“จัดให้เลยท่านอาจารย์”
ฟิ้ว~!
ดาบขนาดใหญ่เต็มไปด้วยธาตุไฟพุ่งเข้าหาอาจารย์ตึกยันต์แล้วมีหอกธาตุน้ำ มีดธาตุลม กระบี่ธาตุดิน และอาวุธอีกหลากหลายอย่างพุ่งตามออกไปด้วยความรวดเร็วตามพลังวิญญาณที่ตงฟางดูดกลืนจากรอบๆส่งเข้าไปในวงเวทย์ ท่ามกลางอาวุธมากมายที่พุ่งเข้ามานี้เอง อาจารย์ตึกยันต์ได้ใช้พลังวิญญาณที่เหนือกว่าบรรจุลงไปในยันต์ระดับ 7 เพื่อให้มันทรงพลังมากยิ่งขึ้นก่อนที่เขาจะส่งกระบี่ยักษ์เต็มไปด้วยธาตุไฟออกไปโจมตียันต์มากมายของตงฟาง
ตู้ม บรึ้ม บู้ม~!
“ฮ่าๆๆ ตงฟาง ยังไงพลังวิญญาณของแกมันก็ยังอ่อนกว่า ต่อให้แกจะใช้ยันต์ระดับ 8 ได้ พลังวิญญาณของแกที่เป็นพลังงานของวงเวทย์ด้านหลังยังคงแพ้ข้าอยู่ดี”
ตงฟางปลดปล่อยอาวุธออกไปนับ 10 อีกฝั่งกลับปลดปล่อยเพียงแค่ 1 ก็สามารถหักล้างการโจมตีได้ เขากลับไม่ใส่ใจชักนำพลังวิญญาณเข้าไปในวงแหวนด้านหลังต่อไปเพื่อหยอกล้อกับผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลและยันต์ เขาอยากเห็นความสามารถและวิธีการใช้งานยันค์ในรูปแบบต่างๆ จึงเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้งัดทุกอย่างที่เขามีออกมาใช้
ตู้ม บรึ้ม!
“อาจารย์ เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญทำได้เพียงแค่หักล้างพลังของศิษย์ตัวน้อยๆเท่านั้นเหรอ”
“เหอะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะทำอะไรให้เจ้าดู”
ยันต์ในมือซ้ายและมือขวาของอาจารย์ผสานเข้าด้วยกันสร้างความสงสัยให้ตงฟางไม่น้อย สิ่งที่อาจารย์ตึกยันต์ใช้เป็นการรวมยันต์ที่เป็นธาตุ 2 อย่างเข้าด้วยกันก่อนโจมตี ตงฟางเคยทำแค่โจมตีออกไปแล้วให้ธาตุทั้ง 2 ผสมรวมกันเท่านั้น เนื่องจากในตึกยันต์ไม่มีวิธีการผสมรวมยันต์แบบนี้ให้เขาได้ศึกษา
“จะเกิดอะไนขึ้น หากว่าไฟและลมผสมเข้าด้วยกัน”
“มันจะเกิดเป็นไฟโหมกระหน่ำที่รุนแรงกว่าเดิม” ตงฟางตอบคำถาม
“ใช่ แม้ข้าจะใช้ยันต์ระดับ 8 ไม่ได้ การผสมรวมกันระหว่างยันต์ระดับ 7 2 อันนี้ก็เพียงพอจะทำให้พลังของยันต์เทียบเคียงกับยันต์ระดับ 8 รู้แล้วก็ตายซะ”
ตงฟางยังไม่รู้วิธีการรวมยันต์เข้าด้วยกัน แม้เขาจะเห็นวิธีการทำก็ไม่สามารถลอกเลียนได้ ไม่อย่างนั้นจะเกิดการระเบิด เขาจึงควักเอาแกนพลังวิญญาณระดับราชันที่ได้จากปีศาจออกมา ซึ่งสิ่งๆนี้เขาได้เก็บมาเป็นจำนวนมากเพื่อนำกลับมาทำบางอย่างที่ไม่มีใครคิดทำ
การต่อสู้ที่เมืองซ่งตลอด 1 เดือน 25 วัน ทำให้เขารู้ความลับของแกนพลังวิญญาณปีศาจระดับราชันที่ทหารเมืองหลวงเก็บรวบรวมเอาไว้ แม้มันจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถดูดซับได้ แต่มันสามารถนำไปใช้ทำอาวุธสังหารที่ก่อให้เกิดพลังมารความเข้มข้นสูง ด้วยการนำมาใช้งานกับอาวุธ ตงฟางจึงนำมันมาเป็นแหล่งพลังงานให้กับวงเวทย์ด้านหลังของเขา จนทำให้อาวุธธาตุมากมายที่พุ่งออกไปนี้เองทรงพลังมากยิ่งขึ้น เมื่อเปลี่ยนพลังวิญญาณรอบๆมาเป็นพลังวิญญาณของระดับราชัน
ตู้ม~!
“บ้าน่า เกิดอะไรขึ้น!”
ดวงตาของอาจารย์ตึกยันต์ย่นเข้าหากัน มันเชื่อว่าการโจมตีด้วยยันต์ที่ส่งออกไปจะต้องสร้างความเสียหายให้ตงฟางได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อตงฟางควักบางอย่างออกมาจากแหวนเก็บของ วงเวทย์ของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นจนหักล้างพลังยันต์ที่มันผสมรวมกัน ทันใดนั้นมันกลับเป็นฝ่ายเบิกตากว้างเพราะจู่ๆตงฟางก็ได้ส่งเข็มออกมาจากปลายนิ้วพุ่งเข้ามาทะลวงร่างของมันที่เป็นถึงระดับราชันวิญญาณ จนทำให้ยันต์ที่กำลังใช้งานแตกสลายหายไป
“อาจารย์ ท่านมีอะไรอีกไหมที่ต้องการใช้งาน”
“แก~!”
“ข้าจะถามอีกครั้ง ว่าท่านมีอะไรอีกไหมที่ต้องการใช้งาน”
“ได้ แกบังคับให้ข้าต้องใช้งาน ตงฟาง แกดูเอาไว้ซะว่าระดับราชันวิญญาณ ไม่ใช่ระดับที่ราชาวิญญาณจะต่อกรได้”
บู้ม~!
แม้จะบาดเจ็บบริเวณหน้าอกกลับไม่เป็นปัญหาในการใช้พลังวิญญาณ อาจารย์ตึกยันต์ที่ถูกตงฟางทำลายยันต์จึงระเบิดพลังออกมานอกร่างจนก่อให้เกิดเป็นชุดเกราะพลังวิญญาณสีฟ้าคลุมทั่วร่างของเขาเอาไว้
“แกรู้ไหมตงฟางว่าระดับราชันวิญญาณทำไมถึงเหนือกว่าระดับราชาวิญญาณ ต่อให้จะถูกระดับราชานับร้อยรุมโจมตีก็ไม่มีทางตกตาย”
“จะบอกว่าเพราะชุดเกราะพลังวิญญาณนั่นเหรอ”
“ฮ่าๆๆ แกรู้จักมันสินะ ดี ข้าจะได้ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ด้วยสิ่งนี้ที่มีเพียงแค่ระดับราชันเท่านั้นที่สร้างได้ มันจะเพิ่มการป้องกันจนระดับราชาวิญญาณทำได้เพียงแค่ยืนมองไม่สามารถทำอะไรระดับราชันวิญญาณ”
“ท่านจะบอกว่าตอนนี้ท่านเหนือกว่าข้าเพราะสวมใส่เกราะพลังวิญญาณ”
“ใช่ ข้าเหนือกว่า เอาล่ะ แกมีอะไรก็ใช้งานมันออกมา ก่อนที่แกจะตาย”
“งั้นข้าก็ไม่ขอเกรงใจอีกต่อไป”
บู้ม~!
ตงฟางกระโดดลงจากหลังสัตว์อสูรลงไปเหยียบพื้นก่อนจะพุ่งตัวออกไปด้วยความเร็วเต็มกำลังที่แม้แต่อาจารย์ตรงหน้ายังตะลึงงันเพราะความเร็วของตงฟางรวดเร็วมากจนยากจะมองทัน ภายใต้สายตาพยายามตามความเร็วของตงฟาง จู่ๆร่างที่พยายามหาก็โผล่มายืนตรงหน้าพร้อมกับหวดกำปั้นปะทะเกราะวิญญาณบริเวณหน้าอกส่งร่างของมันให้ลอยละลิ่วปลิวออกไปไกล
ตู้ม~!
“อาจารย์ ทนให้ได้ล่ะ ข้าจะใช้แค่พละกำลังเท่านั้น”
พรวด~!
เลือดสีแดงเลือดพ่นออกมาจากปากสร้างความตกใจให้อาจารย์ตึกยันต์ไม่น้อย แม้มันจะเป็นระดับราชันวิญญาณขั้น 2 ด้วยชุดเกราะพลังวิญญาณที่สวมใส่หากอีกฝ่ายไม่เหนือกว่าก็ไม่สามารถทำให้มันเสียเลือดได้ แต่การโจมตีของตงฟางที่พุ่งปะทะเกราะพลังวิญญาณเมื่อครู่ได้ทำลายชุดเกราะบริเวรหน้าอกจนแตกเป็นเสี่ยงๆ
“กะ แกทำได้อย่างไรกัน พรวด~!”
เลือดสีแดงพ่นออกมาจากปาก เพียงแค่หมัดเดียวนอกจากจะทำลายชุดเกราะพลังวิญญาณยังสามารถทำลายกระดูดซี่โครงไปหลายซี่ ภายใต้ความเจ็บปวดที่กำลังวิ่งไปทั่วร่างกายนี้ ตงฟางได้เดินมาดูหน้าอาจารย์ผู้ที่กำลังอวดดีต่อหน้าเขาเมื่อครู่
“ก็แค่หมัดเปล่า ไม่มีพลังอะไรเลยเห็นไหม”
ตงฟางยกมือขวาชูให้อาจารย์ดู เขาไม่ได้ใส่พลังวิญญาณ ไม่ได้ใส่พลังจิต เป็นพละกำลังของเขาล้วนไม่มีพลังอย่างอื่นเจือปนเลยสักนิด ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับระดับราชันวิญญาณขั้น 5 ไม่ใช่สิ่งที่ระดับราชันวิญญาณขั้น 2 จะต่อต้านได้ อีกอย่างตงฟางไม่ใช่ระดับวิญญาณทั่วไป เขามีร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่าปีศาจ จึงทำให้หมัดเมื่อครู่รุนแรงกว่าคนระดับเดียวกันใช้งานอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ ใกล้จะครบชั่วโมงแล้ว เราสองต้องลาจากกันเสียที”
“มะ..ไม่ตงฟาง ฟังที่ข้าพูดก่อน ข้ามี..”
ตู้ม~!
หมัดขวากระแทกใบหน้าของอาจารย์จนลงไปนอนแน่นิ่งในหลุมเช่นเดิม ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง ด้วยหมัดที่อัดกระแทกหน้าทำให้คอของอาจารย์หัก จึงทำให้อาจารย์ทั้งหมดที่เดินทางออกมาจัดการกับตงฟางไม่เหลือเลยสักคนเดียว
“ถ้าในตึกยันต์ไม่มี แสดงว่ามันก็ต้องอยู่กับอาจารย์สินะ”
ตงฟางค้นดูภายในแหวนเก็บของของอาจารย์ตรงหน้าแล้วฉีกยิ้มเมื่อหนังสือผสมการใช้งานยันต์เพื่อหนุนเสริมพลังให้แก่กัน นอนนิ่งอยู่ในแหวนเก็บของ เขาจึงเก็บทุกอย่างที่คิดว่ามีค่าของเหล่าอาจารย์จากนั้นก็ดูดเลือดมาเสริมพลังให้กับอสูรโลหิตก่อนจะดึงพวกเขาลงไปใต้ดินฝังกลบไม่ให้ใครตามหาตัวได้อีกต่อไป
พรึ่บ~!
ร่างในชุดสีดำหายไปด้วยการเทเลพอร์ต ตงฟางไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่าอสูรคลั่งอีกต่อไป ตอนนี้เขาจำเป็นต้องรีบทำให้คนใกล้ตัวปลอดภัยก่อนที่เขาจะเดินทางไปเมืองหลวง ยังเหลือเวลาอีก 4 วันที่พวกเขาจะออกเดินทางกัน
“พี่ซิงเยียน ผมกลับมาแล้วนะ”
คลืด~!
ประตูห้องหลอมยาถูกเปิดด้วยความเร็วไวสร้างความตกใจให้ตงฟางไม่น้อย เขาพึ่งติดต่อกับพี่ซิงเยียนเธอกลับพุ่งเข้ามาในห้องหลังจากเขาเลิกติดต่อ ระหว่างที่เขากำลังยืนตะลึงอยู่นี้เอง เขาก็ถูกพลิกตัวมองหาบาดแผลบนร่างกาย
“ไหนให้พี่สาวดูหน่อย บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“พี่ซิงเยียน ผมสบายดี”
“เพื่อให้แน่ใจ เอาล่ะหยุดอยู่นิ่งๆ”
—-------------------------------
ตุบ ตุบ~!
“ท่านผู้นำนิกาย หวังว่ามันคงไม่กลับมาเตะข้าเพื่อแก้แค้นหรอกนะ”
อาจารย์เฟยหงพูดด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ หลังจากมองดูร่องรอยการต่อสู้ภายในป่า มันเป็นร่องรอยที่น่ากลัวมาก อย่างไรก็ตามเขากลับไม่พบร่างของอาจารย์ทั้ง 6 ที่ถูกฆ่าตายภายในสถานที่แห่งนี้ รอบๆมีเพียงแค่ร่องรอยการถูกทำลายด้วยยันต์
“ดูเหมือนตรงนี้จะมีอาจารย์ 4 คนตกตาย”
ผู้นำนิกายมองไปยังหลุมทั้ง 4 ที่อยู่ใกล้กัน บนหลุมยังคงเต็มไปด้วยรอยเลือดของคนจำนวน 4 คนถูกบดขยี้ด้วยพลังที่เหนือกว่า มองออกไปตรงหน้าเห็นศพสัตว์อสูรและมีเลือดหล่นอยู่บนพื้น เหมือนกับมีใครบางคนถูกฆ่าตายตรงนั้น แล้วเมื่อกวาดตามองดูร่องลึกบนพื้นพุ่งออกไปไกล เขาก็รู้ได้ว่าจะต้องมีคนถูกพลังที่เหนือกว่าอัดกระแทกจนปลิวออกไป
“ผู้นำนิกาย ดูเหมือนว่าตำแหน่งนี้จะเป็นตำแหน่งที่เจ้าของตึกยันต์ตาย”
“อืม เอาล่ะ คนตายแล้วก็ตายไป เรากลับกันเถอะ ต่อให้จะพยายามหาร่างคนทั้ง 6 หากคนลงมือฆ่าไม่อยากให้เราเห็นก็ยากที่จะตามหา”
ผู้นำนิกายกับอาจารย์เฟยหงบินกลับไปยังสถาบัน พลางพยายามแต่งเรื่องบอกกับอาจารย์คนอื่นๆว่าเรื่องที่เกิดมีความเป็นมาอย่างไร คนที่ตายและคนที่ลงมือสังหารจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน แต่ที่พวกเขาจะพูดออกไปมันจะต้องไม่เกี่ยวข้องกับตงฟาง
—---------------------------------
“วาว พี่คิดแล้วว่าตงฟางจะต้องรอดอย่างแน่นอน เอาล่ะอ้ามก่อน อ้าม..”
ตงฟางยิ้มแหยพลางอ้าปากกินข้าวที่พี่ซิงเยียนป้อน ตอนนี้เขาถูกมัดมือเช่นเดิมเพื่อไม่ให้หยิบจับอาหารบนโต๊ะด้วยตัวเอง ภายใต้มื้อดึกนี้เอง ตงฟางเล่าเรื่องการผจญภัยของเขาในการช่วยทหารเมืองซ่งจัดการกับปีศาจมากมายในช่วงเช้า ไม่ได้บอกถึงความอันตรายในช่วงดึกที่เขาล่าเพียงคนเดียวเพราะรู้ว่าจะต้องถูกดุแน่นอนหากพี่ซิงเยียนรู้ว่าเขาเดินทางตัวคนเดียวเข้าไปในค่ายของปีศาจที่มีระดับราชันจำนวนมากเตรียมจะฆ่าเขา
“ตงฟาง พี่สาวมีบางอย่างอยากจะถาม”
“อะไรเหรอครับ”
“พี่ได้ยินข่าวหนึ่ง ตอนนี้ภายในเมืองต่างก็พูดถึงกัน”
“ข่าวอะไรเหรอครับ”
“ข่าวจากเมืองซ่ง” ตงฟางเริ่มเหงื่อตกหลังจากเห็นพี่ซิงเยี่ยนกำลังหรี่ตามองเขาเตรียมจับพิรุธ
“ข่าวอะไรเหรอครับ มันอันตรายไหม”
“ข่าวที่ได้รับ พี่สาวได้ยินมาว่ามีมารผมขาวปรากฎตัว”
อรึก~! ตงฟางกลืนน้ำลายลงไปในคออย่างยากลำบากพยายามฉีกยิ้มกว้างส่งให้พี่ซิงเยียน
“เขาบอกว่าคนที่ได้ชื่อว่า มารผมขาว หล่อมา ด้วยผมสีขาวยาวถึงกลางหลังและไอพลังงานสีดำ มันดูน่ากลัวแต่ก็น่าหลงไหล ไม่เพียงเท่านั้นเขายังแข็งแกร่งมาก ด้วยตัวคนเดียวสามารถบุกถล่มค่ายของปีศาจจนทหารเมืองซ่งทำงานได้ง่ายขึ้น”
“ใช่ครับ เป็นเพราะเขาทำให้งานของผมปลอดภัย”
“อย่างนั้นเหรอจ๊ะ” พี่ซิงเยียนเริ่มลุกขึ้นยืนพลางเข้าโอบตงฟางจากทางด้านหลังแล้วค่อยๆยื่นใบหน้าไปกระซิบใกล้ๆหูจนตงฟางเหงื่อไหลออกมาเยอะกว่าเดิม
“แต่พี่สาวจำได้ว่า มารผมขาวเคยปรากฎตัวให้พี่สาวเห็นครั้งหนึ่ง แม้มันจะเป็นช่วงเวลาเสี้ยววิเท่านั้น แต่เขากลับปรากฎตัวในบ้านพักเมืองลั่วหยางของพี่สาว ตงฟางคิดว่าเขาคนนั้นเป็นใครเหรอ”
“ฮ่าๆๆ พี่สาวซิงเยียนคงจะตาฝาด”
“เหรอ พี่จะนับถึงสาม หากมารผมขาวไม่ปรากฎตัวตรงหน้า อย่าว่าพี่สาวคนนี้ไม่เตือน หนึ่ง”
วูฟ~!
ตงฟางเปิดใช้งานสายเลือดมังกรมารบรรพกาลจนผมของเขากลายเป็นสีขาว ไม่เพียงแค่ผมที่เปลี่ยน เล็บมือเล็บเท้าของเขาก็กลายเป็นสีดำ ออร่าพลังที่อยู่รอบๆของตงฟางก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ ทำให้ซิงเยียนกระโดดกอดหนักกว่าเดิม
“ขอแบบนี้นะ คืนนี้ขอแบบนี้ ดูชั่วร้ายมากๆพี่สาวชอบ”
หมับ~!
ตงฟางกุมขมับกับนิสัยแปลกๆของพี่ซิงเยียน อย่างไรก็ตามเขาต้องบอกความจริงว่าสิ่งนี้ใช้งานนานไม่ได้เพราะมันมีเวลาจำกัด ทำให้เขาเห็นแก้มป่องๆของพี่ซิงเยียนแต่ตงฟางก็มีอย่างอื่นมาปลอบใจ โดยสิ่งนั้นก็คือการหอมแก้มที่เพียงแค่หอมครั้งเดียวหญิงสาวที่กอดเขาก็แสดงท่าทางดีใจจนไม่สนมารผมขาวอีก
“พี่ซิงเยียนผมมีบางอย่างจะทำ พี่อยากลองไหม”