3
ปักหมุดคนลงจอดฉุกเฉิน(3)
หลังจากบันทึกลงสมุดตลอดเช้าเสร็จผมก็ถือโอกาสตอนได้อยู่ลำพังขอทำตัวไร้สาระอีกสักหน่อย
“...หน้าต่างสถานะ”
แน่นอนว่าไม่มีข้อความหรือหน้าต่างกึ่งโปร่งแสงอะไรเด้งขึ้นมาตรงหน้าทั้งนั้น
อุตส่าห์คาดหวังว่าตัวเองอาจจะได้กลายเป็ตัวเอกของนิยายทะลุมิติแท้ๆ แต่ความเป็จริงช่างทำให้หนาวเหน็บซะเหลือเกิน
แก้มและขอบตาพลันร้อนผ่าวเพราะอับอายที่คาดหวังเกินจริง
ไปกินข้าวดีกว่า
*******
“เ้าชายกระหม่อมนำหนังสือน่าอ่านมาให้พ่ะย่ะค่ะ นอกจากนี้องค์เหนือหัวยังทรงอนุญาตให้พระองค์ออกไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้เมื่อใดก็ได้ด้วย”
“ขอบใจมากนะเยี่ยมไปเลย”
หลังจากกินมื้อกลางวันตามลำดับขั้นตอนเดียวกับมื้อเช้าเสร็จเด็กหนุ่มผู้ช่วยที่มาส่งกระเป๋าให้ผมเมื่อเช้าก็นำหนังสือจำนวนหนึ่งมาให้พร้อมข่าวดี
เนื่องจากก่อนหน้านี้แบ็งฌาแม็งและผู้ช่วยส่วนตัวคนอื่นๆ ต่างถอยออกไป ผมจึงนึกว่าอีกเดี๋ยวเด็กคนนี้คงจะออกไปเหมือนกันแต่เด็กหนุ่มกลับอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ก่อนจะเริ่มแอบมองผม
“มีอะไรจะพูดหรือเปล่า”
“อ่า คือว่า...”
หนุ่มน้อยหน้าแดงและดูเหมือนจะทำตัวไม่ถูก
อายุคงราว ๆ สิบสี่ปีเห็นจะได้เป็เด็กที่มีเรือนผมสีฟ้านีออน และดวงตากลมโตสีทอง
“กระกระหม่อมชื่อกานาแอล กาลามาร์ เป็บุตรชายคนโตของไวเคาตน์กาลามาร์พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้า เยเซอ เฟเนชาน”
ชื่อไม่คุ้นหูเลยแฮะ
เพราะรู้สึกแปลกพิกลที่ฟังอีกฝ่ายแนะนำตัวอยู่ฝ่ายเดียวผมเลยบอกชื่อของตัวเองบ้างและดูเหมือนจะทำให้เด็กน้อยคลี่ยิ้มอย่างสดใสราวกับคลายความประหม่าได้เล็กน้อย
กานาแอลรีบพูดต่อเร็วจี๋ด้วยใบหน้าซึ่งเปลี่ยนเป็สีแดง
“ไม่มีใครในจักรวรรดิไม่รู้ชื่อของเ้าชายหรอกพ่ะย่ะค่ะทุกคนต่างให้ความสนใจกันทั้งนั้นถึงจะไม่ได้แสดงออกก็ตาม...การมีนักบวชเชื้อพระวงศ์จากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มายังพระราชวังถือเป็เหตุการณ์ประวัติศาสตร์และมีราษฎรผู้เลื่อมใสศรัทธามากมายทีเดียวพ่ะย่ะค่ะ”
ว้าวเมื่อกี้ผมเพิ่งได้รับข้อมูลชุดใหญ่ใช่ไหมเนี่ย
ผมหุบปากที่เผลออ้าโดยอัตโนมัติแล้วพยายามเก๊กหน้าให้นิ่งที่สุด
ถ้าเป็ไปได้ผมอยากจะหยิบสมุดบันทึกในอกเสื้อออกมาจดคำพูดของกานาแอลให้หมดเลย
ราษฎรผู้เลื่อมใสศรัทธานักบวชเชื้อพระวงศ์ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์
ต่อจากนั้นกานาแอลก็บอกว่าเขาเสียใจอย่างยิ่งที่ได้มาเจอผมในสถานการณ์เช่นนี้แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีใจอยู่ดี และการได้คอยปรนนิบัติข้างกายผมถือเป็เกียรติสำหรับตระกูลกาลามาร์
เขาคงกำลังสื่อว่าแม้จะเสียดายที่ผมมาในฐานะเชลย แต่เอาเข้าจริงก็ดีกว่าที่คิด
ผมอดประหลาดใจไม่ได้ว่าเมื่อเช้าเ้าหนูเปี่ยมพลังคนนี้ควบคุมสีหน้าได้ยังไงเนี่ย
“กานาแอลอายุเท่าไหร่เหรอ”
“กระหม่อมอายุครบสิบหกปีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาพ่ะย่ะค่ะเด็กกว่าเ้าชายสิบสองปีทว่าเพราะมัวแต่เตรียมเข้าวังก็เลยได้จัดพิธีฉลองวัยผู้ใหญ่แค่เล็ก ๆ เท่านั้น...”
หนุ่มน้อยพูดเจื้อยแจ้วพลางยิ้มเอียงอาย
อายุครบสิบหกปีเต็มถ้านับตามอายุเกาหลี[1]ก็สิบเจ็ดปีแล้ว
แต่เขาดูเด็กกว่านั้นมากเลยนะ...
ไม่สิ เดี๋ยวก่อนถ้าผมอายุมากกว่าเด็กคนนี้สิบสองปี แปลว่าผมอายุยี่สิบแปดปีเต็มแล้วน่ะสิ
ตัวผมคนเดิมก็อายุยี่สิบแปดปีเต็มเหมือนกันแสดงว่าเยเซอ เฟเนชานอยู่รุ่นเดียวกับผม
นี่ถือเป็ข้อมูลใหม่เช่นกัน
“ยังเด็กอยู่เลยอยู่ในวังคงลำบากมากสินะ”
“ฮี่ ๆไม่เลยพ่ะย่ะค่ะอันที่จริงกระหม่อมจงใจสมัครเข้ามาอยู่ในวังเพราะได้ยินว่าเ้าชายจะเสด็จมาท่านไวเคาตน์เองก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใดพ่ะย่ะค่ะกลับชมเชยเสียอีกว่าเป็การกระทำที่สืบทอดเจตนารมณ์ของตระกูล”
เพียงครู่เดียวผมก็รวบรวมความรู้ใหม่ ๆ ได้จากการสนทนากับกานาแอล
จริงอยู่ว่าเื่พวกนี้เป็แค่เื่เล็กๆ น้อย ๆ แต่สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเื่ ‘ลาออกจากงานไปเป็บุตรีดยุกในต่างโลก’อย่างผม ข้อมูลแต่ละอย่างเป็รายละเอียดพื้นฐานอันแสนสำคัญ
กานาแอลยังบอกอีกว่า‘การที่ผู้น้อยออกปากก่อนไม่สมควรที่จริงผู้ใหญ่ต้องเป็ฝ่ายอนุญาตเองเื่ให้ลดคำาาศัพท์พ่ะย่ะค่ะ’
พอผมตอบตกลงเพราะเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายอยากสนิทด้วยหนุ่มน้อยก็ชอบใจจนแทบะโโลดเต้น
“ถ้าเป็ไปได้...เ้าชายช่วยฟังคำสารภาพบาปให้หน่อยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“เอ๊ะ?”
ผมใจนร้องเสียงหลงไม่รู้เลยว่าหัวข้อสนทนามันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง
เมื่อเห็นการตอบสนองของผมกานาแอลก็ยิ่งตระหนก โบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน
“บะแบบไม่เป็ทางการพ่ะย่ะค่ะ! แล้วก็พระองค์น่าจะยังไม่หายเหนื่อยจากการเดินทางค่อยเป็พรุ่งนี้ ไม่ก็มะรืน ไม่สิ สัปดาห์หน้าก็ไม่มีปัญหา เอาเป็ตอนที่พระองค์สะดวก....”
ไม่รู้เพราะคิดว่าสร้างความยุ่งยากให้ผมหรือเปล่าหนุ่มน้อยถึงทำหน้าเบี้ยวทันควัน
แต่ว่าคนที่รู้สึกเจียนตายจริงๆ น่ะ คือผมต่างหาก
จะให้ผมช่วยฟังเขาสารภาพบาปงั้นเหรอ
คำพูดที่กานาแอลบอกว่าผมเป็นักบวชเชื้อพระวงศ์เมื่อครู่ก่อนพลันผุดขึ้นมา
พระรองจากเื่‘ลาออกไปเป็บุตรีดยุก’ เป็นักบวช อึนซอเคยบอกเื่นี้ให้ฟังไหมหว่า
“อืมแล้วจะหาเวลาให้นะ”
เหมือนจะเคยได้ยินเธอพูดประมาณว่า‘ลูกเขยเยของฉัน หน้าตาก็ศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ยันอาชีพเลย’ อะไรทำนองนี้อยู่เหมือนกัน
ผมตอบตามธรรมเนียมคุ้นชินของชาวเกาหลีที่ชอบพูดกันว่า‘ไว้หาเวลาไปกินข้าวกัน’ กานาแอลได้ยินแล้วยิ้มสดใสทันที
ผมต้องใจเย็น
หากยังไม่รู้ว่านักบวชทำหน้าที่อะไรกันแน่และคนเหล่านี้นับถือเทพเ้าองค์ใด ผมจะบุ่มบ่ามทำอะไรไม่ได้เด็ดขาด
*****
หลังจากกานาแอลเลิกงานผมก็นั่งลงตรงโต๊ะทำงานแล้วพิจารณาหนังสือที่ได้รับมา
‘รีแย็สแตร์รายปักษ์– รวมทุกเื่ในแวดวงสังคมของจักรวรรดิ’
‘ประวัติศาสตร์จักรวรรดิรีแย็สแตร์:สาระการแลกเปลี่ยนกับอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เฟเนชาน’
‘มหาเทพประทานสิ่งใดมาหาเรา’
นิตยสารบาง ๆหนึ่งเล่ม หนังสือประวัติศาสตร์หนึ่งเล่ม หนังสือที่คล้ายเรียงความหนึ่งเล่ม
จงใจตั้งชื่อให้พ้องเสียงหรือเปล่านะ[2]
ก่อนอื่นผมมั่นใจแล้วว่าชื่อของจักรวรรดิคือ ‘รีแย็สแตร์’
สามเล่มนี้ย่อมมีประโยชน์ต่อผมในหลายๆ ด้าน อีกทั้งแต่ละเล่มยังต่างกันมาก น่าจะเลือกอ่านได้ไม่เบื่อ
สังเกตได้ว่ากานาแอลทำงานคล่องแคล่วมีไหวพริบพอตัวเลย
แน่ละหากต้องใช้ชีวิตเป็ผู้ช่วยส่วนตัวในพระราชวังไหวพริบที่ไม่เคยมีก็จำเป็ต้องสร้างขึ้นมาให้ได้
ผมหยิบนิตยสารเป็อันดับแรก
บนสุดของหน้าปกมีตัวอักษรเล็กๆ พิมพ์ไว้ว่า ‘ปฏิทินศักดิ์สิทธิ์ วันที่ 15 เดือนมีนาคมปี 1613’
ส่วนบรรทัดล่างสลักวลีหนึ่งด้วยอักษรตัวใหญ่ว่า‘จอมเสเพลแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์กำลังมายังจักรวรรดิ’
หมายถึงผมหรือเปล่าเนี่ย
[อีกสองวันเ้าชายเยเซอ เฟเนชาน ผู้ได้รับการขนานนามว่าหนุ่มรูปงามอันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะเสด็จมายังจักรวรรดิแม้จะมาเป็เชลยทว่าผู้เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ได้ประกาศให้ทราบแล้วว่าพระองค์จะเข้าวังในนาม‘นักบวชผู้รับฟังคำสารภาพบาป’ ที่ถูกส่งมาจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เฟเนชานบุคคลผู้มีข่าวคาวเื่รัก ๆ ใคร่ ๆไปทั่วชนชั้นสูงของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จะมีอิทธิพลต่อชนชั้นสูงของรีแย็สแตร์อย่างไรเดม[3]ซาราแบลียาร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้วิเคราะห์บรรยากาศของราชวงศ์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกคว่ำบาตรไปเมื่อสามสิบปีก่อนรวมทั้งวิเคราะห์อุปนิสัยของเ้าชายเยเซออย่างละเอียด]
...เยอะจริง ๆนะเนี่ย เื่ที่ผมต้องเรียนรู้กองพะเนินเป็ูเาเลยแฮะ
นั่นคือความคิดซึ่งเด้งขึ้นมาทันทีที่กางนิตยสาร
ปกติตัวเอกนิยายเื่อื่นๆ ่ต้นเื่มักจะได้เจอปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่แล้วก็มีทักษะพิเศษั้แ่แรกกันทั้งนั้น
ส่วนผมกลับต้องทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาั้แ่สอบซูนึงเสร็จนั่นคือก้มหน้าก้มตาจดบันทึกและท่องจำซ้ำ ๆ อย่างตั้งอกตั้งใจ
“เดี๋ยวสิ”
ผมยกมือตีแก้มตัวเองเบาๆ
นั่นมันกรณีของ‘ตัวเอก’ ต่างหากส่วนผมน่ะเป็แค่หนึ่งในตัวละครชายที่ไม่จำเป็ต้องมีตัวตนในชีวิตของตัวละครเอกเท่านั้นเอง
ตามที่ได้ยินมาจากอึนซอสุดท้ายแล้วพระรองก็เป็ได้แค่ ‘พระรอง’ ไม่มีทางเป็ ‘พระเอก’
มาทวนความจำกันดีกว่าว่าเมื่อเช้าตอนพูดว่า‘หน้าต่างสถานะ’ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
ผมค่อย ๆ ใช้มือข้างหนึ่งหยิบสมุดบันทึกออกมาจากอ้อมแขนมืออีกข้างหยิบปากกาขนนกซึ่งอยู่บนโต๊ะ
เป้าหมายของผมคือการมีชีวิตรอดและได้กลับบ้านไม่ใช่การช่วยเหลือหรือพิชิตโลกใบนี้สักหน่อย
*****
และแล้วผมก็ขังตัวอยู่ในห้องเอาแต่ท่องจำอย่างจริงจัง
แม้จะมีความคิดวนเวียนเข้ามาว่านี่เรากำลังทำบ้าอะไรอยู่ในนิยายกันเนี่ยทว่าสุดท้ายผมก็เอาชนะความคิดนั้นได้ด้วยความตั้งใจมั่นว่าจะต้องกลับบ้านไปทำข้าวผัดกิมจิกระทะร้อนกินกับครอบครัวให้ได้
ว่าแต่สายตาของเด็กหนุ่มผู้ช่วยที่นำของว่างกับชาสมุนไพรมาให้ผมเป็ครั้งคราวดูเปล่งประกายเชียว
กานาแอลคงไปพูดอะไรบางอย่างมาละมั้ง
พอสบตาผมหรือตอนผมยิ้มเก้อเขิน เด็กพวกนั้นจะหน้าแดงแล้ววิ่งหน้าตั้งออกจากห้องไปทันที
“โอ๊ย หลัง”
เคยนึกว่าร่างกายของเ้าชายจะมีอะไรต่างไปซะอีกแต่พอนั่งท่าเดิมนาน ๆ กล้ามเนื้อก็ตึงเหมือนร่างเดิมของผมอยู่ดีแฮะ
ผมค่อย ๆ ลุกจากที่นั่งแล้วตรงไปยังหน้าต่าง
ถือโอกาสยืดเส้นยืดสายและรับวิตามินดีพร้อมกันในคราวเดียว
“เอ๋?”
มีใครอยู่นอกหน้าต่างด้วย
เมื่อมองผ่านกระจกใสออกไปด้านหลังอาคารก็เห็นการเคลื่อนไหวของใครหลายคน
ห้องนอนของผมอยู่สุดทางเดินซึ่งเป็สุดปีกตะวันออกของพระราชวังฌูลีแย็ตส่วนสถานที่ที่คนพวกนั้นอยู่คือสุดปีกตะวันตกของพระราชวังจึงยากจะมองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้ชัด
อย่างมากก็แค่พอเดาได้ว่ามีประมาณห้าหกคนและสองในนั้นกำลังประลองกันโดยถืออาวุธในมือ
ตอนนี้ดูท่าว่า ส่วนหลังของราชวังฌูลีแย็ตจะถูกใช้เป็สนามประลอง
เช้ง เช้งเสียงดาบปะทะดาบพลันดังขึ้น
เคร้ง!
ผมสะดุ้งเฮือกโดยไม่รู้ตัวเพราะเสียงเสียดหูที่ทิ่มแทงฟังคล้ายดาบหักระหว่างประลอง
คนที่ฟันดาบของคู่ต่อสู้หักเป็สองท่อนถือดาบด้วยมือซ้ายพลางหลุบตามองมือข้างขวาของตน แล้วกำมือสลับกับคลาย
จากนั้นก็เงยศีรษะขึ้นช้าๆ
แล้วพลันสบตากับผม
“เฮือก”
ผมรีบเลื่อนม่านปิดแล้วถอยกรูดจากหน้าต่าง
รู้สึกตามสัญชาตญาณเลยว่าจำเป็ต้องทำอย่างนั้น
พอมองออกไปอีกครั้ง ผมยังรู้สึกเหมือนถูกจ้องมาทางนี้อยู่เลย
หรือผมอาจเข้าใจผิดไปเองว่าเราสบตากันแต่ว่า...สายตาปะทะกันเต็ม ๆ เลยนะ
ถึงจะอยู่ไกลก็เถอะแต่นั่นเป็สายตาที่กระจ่างชัดเสียจนรู้สึกได้ว่าเขามองมาที่ผม ไม่ใช่มองสิ่งอื่น
“เ้าชาย?”
“โอ๊ะ ใหมด!”
ผมหวิดจะะโโหยงจากที่นั่ง
หัวใจซึ่งสะดุ้งสองครั้งซ้อนเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่ง
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะพอดีกระหม่อมเคาะประตูหลายครั้งแล้ว แต่ไม่มีเสียงตอบรับจึงเข้ามาเพราะเป็ห่วง”
“...ไม่เป็ไรข้าไม่เป็ไร”
กลับกลายเป็ว่าแบ็งฌาแม็งดูใกับปฏิกิริยาตอบสนองของผมมากทีเดียว
ผมรู้สึกเคอะเขินจึงกระแอมปรับเสียง
“เอ่อ...พอดีกำลังมองด้านนอกอยู่น่ะไม่รู้เลยว่ามีสนามประลองด้วย”
“อย่างนี้นี่เองส่วนหลังของพระราชวังฌูลีแย็ตเป็สนามประลองกลางแจ้งสำหรับเชื้อพระวงศ์พ่ะย่ะค่ะบางครั้งสมเด็จเ้าฟ้าชายแห่งจักรวรรดิเองก็จะเสด็จมาประลองยุทธ์ใน่เวลานี้”
เ้าชายแห่งจักรวรรดิ? มีคนอื่นนอกจากมกุฎราชกุมารที่อึนซอด่าอยู่ทุกวันด้วยเหรอ
งั้นในกลุ่มคนข้างนอกจะมีเ้าชายแห่งจักรวรรดิอยู่ด้วยไหมนะ
อาจเพราะอ่านความสงสัยในตาของผมออกแบ็งฌาแม็งจึงกล่าวต่อเนิบ ๆ
“ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะคนที่อยู่ด้านนอกคือสมเด็จเ้าฟ้าชายแห่งจักรวรรดิ เซดริก รีแย็สแตร์เป็เ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิโอรสเพียงหนึ่งเดียวของสมเด็จพระจักรพรรดินีเป็บุคคลผู้เปล่งประกายดุจดวงตะวันพ่ะย่ะค่ะพระราชวังโรเมโรที่อยู่ส่วนหน้าของพระราชวังฌูลีแย็ตคือที่ประทับของเ้าชาย...”
เซดริก รีแย็สแตร์เ้าชายลำดับที่หนึ่งแห่งจักรวรรดิ โอรสเพียงหนึ่งเดียว‘บุคคลที่เปล่งประกายดุจดวงตะวัน’
งั้นแสดงว่าเ้าชายแห่งจักรวรรดิคงใกล้จะได้เป็มกุฎราชกุมารแล้วสินะ
พระเอกของเื่ลาออกไปเป็บุตรีดยุกมีฉายาว่า‘เซ็งเคร็ง’
การที่เ้าตัวได้รับฉายาเช่นนั้นเป็เพราะชื่อของเขาขึ้นต้นด้วย‘เซ’ นั่นเอง เซ็งเคร็ง เซดริก พริบตาเดียวปริศนาง่าย ๆ ก็ปะติดปะต่อกันในสมอง
ถ้าอย่างนั้นคนที่สบตาผมเมื่อครู่นี้คือ...
“สมเด็จเ้าฟ้าชายแห่งจักรวรรดิยังเป็ผู้ดูแลพระราชวังฌูลีแย็ตอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะเพราะว่าเชื้อพระวงศ์แต่ละรุ่นที่พักอาศัยในพระราชวังโรเมโรจะได้พระราชวังฌูลีแย็ตด้วยหากเ้าชายทรงมีพระประสงค์ กระหม่อมกำหนดเวลาเสด็จไปเข้าเฝ้าได้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ละครับไม่เป็ไร”
ผมตอบกลับอย่างรวดเร็วแบ็งฌาแม็งเหมือนจะพูดคล่องขึ้นมาทันทีที่เอ่ยเื่ของเ้าชายแห่งจักรวรรดิ
เมื่อเช้าเพิ่งตั้งใจอยู่แหม็บๆ ว่าจะไม่เข้าไปพัวพันกับมกุฎราชกุมาร ไม่สิตอนนี้ยศหมอนั่นยังเป็เ้าชายแห่งจักรวรรดิอยู่เลย
แน่นอนว่าตราบใดที่ยังอาศัยอยู่ในบริเวณชายคาใกล้กันคงเป็เื่ยากที่จะไม่ทำความรู้จัก แต่ผมก็อยากเลี่ยงการพบหน้าและพูดคุยกันั้แ่วันแรกไปให้ได้
“ในอนาคตข้าก็อยากจะใช้ชีวิตเงียบ ๆ เหมือนอย่างวันนี้ครับ”
“...”
แบ็งฌาแม็งมีสีหน้าคาดไม่ถึงเมื่อได้ยินคำพูดของผม
ครั้นจำได้ว่าตัวผมมีป้าย‘จอมเสเพลแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์’ แปะอยู่ก็รู้สึกว่านี่เป็ปฏิกิริยาที่สมควรแล้ว
“ข้ารู้สถานการณ์ของตัวเองดีขอแค่อ่านหนังสือ ได้พูดคุยกับผู้ช่วยเด็ก ๆ บ้างและหวังว่าคงไม่มีเหตุการณ์ให้ต้องพบบุคคลสำคัญบ่อยนักก็พอ”
“เ้าชายหากทรงรู้สึกว่าการปรนนิบัติของพวกเราหรือสิ่งอำนวยความสะดวกของพระราชวังฌูลีแย็ตขาดตกบกพร่องละก็...”
“เปล่าครับไม่ใช่แบบนั้นอยู่แล้ว”
ผมตัดบทก่อนที่แบ็งฌาแม็งจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้
“ข้าอยากมีชีวิตกลับบ้านอย่างปลอดภัยครบสามสิบสองน่ะ”
แล้วผมก็คลี่ยิ้มผมหมายความตามนั้นจริง ๆ
[1]อายุเกาหลีจะเริ่มนับหนึ่งปีทันทีที่คลอด และนับเพิ่มทุก ๆวันขึ้นปีใหม่ อย่างไรก็ตามรัฐสภาสาธารณรัฐเกาหลีมีกำหนดให้ยกเลิกวิธีนับอายุรูปแบบดังกล่าวในเอกสารราชการและปรับเป็ตามหลักสากลั้แ่วันที่28 มิถุนายน
พ.ศ. 2566 เป็ต้นไป
[2]สื่อถึงหนังสือเื่มหาเทพประทานสิ่งใดมาหาเรา คำว่า ‘มหาเทพ’ และ ‘ประทาน’ ในภาษาเกาหลีเป็คำเดียวกัน
[3][3] เดม (Dame) คือยศสำหรับผู้หญิงในสภาอัศวินเทียบเท่าเซอร์ (Sir) ซึ่งเป็ยศสำหรับผู้ชาย