บทที่ 8
สัตว์อสูรตนที่สอง
เสียงฝนดังแว่วมาจากบริเวณด้านนอกเสียงฝนตกพร่ำพร่ำพร้อมกับท้องนภาที่มืดมิดถูกปกคลุมไปด้วยม่านเมฆฝนที่ลอยตัวมาปกคลุมบริเวณ้าป่าใหญ่
จางิที่กำลังอยู่ภายในถ้ำแห่งหนึ่งยืนอยู่บริเวณด้านหน้าปากถ้ำแล้วใช้ดวงตามองไปยังบริเวณ้าท้องนภาที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืด
ในตอนนี้มองดูแล้ว่เวลานั้นยังไม่เข้าสู่ยามวิกาลเลยแต่ว่าท้องนภากับมืดมิดไร้ซึ่งแสงจากดวงอาทิตย์มาสองตอนนี้แสงจากดวงอาทิตย์มืดมิดพร้อมกับบริเวณรอบรอบที่ถูกปกคลุมไปด้วยความหนาว
กองเพลิงกองเล็กๆถูกจุดเอาไว้ภายในถ้ำที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่มากนักจางิกำลังยืนอยู่บริเวณปากถ้ำด้านหน้ากองเพลิงใช้ดวงตาทอดยาวสายฝนที่กำลังร่วงโรยลงมาจาก์
ดวงตาทั้งสองข้างกำลังแสดงท่าทางเหม่อรอยยืนกอดอกแล้วก็จ้องมองท้องนภาที่มืดมิดพร้อมกับเอ่ยถามภายในใจ? “ เสี่ยวหนิงในตอนนี้ข้าสามารถทำพันธสัญญากับสัตว์ชนิดใดได้บ้าง”
“ เรียนนายท่านความสามารถของท่านในตอนนี้สามารถสยบได้เพียงแค่สัตว์อสูรที่อยู่ในระดับหนึ่งดาวเท่านั้นนอกเหนือจากนั้นไม่สามารถทำพันธสัญญาได้แต่ว่ามีข้อยกเว้นว่าอสูรที่มีพลังระดับสูงกว่าจะยอมสยบให้กับนายท่านเองตามเจตนาของมัน ” เสียงของสตรีภายในหัวดังแว่วขึ้นมาตามที่เขานั้นถามกับนาง
“ เข้าใจแล้วเพราะแบบนั้นตอนนี้ความสามารถของเขาจึงทำพันธสัญญาได้กับสัตว์อสูรที่มีระดับหนึ่งดาวเท่านั้นสินะแล้วเ้าพอมีสัตว์อสูรประเภทใดที่แนะนำหรือไม่? ”
“ เรียนนายท่านสัตว์อสูรที่ท่านถือครองอยู่ในตอนนี้จากการวิเคราะห์เป็หมาป่าโลหิตมีความสามารถในการต่อสู้ที่โดดเด่นแต่ว่ายังขาดอสูรที่ช่วยในการเฝ้าระวังและการสอดแนม ”
“ สัตว์อสูรตนที่สองควรทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรที่มีความสามารถในการสอดแนมเพื่อที่จะสามารถสาดส่องและก็ทำการเฝ้าระวังรอบกายได้ง่ายดายมากขึ้น” นางทำการตอบกลับมาให้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำพันธสัญญาของสัตว์อสูร
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นเขาที่กำลังยืนอยู่ในท่าทางกอดอกก็พยักหน้าขึ้นลงพร้อมกับทำความเข้าใจ
สิ่งที่นางนั้นทำการพูดออกมามันเองก็เป็ความจริงตอนนี้มีหมาป่าโลหิตที่มีความสามารถในการโจมตีเพราะแบบนั้นตอนนี้ยังขาดอสูรที่ช่วยในการสอดแนม
เขาอย่างไรเสียก็เป็มนุษย์ธรรมดาทั่วไปร่างกายนี้ไม่ได้พิเศษอันใดเหมือนผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธถ้าไม่มีการเฝ้าระวังแน่นอนว่าศัตรูอาจจะเข้าใกล้มาภายในร่างกาย
แล้วมันเองก็จะเป็อันตรายทำให้เขาหน่อยอาจจะถึงแก่ชีวิตโดยเฉพาะในตอนนี้ที่อยู่ภายในป่าใหญ่ที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมายเช่นนี้แน่นอนว่ามีโอกาสสูงเป็อย่างมากที่จะโดนเล่นงาน
จางิก้มใบหน้าของตนเองต่ำลงเล็กน้อยแล้วก็คิดภายในใจของตนเอง “ มองดูแล้วสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาวแทบจะไม่มีสัตว์อสูรประเภทใดเลยที่มีความสามารถในการเฝ้าระวังระดับสูง”
“ เรียนนายท่านการเฝ้าระวังระดับสูงของสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาวจากการประเมินสัตว์อสูรที่สามารถทำการเฝ้าระวังได้มากที่สุดน่าจะเป็เหยี่ยวปีกดำ”
หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นเขาก็พยักหน้าเป็อย่างที่เสียงที่อยู่ภายในหัวนั้นอธิบายแต่เขาก็พูดสวนขึ้นมาในทันที“ ถึงจะพูดแบบนั้นก็เถอะแต่ว่าเ้าเหยี่ยวปีกดำสามารถหาได้ง่ายด่ายซะที่ไหนเล่ามันอาศัยอยู่บนหน้าผาสูงเพราะแบบนั้นภายในป่าแห่งนี้ไม่มีหน้าผาสูงไม่ต้องหวังว่าจะพบเจอมันเลย”
แต่เมื่อลองคิดดูแล้วในตลอดหลายวันที่ผ่านมาถ้าไม่ได้เสียวหนิงที่เป็เสียงภายในหัวของเขาคอยพูดคุยเขาคงจะเครียดจนเป็บ้าตายอย่างแน่นอนเพราะว่าต้องหลงตัวอยู่ภายในป่าแห่งนี้เพียงผู้เดียว
แต่ว่าเมื่อมีเสียงของนางทำการพูดคุยอยู่ตลอดเวลาแม้จะเป็การตอบคำถามแต่ก็ทำให้เขาคลายเหงาไปได้บ้าง
แล้วอย่างข้อที่นางทำการอธิบายมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเื่การสยบพวกสัตว์อสูรความสามารถเลยตอนนี้ของเขาสามารถทำได้เพียงแค่ทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาว
แต่ว่าถ้าสัตว์อสูรที่มีระดับที่มันมากกว่านั้นเขาเองก็จำเป็จะต้องให้มันทำการยอมจำนนแล้วก็ยอมสยบกับเขาเองซึ่งเป็เื่ที่แทบจะไม่สามารถเป็ไปได้เลยด้วยซ้ำ
สัตว์อสูรจะยอมสยบให้กับมนุษย์ถือว่าเป็เื่ที่ไร้สาระโดยทั่วไปแล้วถ้ามันไม่ทำการที่อยู่ด้วยตนเองก็ไม่มีโอกาสที่จะทำพันธสัญญากับมัน
โดยพันธสัญญาจะถูกทำโดยการสัตว์อสูรตั้งใจจะดื่มเืของเขาเข้าไปอย่างเ้าหมาป่าโลหิตมันเองก็เป็หนึ่งในสัตว์อสูรที่ทำสัญญาโดยบังเอิญ
โดยพันธสัญญามันเองก็มีส่วนประกอบโดยการที่ต้องดื่มเืเข้าไปแล้วก็สัตว์อสูรตนนั้นภายในใจลึกลึกต้องมีความยินดีและความยินยอมในการดื่มเืและมีเจตนาในการดื่มเืเข้าไปอย่างชัดเจนเพราะแบบนั้นพันธสัญญาถึงสมบูรณ์นี่คือเงื่อนไขของสัตว์อสูร ที่มีระดับสูงกว่าความสามารถของเขา
แน่นอนว่าถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไปพันธสัญญาเองก็ทำให้สามารถทำได้ไม่สำเร็จเช่นเดียวกัน
หลังจากที่ยืนคิดอยู่สักพักในขณะที่เสียงฝนกำลังตกลงมากระทบกับพื้นดวงตาที่จ้องมองไปที่ป่าอนุว่างใหญ่และไร้ซึ่งผู้คนกลับค่อยค่อยหันมามองบริเวณด้านหลังเมื่อหันมามองบริเวณด้านหลังเขาได้ยินเสียงบางอย่างจึงโดนดูดสายตาของตัวเองหันกลับมามอง
ตอนที่หันกลับมามองพบเห็นเข้ากับสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่กำลังคานอยู่บริเวณเมื่อหันกลับไปมองพบเห็นเข้ากับแสงบางอย่างที่ล่องลอยอยู่บริเวณรอบๆกองเพลิง
คิ้วทั้งสองขมวดเข้ามาหากันอย่างสงสัยแล้วค่อยค่อยก้าวเท้าเดินไปบริเวณด้านหน้าเข้าไปดูมัน
เมื่อเดินเข้าไปดูมันใกล้ใกล้พบเห็นว่าเ้าสิ่งมีชีวิตที่มันกำลังล้อมรอบอยู่บริเวณรอบรอบกองเพลิงมันเป็แสงที่ล่องลอยอยู่มันคือแมลงชนิดหนึ่ง
แต่เ้าสิ่งนี้มันกลับไม่ใช่แมลงธรรมดาจากที่มองดูด้วยสายตาเขาเองก็มองเห็นว่ามันเป็แมลงตัวแข็งหนาที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงทั้งตัว
เมื่อมองดูดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกกว้างขึ้นแล้วก็คิดภายในใจ “ เ้านี้รู้สึกว่าจะเป็แมลงล่องหน”
“ ถูกต้องแล้วเ้าค่ะนี่คือแมลงล่องหนสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาวเป็สัตว์อสูรที่มีความสามารถในการสอดแนมอยู่ในระดับกลาง”
แม้ว่าเสียงภายในหัวจะไม่อธิบายเขาก็รู้จักมันดีอันที่จริงแล้วความรู้เกี่ยวกับเื่พวกสัตว์อสูรมากมายหลายชนิดเขาเองก็คงจะมีไม่ได้น้อยไปกว่าเสียงที่อยู่ภายในหัวอย่างแน่นอน
“ แมลงล่องหนสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาวเป็สัตว์อสูรระดับหนึ่งดาวก็จริงแต่ว่ามันจัดอยู่ในสัตว์อสูรระดับหนึ่งดาวที่หายากเป็เพราะการที่ผู้คนส่วนใหญ่จะพบเจอมันเป็เื่ที่ยากเย็นเป็อย่างมาก ”
“ โดยมันเป็สัตว์อสูรที่ไม่มีความสามารถในการต่อสู้แต่ว่ามีความสามารถพิเศษในการที่มีประสาทััที่รวดเร็วกว่าแมลงธรรมดาทั่วไปสามารถััได้ถึงเสียงอุณหภูมิความร้อนแล้วก็หลายหลายอย่างในรัศมีที่อยู่บริเวณรอบรอบร่างกาย”
“ แม้ว่าจะเคลื่อนไหวได้เชื่องช้าและมีประสาทัับริเวณรอบๆร่างกายของมันเพียงแค่ประมาณ1 ลี้แต่ว่านั้นเองก็เพียงพอแล้วโดยความสามารถพิเศษของมันคือการที่ตัวของมันจะเปล่งแสงได้แต่ว่าใน่เวลาปกติทั่วไปสามารถพรางตัวจนทำให้ไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตา”
“ และเพราะว่ามันสามารถพรางตัวจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาแม้ว่าจะเป็ผู้ฝึกฝนวรยุทธระดับสูงเนี่ยแหละก็เลยทำให้ผู้คนพบเจอมันได้ยากเย็น”
“ แม้ว่าจะบอกว่ามันมีความสามารถในการรับรู้และสอดแนมอยู่ในระดับกางแต่ว่าลำพังตัวของเราในตอนนี้จะนำเอาความสามารถในการรับรู้ระดับสูงไปทำอันใด”
“ เมื่อลองเทียบดูแล้วความสามารถในการรับรู้บริเวณรอบๆร่างกายได้เฉียบคมของเ้าแมลงตนนี้มันยังดีกว่าเหยี่ยวปีกดำเป็ไหนๆ”
หลังจากที่ลองคิดเกี่ยวกับเื่ปัจจัยการใช้งานหลายหลายอย่างก็ทำให้ล่วงรู้ว่าเ้าแมลงล่องหนตัวนี้ที่เป็สัตว์วัตถุที่พบเจอและหายากมีประโยชน์เป็อย่างมาก
เขาเองก็มองว่ามันเหมาะสมจะมาเป็สัตว์อสูรภายในพันธสัญญาตนที่สองด้วยความสามารถของมันหลายหลายอย่างเค้าทำการคิดและไตร่ตรองมาเป็อย่างดีแล้วความสามารถของมันนั้นเหมาะสมจะมาเป็สัตว์อสูรของเขา
ในตอนนี้ขีดจำกัดการเลือกมันเป็สัตว์อสูรตอนที่สองถือว่าเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดจะเป็การเพิ่มการเฝ้าระวังให้กับเขาด้วย
หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วทำการถามกับเสี่ยวหนิงที่อยู่ภายในหัวของตนเอง “ นี่เสี่ยวหนิงสามารถทำพันธสัญญากับมันได้หรือไม่?”
“ เรียนนายท่านแมลงล่องหนเป็สัตว์อสูรที่ไม่มีภัยอันตรายและก็ไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายสามารถใช้กฎเกณฑ์ของพันธสัญญาทำพันธสัญญากับมันได้ในทันที”
นี่มันถือว่าเป็เงื่อนไขพิเศษบอกว่าสัตว์อสูรต้นนี้มีความพิเศษเป็อย่างมากมันเป็สัตว์อสูรที่ไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายแก่มนุษย์เพราะแบบนั้นเลยสามารถทำการสยบมันได้ในทันที
และอีกหนึ่งปัจจัยก็เป็เพราะว่ามันไม่ได้มีภาระกำลังพอที่จะขัดคืนด้วยมันเป็สัตว์อสูรที่ไร้ซึ่งพลังในการโจมตีเพราะแบบนั้นจึงสามารถสยบมันได้ทันทีโดยที่ไม่จำเป็จะต้องคำนึงถึงเงื่อนไขหลายหลายอย่างที่วุ่นวายในการทำพันธสัญญา
เขาเริ่มทำการพันธสัญญาโดยการนำเอาโลหิตของตนเองจากปลายนิ้วแตะเข้าไปที่ร่างกายของเ้าแมลงล่องหนที่กำลังลอยตัวอยู่บริเวณรอบๆกองเพลิง
เมื่อทำการใช้นิ้วมือของตนเองัักระทบโดนไปที่มันโลหิตหนึ่งหยดเปล่งแสงสว่างไสวปราณอันมหาศาลแผดพุ่งออกมาหลังจากนั้นก็หลอมรวมเข้ากับร่างกายของแมลงล่องหนปรากฏตัวอักษรบางอย่างขึ้นมาเบื้องหน้า
[ ระบบท่านได้ทำสัญญากับ แมลงล่องหน เรียบร้อยแล้ว ]
จางิแสดงรอยยิ้มด้วยความดีใจการทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรที่ไม่มีพลังในการต่อสู้สามารถทำได้ง่ายดายยิ่งนัก
แต่ว่าถ้าทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรที่มีระดับพลังในการต่อสู้สูงคงจะไม่ง่ายดายเช่นนี้
จบบท