กระโจมแม่ทัพ
"นักโทษมาถึงแล้วขอรับท่านแม่ทัพ"
นายทหารยามหน้ากระโจมเอ่ยรายงาน
"นำตัวนางเข้ามา"
น้ำเสียงเรียบต่ำเ็า ทว่าแฝงความเด็ดขาดดังแว่วมาจากภายในกระโจม
จ้าวจือจือซึ่งถูกผูกโซ่ตรวนอย่างแ่า ถูกนำมายังหน้ากระโจมหลังใหญ่ ซึ่งบริเวณโดยรอบถูกรายล้อมด้วยกระโจมหลังเล็กอีกหลายหลัง แต่ก็ยังมีพื้นที่ค่อนข้างจะเป็ส่วนตัว
"คุกเข่าลง" ผู้คุมที่นำตัวนางเข้ามาออกคำสั่ง
หญิงสาวยังคงยืนนิ่งไม่ขยับ กวาดดวงตาดำขลับสำรวจโดยรอบ กระโจมแห่งนี้แม้ตกแต่งเรียบง่าย มีเพียงเครื่องเรือนไม่กี่ชนิด จำพวกโต๊ะเขียนตำรา ตั่งสำหรับนั่งพักผ่อนจิบชา และเตียงนอน แต่เครื่องเรือนทุกชิ้นล้วนไม่ธรรมดาถูกสร้างขึ้นมาจากไม้พะยูงล้ำค้า ของตกแต่งมองดูผิวเผินคล้ายไม่มีอันใด แต่นั่นคือหมอนทำจากหยกม่วงเนื้อแก้ว กาน้ำชาทำจากหยกล้ำค่า ผ้าม่านทอจากด้ายทอง ผ้าปูเตียงทอจากเส้นไหมไผ่หยก นุ่มลื่นเย็นสบายในฤดูร้อน อบอุ่นในฤดูหนาว แม้กระทั่งเบาะรองนั่งยังทอจากเส้นไหมเกล็ดน้ำค้าง
'ชิ! ช่างสิ้นเปลืองเสียจริง! รู้จักเสพสุขยิ่งนัก!' จ้าวจือจือแอบนินทาลับๆ
"บังอาจนัก นางโจรสาวอยู่ต่อหน้าท่านแม่ทัพเหตุใดไม่รีบคุกเข่าลง"
เสียงตวาดจากผู้คุม หญิงสาวพลันสะดุ้งตื่นจากการคำนวณบัญชี
เพื่อหลีกเลี่ยงข้อสงสัยและแผนการที่วางไว้สามารถดำเนินต่อได้ หญิงสาวจำใจคุกเข่าลง แต่ดวงตาคู่งามยังคงกวาดมองไปรอบๆ พบว่าข้างฉากกั้นห้องยืนอยู่ด้วยบุรุษผู้หนึ่ง เรือนกายสูงใหญ่ คิ้วกระบี่คมสัน ดวงตาฉายแววลุ่มลึกยากคาดเดา กรอบหน้าชัดเจนหล่อเหลา ท่าทางสุขุมเยือกเย็น ริมฝีปากหยักสวยเฉียบคม ผิวกายคล้ำเล็กน้อยสมชายชาตรี
'ตึก!ตึก'
"หวังอี้เทียน!"จ้าวจือจือเผลออุทานแ่เบา หัวใจดวงน้อยเต้นตึกตักหลังสบเข้ากับดวงตาลุ่มลึกดึงดูด คู่นั้นอย่างเหมาะเจาะ แต่เพียงครู่เดียวนางก็คลับคล้ายคืนสติรีบก้มหน้าแพขนตาหลุบลง
เหตุใดท่านแม่ทัพหนุ่มผู้นี้จึงมีใบหน้าคล้าย 'หวังอี้เทียน' ลมหายใจแห่งชาติถึงเพียงนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะข้ามั่นใจว่าทะลุมิติมา คงเผลอคิดว่ากำลังถ่ายทำละครอยู่เป็แน่ แผนการข้อที่หนึ่งสังหารแม่ทัพคงต้องล้มเลิกไปก่อน
'ข้ามิอาจหักใจทำลายความงดงามประดุจหยกเช่นนี้ได้ลงคอ'
คิดพลางลอบหมุนแหวนเดินลมปราณให้กลไกภายในแหวนเคลื่อนที่ไปหนึ่งช่อง
"เ้า้าพบข้าด้วยเื่แผนที่..แล้วมันอยู่ที่ใด"
เสียงเรียบเย็นกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ ปลุกนางขึ้นจากภวังค์อีกครั้ง
"ข้าอยากทำข้อตกลงกับท่าน"
จ้าวจือจือตอบอย่างกระตือรือร้นมองไปที่แม่ทัพหนุ่มที่หน้านิ่งอยู่
"แกรก!!"
เสียงโลหะกระทบแ่เบาลอยมา หากไม่ใช่เพราะร่างนี้ฝึกยุทธนางก็คงไม่ได้ยิน คาดว่าคงเป็เหล่าองครักษ์เงาของลู่หยางผู้นี้ฟังจากเสียงลมหายใจแล้วน่าจะมีด้วยกันทั้งหมดสี่คน เช่นนี้แล้วแผนการข้อที่สองลอบวางยานอนหลับคงต้องพับเก็บไปก่อนองครักษ์มากขนาดนี้ข้าคงหนีไม่ทัน
"เ้าคิดว่าเ้ามีคุณสมบัติ กระนั้นหรือ"
เสียงเรียบเย็นเจอแววถากถางเล็กน้อย
"หากว่าไม่มี..ข้าคงมิอาจมายืนหน้าเบื้องหน้าท่านเยี่ยงนี้กระมัง"
เสียงหวานสดใสยอกย้อนกลับอย่างไร้ซึ่งความกริ่งเกรง นิ้วโป้งข้างขวาลอบหมุนแหวนพร้อมโคจรลมปราณอีกครั้ง
'หึ!!น่าสนใจ ให้ข้าดูเถิดว่า ในน้ำเต้าของเ้าขายยาใด'
แววตาแม่ทัพหนุ่มกระเพื่อมไหวเล็กน้อย เหลือบมองร่างเล็กตรงหน้า มาดูกันว่านางจะเล่นลูกไม้ใด
แม่ทัพหนุ่ม 'ลู่หยาง' จับตามองนางมาแต่แรก ตามรายงานที่เขาได้รับ นางมีวรยุทธ์สูงส่ง เหตุที่พ่ายแพ้แก่องครักษ์เงาของเขา เป็เพราะว่าต้องเปิดทางให้สองโจรน้อยหลบหนี ระหว่างที่ถูกคุมขังนางไม่ยอมแตะต้องอาหาร ไม่ยอมกล่าววาจาแม้ครึ่งคำ นับว่าจิตใจหนักแน่นยิ่งนัก แต่สาวน้อยตรงหน้าห่างไกลจากที่เขาคาดคิดไว้นัก
นางมีใบหน้าขนาดเล็กเพียงฝ่ามือ ดวงตาทรงเมล็ดชิ่งงดงาม ในแววตาคล้ายมีแสงระยิบระยับผิวใสเกลี้ยงเกลา ริมฝีปากแดงก่ำปานผลอิงเถา งดงามปานบุปผาแรกแย้ม ด้วยโฉมสะคราญถึงเพียงนี้ หากบุรุษใดพานพบ คงพากันหลงใหลคลั่งไคล้เป็แน่แท้ นับแต่ก้าวเท้าเข้ามาในกระโจมนางเหม่อมองรอบด้านอย่าโง่งม แววตากระตือรือร้นบางครั้งฉายแววละโมบโลภมากแต่พองาม เมื่อพบกับเขาดวงตาเมล็ดชิ่งคู่นั้นเบิกโตอย่างน่ามอง "หวังอี้เทียน"ที่เปล่งออกมาจากปากของนาง ทำให้ลำคอของเขาตีบตันเล็กน้อย
'ผู้ใดคือหวังอี้เทียน?'
แม่ทัพหนุ่มเผลอสบถในใจ
"ข้าขอสนทนากับท่านตามลำพังได้หรือไม่"
กล่าววาจาเร็วเท่าความคิด เริ่มดำเนินการตามแผนข้อที่สามวางยาเพื่อต่อรองทันที
"ไร้ยางอายยิ่งนักเป็เพียงโจรสาว ถึงกับกล้ากล่าวออกมาเช่นนี้"
นายทหารด้านหลังบันดาลโทสะ
หัวคิ้วของแม่ทัพหนุ่มกดลงเล็กน้อย กฎเกณฑ์ในค่ายทหารหย่อนยานลงถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใด ใครก็สามารถสอดปากขึ้นมาได้หรือไรกัน?
"เ้าออกไปก่อน"
แม่ทัพหนุ่มเงยหน้าขึ้นสั่งการน้ำเสียงเยียบเย็น นายทหารผู้โชคร้ายรับรู้อารมณ์ของผู้เป็นาย ความเย็นะเืแผ่ซ่านจากปลายเท้าถึงหนังศีรษะ แทบอยากคุกเข่าคลานออกไป
"เ้าพูดได้หรือยัง"
โดยไม่รู้ตัวเสียงที่เปล่งออกมา ลดความเ็าลงหลายส่วน
"คนที่เหลือด้วยเ้าค่ะ"
ส่งเสียงหวานใสเจื้อยแจ้วด้วยความดีใจ เพราะแผนที่วางเริ่มมีเค้าลางความสำเร็จ
'คนที่เหลือ' ผู้ถูกกล่าวพาดพิงลอบแค่นเสียงในใจมิกล้าส่งเสียงออกมา เพราะหากพวกตนถูกคุณชายลงโทษ อาจต้องพักฟื้นนานสามเดือนห้าเดือน
"โอ้!!"
แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองนาง ม่านตาสั่นไหว ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายมีคล้ายไม่มี ขยับมือส่งสัญญาณ พริบตานั้นเงาดำสี่สาย ซึ่งก็คือองครักษ์พุ่งทะยานออกจากกระโจมไปอย่างรวดเร็ว
"เ้าพอใจแล้วกระมัง? "
เสียงทุ้มต่ำเจือแววประชดประชัน แต่หญิงสาวก็มิได้นำพาเพราะแผนที่วางไว้เดินมาสู่่เวลาสำคัญ
"ท่านปลดโซ่ตรวนออกให้ข้าก่อนได้หรือไม่ แล้วค่อยนั่งลงเจรจา"
จ้าวจือจือกล่าวจานุ่มนวล หวังให้เขาใจอ่อนยอมปลดตรวนให้
แม่ทัพหนุ่มเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปหยิบลูกกุญแจจากหีบใบหนึ่ง ตรวนที่ใช้ล่ามหญิงสาว หลอมมาจากเหล็กดำทมิฬ หากมิใช่ผู้มีวรยุทธ์ระดับปรมาจารย์ยากที่จะทำลายลงได้
'หึ!คืนนี้ข้าว่าง มีเวลาเล่นกับเ้า มีลูกไม้เท่าใดจงงัดออกมา อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเกินไปก็แล้วกัน'
คิดพลางก้าวมากลางห้องไขโซ่ตรวนให้กับนาง
จังหวะที่แม่ทัพหนุ่มก้มหน้าไขโซ่ตรวนอยู่นั้น จ้าวจือจือลอบใช้นิ้วโป้งข้างขวา หมุนแหวนวงเล็กที่นิ้วชี้ข้างเดียวกันด้วยความรวดเร็ว จากนั้นใช้ลมปราณกดสลักที่ซ่อนอยู่ภายในตัวแหวนให้ทำงาน แต่ร้อยคำนวณหรือจะสู้ชะตาฟ้าลมปราณที่ส่งไปไม่เพียงพอให้กลไกช่องที่สี่ทำงานหยุดลงแต่แค่ช่องที่สามของแหวน พิษไร้สีไร้กลิ่นชนิดหนึ่งแผ่กระจายในอากาศทันที แทรกซึมเข้าสู่ลมหายใจของทั้งสองคน
หญิงสาวใช้หางตา แอบสังเกตการณ์ตอบสนองของแม่ทัพหนุ่ม แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใด นางแอบระบายลมหายใจด้วยความโล่งอกปลาบปลื้มใจกับความสำเร็จ จนไม่ทันสังเกตเห็นปลายนิ้วเรียวยาวััแ่เบาที่ข้อมือซ้ายของตนเอง