูน้อยขี้เซานี้ลงบนเตียง แต่ไม่ว่าจะยกแขนขึ้นหรือปล่อยลง เยี่ยถวนถวนก็ยังคงรัดแน่น ราวกับว่านางเป็ส่วนหนึ่งของแขนบิดาั้แ่กำเนิด
เยี่ยจิ่นหาน “...”
ยามเช้าตรู่เช่นนี้ ไม่อาจล้างหน้าได้… ท่านอ๋องเก้าจึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา เขาจับคอเสื้อด้านหลังของนาง ดึงร่างเล็กที่หลับใหลดั่งหมูออกจากแขน แล้วโยนนางลงบนเตียงอย่างไม่ไยดี โชคดีที่ผ้าห่มและที่นอนหนานุ่ม จึงไม่ทำให้นางาเ็
เยี่ยถวนถวนกลิ้งไปมาบนเตียงสองรอบในที่สุดก็ตื่นขึ้นมา
นางขยี้ตาพลางทำสีหน้างุนงง
“ท่านพ่อ...เหตุใดท่านจึงอยู่ที่นี่”
ไป๋จี “...” หลังจากนอนหลับไปแล้ว เื่ราวเมื่อคืนก็ถูกลืมไปหมดเลยหรือ
ยังไม่ทันที่เยี่ยจิ่นหานจะตอบ เยี่ยถวนถวนก็ดูเหมือนจะนึกออก “โอ๊ะ ท่านพ่อมานอนเป็เพื่อนถวนถวนใช่ไหมล่ะ~”
โครม!!
อ่างล้างหน้าในมือของไป๋จีร่วงหล่นจากมือด้วยความใ
สีหน้าของเยี่ยจิ่นหานยิ่งดำมืดลงไปอีกสามส่วน
นอนเป็เพื่อน
เขามานอนเป็เพื่อนงั้นหรือ
ไป๋จีก็ใเช่นกัน คำพูดนี้...แม้แต่ฮ่องเต้ปัจจุบันก็ยังไม่กล้าพูดต่อหน้าท่านอ๋อง
ไป๋จีรีบร้อนเรียกคนเข้ามาทำความสะอาดพื้น
เยี่ยจิ่นหานเหลือบมองไปทางเ้าตัวน้อยโง่เขลาที่กำลังเล่นนิ้วมืออย่างไร้เดียงสา
ลูกของเขา...
ช่างมีความกล้าหาญอย่างน่าทึ่งจริง ๆ!
[1] เป็สมาพันธ์ชนเผ่าของชนร่อนเร่ที่ข้อมูลจีนสมัยโบราณบันทึกว่าอาศัยอยู่ในบริเวณทุ่งหญ้ายูเรเชียตะวันออกในศตวรรษที่ 3 ถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 1 มั่วตู๋ฉาน-ยฺหวี ผู้นำสูงสุดใน่หลัง 209 ปีก่อนคริสตกาล เป็ผู้สถาปนาจักรวรรดิซยงหนูขึ้น