“พี่สะใภ้นี่ดีกับอาหมิงจริงๆ เลยนะ ถึงกับเอาของอร่อยๆมาส่งให้พวกเรากินด้วย”
“แน่นอนอยู่แล้ว ก็ดูเอาสิว่าพี่สะใภ้กับอาหมิงรักกันขนาดไหน”
“เฮ้อ... น่าอิจฉาจังเลย!”
ทุกคนต่างพากันหยอกล้ออย่างสนุกสนาน
เมื่อเซียวหยวนหมิงได้ยินว่าซูเจียวเจียวมาเขาก็เงยหน้าขึ้นมองทันที จึงเห็นซูเจียวเจียวกำลังเดินมาจากที่ไกลๆในมือถือถังใบหนึ่งที่คลุมด้วยผ้าขาวบางสะอาด เพื่อป้องกันฝุ่น
เซียวหยวนหมิงรีบทิ้งงานในมือและเดินไปหาซูเจียวเจียวเขารับถังจากมือเธอมาถือไว้พลางกล่าวว่า “ผมบอกแล้วไงว่าอากาศร้อนๆแบบนี้ไม่ต้องมาส่งข้าวส่งน้ำให้ผมหรอกนะ ระวังคุณจะไม่สบายเอา”
เมื่อเซียวหยวนหมิงรับของไปซูเจียวเจียวก็รู้สึกเบาขึ้นทันที เธอเผยรอยยิ้มบางๆ“ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยมีงานทำน่ะค่ะ ว่างๆ ก็เลยมาหา”
เซียวหยวนหมิงยกถังไปวางในที่ร่มและสะอาดจากนั้นก็จับมือซูเจียวเจียวขึ้นมาดู ปรากฏว่ามือของเธอแดงก่ำเป็นรอยถลอก
มือของเธอเล็กและบอบบางนัก
แม้น้ำถั่วเขียวครึ่งถังนี้จะไม่หนักสำหรับเขาแต่สำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างซูเจียวเจียวการหิ้วมาไกลถึงสองลี้ก็คงไม่เบาเลยทีเดียว
เมื่อเห็นรอยถลอกบนมือของคนรักเซียวหยวนหมิงก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดในใจ
เขากุมมือของเธอไว้แล้วนวดเบาๆไม่หยุดหย่อน “ยังเจ็บอยู่ไหม?”
เจียวเจียวบอบบางขนาดนี้หิ้วมาไกลขนาดนี้ แถมยังโดนแดดแรงๆ คงเหนื่อยแย่แล้ว
“คุณนวดแบบนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ” ซูเจียวเจียวกล่าวพลางยิ้มดวงตาทั้งคู่สุกใสราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
“ต่อไปไม่ต้องออกมาแล้วนะ พักผ่อนอยู่บ้านเถอะ” เซียวหยวนหมิงกำชับ
ซูเจียวเจียวใช้มือข้างหนึ่งเท้าคางอีกข้างให้เขานวดเบาๆ แล้วกล่าวพลางยิ้มอย่างร่าเริงว่า“เข้าใจแล้วค่ะ”
เมื่อเห็นท่าทางของเธอเซียวหยวนหมิงก็ส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ทุกครั้งที่เขากล่าวเช่นนี้เธอก็จะรับปากอย่างว่าง่าย แต่พอถึงวันรุ่งขึ้น เธอก็ยังคงมาส่งอาหารให้เขาอยู่ดีจนเขานั้นไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว
ลู่เหว่ยหมินและเหล่าพี่น้องเห็นเซียวหยวนหมิงกับซูเจียวเจียวรักกันมากขนาดนี้ก็รู้สึกอิจฉาจับใจ
หลังจากนวดมือให้จนรอยแดงจางหายไปซูเจียวเจียวก็บอกให้เซียวหยวนหมิงไปดื่มน้ำถั่วเขียว
เซียวหยวนหมิงตักขึ้นมาหนึ่งชามแล้วป้อนให้เธอก่อน “คุณเดินตากแดดมาตลอดทางคงจะหิวน้ำมากแน่ๆ ดื่มก่อนสิ”
ซูเจียวเจียวหัวเราะพร้อมกับตบกระติกน้ำบนตัวเธอ“ฉันเตรียมน้ำมาด้วย และดื่มมาตลอดทางเลย คุณดื่มเถอะค่ะ”
เซียวหยวนหมิงจึงเริ่มดื่มอย่างว่าง่าย
ซูเจียวเจียวเรียกลู่เหว่ยหมินและทุกคนที่กำลังสร้างถนนให้มาดื่มน้ำถั่วเขียวเพื่อคลายร้อน
เมื่อได้ยินว่ามีน้ำถั่วเขียวดื่มทุกคนก็วางงานในมือลงแล้วมารวมตัวกัน
แต่ละคนนำกระติกน้ำของตัวเองมาเติมน้ำถั่วเขียวถูกต้มแบบเจือจาง แต่ใส่น้ำตาลเยอะทำให้มีรสหวานแถมยังแช่น้ำแข็งในบ่อน้ำ ทำให้ดื่มแล้วเย็นชื่นใจ!
ทุกคนต่างกอดกระติกน้ำของตัวเองนั่งดื่มใต้ร่มเงาไม้ช้าๆ รู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก และมีอารมณ์ที่จะคุยเล่นกัน
แน่นอนว่าคำชมเชยที่ซูเจียวเจียวจะได้รับก็มีมากมาย
“ยุวชนซูใจดีจริงๆ”
“ยุวชนซูเป็นภรรยาที่ดีและรู้จักดูแลสามี”
แม้บางคำชมจะออกแนวประจบประแจงแต่ก็เป็นคำชมที่ออกมาจากใจจริงเพราะทุกครั้งที่ซูเจียวเจียวมาส่งอาหารให้เซียวหยวนหมิงเธอก็จะเผื่อแผ่มาให้พวกเขาด้วยเสมอ
บางครั้งก็เป็นหมั่นโถวนึ่งคนละสองลูก
บางครั้งก็เป็นน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวคนละชามเล็กๆ
บางครั้งก็เป็นซาลาเปาไส้ผักคนละชิ้น...
ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปทุกคนต่างก็ได้รับความเอื้อเฟื้อจากซูเจียวเจียวและรู้ว่าซูเจียวเจียวไม่ใช่คนขี้เหนียว
เธอไม่เพียงแต่ใจกว้างเท่านั้นแต่ยังใจดีและเข้ากับคนง่ายอีกด้วย
แต่ก่อนเซียวหยวนหมิงไม่มีเพื่อนเลยนอกจากพี่น้องอย่างลู่เหว่ยหมินไม่มีใครในหมู่บ้านที่พูดคุยกับเขามากนักแต่ในช่วงนี้ทุกคนก็เริ่มสนิทกับเซียวหยวนหมิงมากขึ้น
บางครั้งเมื่อเจอหน้ากันบนถนนก็จะทักทายกันท่าทีของทุกคนต่อเซียวหยวนหมิงก็เปลี่ยนไปมากโดยไม่รู้ตัว
ที่จริงแล้วซูเจียวเจียวก็สังเกตเห็นเรื่องพวกนี้เธอหวังให้อาหมิงสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในหมู่บ้านและหวังว่าเขาจะมีบุคลิกที่เปิดเผยมากขึ้น
เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้บุคลิกของอาหมิงเปิดเผยมากขึ้นจริงๆตอนนี้บางครั้งเขาก็ยังพูดเล่นกับลู่เหว่ยหมินและคนอื่นๆ สองสามคำ
ซูเจียวเจียวหยิบไข่ต้มออกจากกระเป๋ากางเกงแล้วยื่นให้เขา “กินไข่เพิ่มพลังหน่อยนะคะ”
เซียวหยวนหมิงแกะเปลือกไข่แล้วจะป้อนให้เธอซูเจียวเจียวกัดไปหนึ่งคำ จากนั้นก็หยิบไข่อีกฟองออกมาอย่างรวดเร็วแกะเปลือกเสร็จอย่างรวดเร็ว “มีอีกฟองเรากินกันคนละฟองนะ”
บางครั้งซูเจียวเจียวจะนำไข่มาให้เขากินแต่เขาก็จะแกะไข่แล้วป้อนเธอเสมอ ดังนั้นซูเจียวเจียวจึงต้องเตรียมไข่มาสองฟองเสมอคนละฟอง
คนอื่นๆนอกจากนั้น ไม่มีใครได้รับไข่เลย
เพราะไข่มันแพงมากไม่เหมือนหมั่นโถวนึ่งหรือซาลาเปาผัก ที่ทำเพิ่มอีกสองสามชิ้นก็ได้
ทว่าทุกคนก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณการได้ดื่มน้ำถั่วเขียวอร่อยๆ โดยไม่ต้องจ่ายอะไรก็พอใจมากแล้ว
ทุกคนคุยกันสักพักก็กลับไปทำงานต่อ
เซียวหยวนหมิงอยู่เป็นเพื่อนซูเจียวเจียวอีกครู่หนึ่งแล้วก็กลับไปทำงานต่อทุกคนยังบอกให้เซียวหยวนหมิงอยู่เป็นเพื่อนซูเจียวเจียวอีกสักพัก ไม่ต้องรีบร้อน
ซูเจียวเจียวสัมผัสได้ถึงความเอื้อเฟื้อของทุกคนจึงเผยรอยยิ้มอันสดใส “ที่บ้านฉันยังมีงานค้างอยู่ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
เซียวหยวนหมิงกำชับให้เธอระวังระหว่างทาง
ซูเจียวเจียวโบกมือให้เขาพร้อมรอยยิ้ม“ฉันรู้แล้วน่า”
เซียวหยวนหมิงละสายตาจากเธออย่างอาลัยอาวรณ์จนกระทั่งร่างของซูเจียวเจียวลับหายไป
ลู่เหว่ยหมินหัวเราะเยาะ“อาหมิง พี่สะใภ้ลับตาไปแล้ว พี่ก็ยังมองอีกนะพี่นี่จะกลายเป็นรูปปั้นหินยืนมองภรรยาอยู่แล้วนะ”
“อาหมิง พี่อยู่กับพี่สะใภ้ทุกวันยังไม่พออีกเหรอ?”
“ฮ่าๆๆ อาหมิงคงอยากอยู่กับพี่สะใภ้ตลอด 24 ชั่วโมงละมั้งอยู่กับพวกเราผู้ชายเหม็นๆ แบบนี้มันจะไปดีได้ยังไงกัน”
เซียวหยวนหมิงแกล้งจ้องมองพวกเขาอย่างดุร้าย“ไปทำงานกันได้แล้ว”
“ครับ!”
…
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วก็มาถึงช่วงต้นเดือนห้า
เดือนห้าเป็นช่วงฤดูฝนถนนที่กำลังก่อสร้างเหลือเวลาอีกสามวันก็จะแล้วเสร็จ แต่ฝนกลับตกไม่หยุดทุกคนจึงถูกบังคับให้หยุดงาน
งานในช่วงฤดูฝนมีน้อยโดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักขนาดนี้ ทุกคนจึงไม่ได้ไปทำงาน พักผ่อนอยู่ที่บ้าน
ซูเจียวเจียวทำงานบ้านไปสักพักแล้วก็มานั่งอ่านหนังสือกับเซียวหยวนหมิงข้างหน้าต่าง
เพราะฝนตกแสงสว่างจึงไม่ดีนัก ซูเจียวเจียวจึงจุดตะเกียงน้ำมันก๊าด มิฉะนั้นแสงจะมืดเกินไปและจะทำให้สายตาเสีย
เซียวหยวนซินกำลังตัดเสื้อผ้าอยู่ในห้องทางทิศตะวันตกส่วนหลิวหยวนหยวนถอดรองเท้าและถุงเท้าเล่นอยู่บนเตียง
พอถึงสี่โมงเย็นก็มีคนจากไร่เกษตรกรรมมาบอกว่าหลินเฟิงหนีไปแล้วโดยเอาเสื้อผ้าสองชุดกับเงินเก็บเล็กน้อยติดตัวไปด้วย
หลี่เกินเซิงรีบฝ่าสายฝนหนักไปตามบ้านต่างๆเพื่อเรียกคนให้ออกตามหาหลินเฟิง
ทุกคนจึงต้องสวมเสื้อกันฝนและหมวกฟางออกไปตามหาคน