ขอบคุณที่หย่าฉัน ไอ้คุณสามีเฮงซวย

    ตอนที่ 69 เมื่อไหร่ฉันจะมีแฟนรวยสักที

    ตอนที่69 เมื่อไหร่ฉันจะมีแฟนรวยสักที


    ขณะที่จ้าวหลงและลูกน้องสองคนกำลังเดินออกจากห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งทั้งสามคนพลันพบกับหญิงสาวสวยคู่กรณีที่ตั้งใจยืนดักรอพบอยู่หน้าห้องด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ทำให้หลีจยงและหยวนลี่หยางสบตากันด้วยความเข้าใจอย่างมีความหมาย


    หลีจยงปราดเข้าไปยืนขวางทางเพื่อจัดพื้นที่ให้เจ้านายเดินออกไปอย่างสะดวก


    เสิ่นจื้อหลิงพบปฏิกิริยาตอบกลับอย่างรวดเร็วจากชายหนุ่มทั้งสามคนเธอไม่ยอมแพ้และพยายามดันตัวเองให้เข้าใกล้ชายหนุ่มหล่อเหลามากที่สุดโดยตะโกนเรียกความสนใจจากเขาโดยตรงว่า


    “เฮ้! นี่พี่ชาย ฉันชอบคุณนะหยุดพูดคุยกับฉันก่อนสิ จะรีบไปไหนกัน?”


    “หยุดทำอะไรบ้าๆเสียที ไม่งั้นอย่าหาว่าผมใจร้ายนะ”


    หลีจยงจ้องมองหญิงสาวที่เขาพยายามจับแขนสองข้างของเธอพร้อมดันให้ออกห่างจากตัวด้วยความรำคาญและหงุดหงิดใจ


    “แกจะทำอะไรฉัน? คิดว่าฉันกลัวหรือไง? ไอ้บ้า!.....ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะโอ๊ย!”


    ทันใดนั้นเสิ่นจื้อหลิงถูกผลักอย่างแรงจากหลีจยงซึ่งเธอเกือบล้มก้นกระแทกพื้นทว่าโชคดีที่มีคนปราดเข้ามารับร่างเธอไว้ทันพร้อมบ่นเสียงดังอย่างอดใจไม่อยู่ว่า


    “คุณเสิ่นคะคุณมารบกวนลูกค้าห้องนี้อีกทำไม?พวกเขาไม่ใช่ว่าจะไปยุ่งได้นะคะ ฉันไม่ไหวกับคุณแล้วนะ”


    นุ่นปราดเข้ามารับร่างของลูกค้าโดยเธอพยายามยั้งตัวเองไม่ให้ล้มซึ่งต้องใช้พละกำลังมหาศาลเนื่องจากอีกฝ่ายถูกผลักมาจากชายหนุ่มอย่างแรงและเร็วส่งผลให้เธอเกือบหกล้มไปอีกคนเช่นกันทว่ายังดีที่เธอตั้งท่าไว้ได้ทันจึงรวบร่างของหญิงลูกค้าเจ้าปัญหาไว้ในอ้อมกอดพร้อมกับบ่นอย่างเหลืออด


    “ไม่ไหวก็ไปให้พ้นไป!.....ไปหาคนอื่นมาดูแลพวกฉัน เป็นไกด์ภาษาอะไร?! ต้องช่วยพวกฉันสิ ไม่ใช่มาห้ามแบบนี้”


    เสิ่นจื้อหลิงหันกลับไปตวาดแว้ดใส่ไกด์นำทางเพราะคำพูดที่ขัดขวางการกระทำของตนเองซึ่งเธอรู้สึกไม่ชอบหน้าไกด์สาวสวยที่สวยกว่าตนเองตั้งแต่การเลือกห้องพิเศษหมายเลขหนึ่งแล้วจึงไม่ต้องการเห็นหน้าไกด์คนนี้อีกเช่นกัน


    “อะไรกันหลิงเอ๋อร์? ทำไมเธอเรื่องมากแบบนี้? หัดทำอะไรรู้จักคิดบ้างสิที่นี่ไม่ใช่บ้านเรานะ ที่จะทำอะไรตามอำเภอใจได้ แล้วนี่ออกมาทำอะไรข้างนอกละ?”


    ชายวัยกลางคนเดินออกมาจากห้องพิเศษหมายเลขสองและพบเหตุการณ์ปะทะคารมระหว่างนุ่นกับเสิ่นจื้อหลิงพอดีจึงเอ่ยตำหนิเสิ่นจื้อหลิงโดยตรงเพราะเขาไม่คิดว่าเพื่อนลูกสาวจะกลับกลายเป็นคนเรื่องมากเช่นนี้ซึ่งเขารู้สึกไม่พอใจเช่นกัน


    “อ้อ! ไม่มีอะไรหรอกค่ะลุงเย่พอดีไกด์คนนี้ทำงานบริการไม่ดีเลย หนูอยากเปลี่ยนคนใหม่น่ะค่ะ ไม่งั้นเดี๋ยวพวกเราท่องเที่ยวในเมืองไทยไม่สนุกนะคะ”


    เสิ่นจื้อหลิงเปลี่ยนเรื่องราวจากขาวเป็นดำเพื่อหลบเลี่ยงความผิดตนเองทันทีเนื่องด้วยเธอแค่อาศัยมากับเพื่อนร่วมเรียนคณะเดียวกันในมหาวิทยาลัยจึงไม่ต้องการสูญเสียโอกาสมาท่องเที่ยวในประเทศไทยเช่นนี้ไปทำให้ต้องรีบปรับเปลี่ยนท่าทีตนทันใด


    “คนนี้ดีแล้วไม่ต้องเปลี่ยนคนใหม่ให้วุ่นวายหรอก เตรียมตัวไปเที่ยวตามตารางได้แล้วอย่าให้มีเรื่องวุ่นวายอีกล่ะ”


    เย่คังส่ายหน้าปฏิเสธคำขอจากเสิ่นจื้อหลิงเขาไม่ต้องการทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ทั้งนี้เขาต้องการออกไปจากสถานที่วุ่นวายแห่งนี้แล้วเพราะวัตถุประสงค์หลักคือการเข้ามาพบกับคู่ค้าด้านธุรกิจโดยอาศัยการท่องเที่ยวบังหน้ามา


    เสิ่นจื้อหลิงหันขวับไปมองนุ่นอย่างไม่พอใจโดยเธอพยายามสะกดกลั้นอารมณ์โมโหตนเอง เนื่องด้วยแผนการพิชิตชายหนุ่มรูปงามต้องผิดพลาดไปหมดส่งผลให้เธอพลาดโอกาสสำคัญในการทำความรู้จักหนุ่มหล่อทั้งสามคน


    นุ่นลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ลูกทัวร์ของเธอบางคนยังมีเหตุผลมากกว่าหญิงสาวเจ้าปัญหาทว่าเธอต้องทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด จึงปล่อยวางเรื่องทะเลาะกันก่อนหน้าเพื่อทำหน้าที่ต่อไปให้เสร็จสิ้น


    ‘เห็นพวกเขาเรื่องมากแบบนี้แล้วคิดถึงเพื่อนเหยาจังเลย ไม่รู้ว่าไปทำงานอยู่ที่เมืองจีนจะเป็นยังไงบ้าง? หวังว่าจะเจอแต่คนดี อย่าเจอคนเรื่องมากแบบยัยคนนี้นะ โคตรรำคาญจังเลยเมื่อไหร่ฉันจะมีแฟนรวยสักที?แม่จะใช้ชีวิตท่องเที่ยวให้สำราญใจ’


    นุ่นเห็นคนจีนแล้วทำให้คิดถึงเพื่อนสาวคนสนิทที่อยู่เมืองจีนเธอได้แต่อดทนและหวังว่าชีวิตในวันข้างหน้าจะประสบความสำเร็จ รวมทั้งพบชายหนุ่มรักตนจริงประการสำคัญคือถ้ามีฐานะร่ำรวยจะยิ่งดี เพราะเธอตั้งใจจะเดินทางท่องเที่ยวรอบโลกให้หนำใจ


    ..........


    ระหว่างที่หลีจยงขัดขวางหญิงสาวเจ้าปัญหาอยู่นั้นหยวนลี่หยางนำเจ้านายขึ้นรถหรูตรงไปยังสนามบินนานาชาติเพื่อขึ้นเครื่องบินส่วนตัวทันทีโดยโทรแจ้งให้ผู้จัดการภัตตาคารเตรียมรถอีกคันไปส่งหลีจยงตามหลัง


    ครั้นจ้าวหลงนั่งในรถยนต์เรียบร้อยหยวนลี่หยางตรวจสอบสภาพอากาศแล้วแจ้งเจ้านายด้วยความกังวลใจว่า


    “เจ้านายครับสภาพอากาศแถบทะเลทรายแปรปรวนมากเลย ผมเกรงว่าเราอาจเข้าไปถึงตำแหน่งเป้าหมายลำบากสักหน่อย”


    จ้าวหลงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบลูกน้องอย่างจริงจังว่า


    “ไว้ไปถึงเมืองคัชการ์ก่อนค่อยประเมินสถานการณ์อีกที”


    เขาคิดอย่างกังวลใจเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยว่า


    ‘ทำไมถึงมีสภาพอากาศแปรปรวนในวันนี้ด้วยนะ? ฉันกำลังจะไปพบกับทายาทของปู่เทียนอยู่พอดี หวังว่าเมื่อไปถึงเมืองคัชการ์ท้องฟ้าจะปลอดโปร่งเสียที อยากรู้จริงว่าเธอจะรู้เรื่องหยกไหม?’


    เมื่อจ้าวหลงเดินทางไปถึงสนามบินนานาชาติแล้วเขาเสียเวลาคอยหลีจยงครู่เดียวจึงออกเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวตรงไปยังเมืองคัชการ์ทันทีโดยที่ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าจะพบเหรียญหยกพร้อมกับทายาทของปู่เทียนผู้ที่ปู่ตนมอบหมายภารกิจให้ช่วยค้นหาและให้การช่วยเหลือในทางลับ


    อย่างไรก็ตามจ้าวหลงพบอุปสรรคระหว่างการเดินทางหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์เครื่องบินตกหลุมอากาศบ่อยครั้ง

    ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับเขาเป็นอย่างยิ่ง


    “เฮ้!เสี่ยวเยว่ ทำไมฝีมือขับเครื่องบินของนายแย่ลง?”หยวนลี่หยางตะโกนถามเพื่อนนักบินด้วยความสงสัย


    “ขอโทษทีครับเจ้านายวันนี้แปลกจริง ทำไมมีหลุมอากาศมากผิดปกติก็ไม่รู้?”


    เสี่ยวเยว่รีบกล่าวขอโทษเจ้านายด้วยความรู้สึกผิดเขารู้สึกแปลกใจเนื่องด้วยปกติเส้นทางที่เขาเลือกบินผ่านจากประเทศไทยมายังเมืองคัชการ์นั้นเขาทำการสำรวจและวิเคราะห์ก่อนขึ้นบินแล้วทว่ากลับพบเข้ากับสภาพอากาศที่แปรปรวนพร้อมกับท้องฟ้าปิดซึ่งมีเมฆจำนวนมากจนทำให้ต้องขับอย่างระมัดระวังตลอดเวลาสร้างความหนักใจให้กับเขาเป็นอย่างมาก


    จ้าวหลงขมวดคิ้วแน่นด้วยความกังวลใจเขาสั่งการลูกน้องด้วยน้ำเสียงเข้มเฉียบขาดว่า


    “สภาพอากาศแปรปรวนแบบนี้ให้ระวังไม่ต้องรีบเกินไป เน้นความปลอดภัยไว้ก่อน ขอให้ไปถึงเมืองคัชการ์ก็พอจะเร็วหรือช้าไม่ต้องกังวล”


    เขาไม่ต้องการให้ภารกิจเดินทางเข้าร่วมค้นหาสุสานเกิดความผิดพลาดจนส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน จึงเลือกที่จะไปถึงเป้าหมายช้ากว่าปกติดีกว่าเร่งรีบไปแล้วทำให้ทุกคนเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต


    “เข้าใจแล้วครับเจ้านาย”นักบินและผู้ช่วยต่างขานรับคำสั่งของเจ้านายด้วยความโล่งอก


    เนื่องด้วยคำสั่งของจ้าวหลงช่วยให้นักบินและผู้ช่วยลดความตึงเครียดในการปฏิบัติภารกิจลงได้มากทั้งคู่ลดความเร็วให้อยู่ในระดับควบคุมได้และมีความปลอดภัยสูงสุดจากนั้นขับบินตรงไปเมืองคัชการ์อย่างระมัดระวังมากขึ้น


    “ดูเหมือนสวรรค์จะไม่เป็นใจให้พวกเราเลยนะครับ”หลีจยงพูดขึ้นมาลอยๆ ด้วยความหนักใจ


    “คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเราแต่เราอาจไปถึงทะเลทรายช้ากว่ากำหนด” จ้าวหลงตอบลูกน้องอย่างมั่นใจ


    เขาสัมผัสได้ว่ามีอุปสรรคขัดขวางการเดินทางของเขาจากพลังลึกลับที่เหนือกว่าจินตนาการทว่าเขาไม่ต้องการบอกข้อมูลเหล่านี้ให้ลูกน้องฟังเพราะอาจทำให้ทุกคนวิตกกังวลมากกว่าเดิมจึงเลือกที่จะพูดโดยอ้อมแทน ซึ่งเขาคาดหวังแค่ให้ทุกคนเดินทางไปถึงสถานที่เป้าหมายอย่างปลอดภัยเท่านั้น


    ..........


    ด้านสุพิชชาที่หาทางไล่คนรับใช้ให้ออกไปซื้ออาหารพิเศษสำหรับตนเองเธอลักลอบขึ้นไปสำรวจบนชั้นยี่สิบเก้าด้วยความอยากรู้ โดยตั้งใจว่าหลังจากสำรวจชั้นนี้เสร็จเรียบร้อยจึงจะไปตามหาข้อมูลของชายหนุ่มปริศนาที่อาจเป็นคนป่วยหรือมาเยี่ยมญาติอยู่ในโรงพยาบาลอย่างน้อยหากเธอรู้ว่าเขาชื่ออะไรและมาจากที่ไหนอาจช่วยให้เธอหาโอกาสพบเขาในภายหลังได้ง่ายขึ้น


    “เอ๊ะ!คุณมาทำอะไรที่ชั้นนี้คะ? ชั้นนี้ไม่อนุญาตให้คนป่วยมาเดินเล่นนะคะ”


    พลันมีเสียงทักของแม่บ้านที่เข้ามาทำความสะอาดห้องพร้อมเก็บเสื้อผ้าและอุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวของจ้าวหลงให้เป็นระเบียบเธอเหลือบมองเห็นหญิงสาวสวยในชุดคนป่วยของโรงพยาบาลเดินขึ้นมาทางบันไดหนีไฟจึงส่งเสียงร้องทักด้วยความแปลกใจ


    “เชิญออกไปจากชั้นนี้ก่อนครับที่นี่เป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่อนุญาตให้เดินเล่นนะครับ”


    ชายฉกรรจ์แต่งกายชุดสูทเดินมาเชื้อเชิญสุพิชชาให้กลับออกไปอย่างสุภาพโดยเขากดดันด้วยการเดินเข้าไปเกือบประชิดตัวหญิงสาวทันที


    สุพิชชาเห็นท่าทางเอาจริงของแม่บ้านและผู้คุ้มกันเธอขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจแต่ทำทีสอบถามเพื่อหาข้อมูลความพิเศษของชั้นนี้เพิ่มเติมด้วยความใคร่รู้ว่า


    “อ้อ!พอดีฉันอยากออกมาสูดอากาศข้างนอก เห็นว่ามีอีกชั้นอยู่ก็เลยเดินมาเรื่อยๆไม่คิดว่าจะเป็นห้องพักสำหรับคนป่วยเหมือนกัน ฉันอยู่ชั้นยี่สิบแปดเองค่ะไม่ทราบว่าชั้นนี้มีไว้บริการสำหรับคนป่วยคนไหนหรือคะ?”


    แม่บ้านและผู้คุ้มกันสบตากันก่อนตอบเธออย่างคลุมเครือเพราะไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลจริงให้หญิงสาวรับรู้ได้ว่า


    “ขอโทษด้วยนะคะชั้นนี้มีไว้สำหรับผู้บริหารของโรงพยาบาลไม่ใช่ของคนป่วยทั่วไปที่เปิดให้บริการหรอกค่ะ”


    “อ้อ!อย่างนั้นหรือคะ? ฉันขอเดินดูเป็นบุญตาได้ไหมคะ? อยากรู้ว่าชั้นสำหรับผู้บริหารพิเศษยังไง?”


    สุพิชชาจับท่าทางผิดปกติของแม่บ้านและผู้คุ้มกันได้ซึ่งเรียกความสนใจจากเธอมากขึ้น จึงต้องการสำรวจพื้นที่ของชั้นสูงสุดนี้


    “ไม่ได้หรอกค่ะขอโทษด้วยนะคะ เชิญคุณกลับลงไปเถอะค่ะไม่งั้นฉันจะต้องแจ้งผู้บริหารให้มาเชิญคุณกลับไปเอง”


    แม่บ้านยืนยันด้วยการปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับนินทาหญิงสาวในใจด้วยความหนักใจว่า


    ‘เอ๊! ยัยคนนี้นี่ยังไง?อธิบายไปแล้วก็ยังหน้าด้านอยู่ได้ จะดูไปเพื่ออะไร?ยังดีนะเนี่ยที่พ่อหนุ่มลึกลับนั่นไม่อยู่แล้ว ไม่งั้นฉันคงถูกไล่ออกจากงานแน่ๆหากไม่ติดว่าหล่อนเป็นลูกค้าอยู่ชั้นยี่สิบแปดละก็แม่จะด่าให้ร้องไห้ไปสามวันสามคืนเลยเชียว’


    สุพิชชาขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเนื่องจากท่าทางแข็งขันของแม่บ้านและผู้คุ้มกันที่ไม่ยินยอมอ่อนข้อให้ตนโดยผู้คุ้มกันพูดกดดันเธออีกครั้งด้วยน้ำเสียงเข้มเหมือนไม่พอใจว่า


    “ผมจะโทรเรียกผู้บริหารแล้วนะครับเชิญออกไปก่อนเถอะครับ หากผู้บริหารพบว่าคุณมีพฤติกรรมจงใจขึ้นมาที่นี่คุณอาจถูกขึ้นบัญชีดำไว้นะครับ”


    คำเตือนของผู้คุ้มกันทำให้สุพิชชายอมถอยแต่โดยดีเพราะเธอชื่นชอบบริการระดับพรีเมียมของที่นี่มากกว่าจะไปใช้บริการจากโรงพยาบาลแห่งอื่นจึงไม่ต้องการถูกขึ้นบัญชีดำทั้งนี้การปฏิบัติต่อเธอที่เป็นลูกค้าระดับพรีเมียมยังมีข้อจำกัด ย่อมหมายความว่าเจ้าของโรงพยาบาลรวยมหาศาลมากกว่าครอบครัวตนเองรวมทั้งอาจมีอิทธิพลเหนือกว่าทำให้สุพิชชายอมเอ่ยยอมแพ้ออกมาพร้อมกับเดินหันหลังกลับไปทางเดิมว่า


    “โอเค โอเคฉันไปก็ได้ค่ะ ไม่เห็นจะต้องหวงพื้นที่ขนาดนี้เลย ไม่ต้องโทรแล้ว ฉันไปตอนนี้แหละ”


    แม่บ้านและผู้คุ้มกันสบตากันพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่หญิงสาวคนป่วยยินยอมจากไปแต่โดยดี

    คล้ายกับเรื่องขอบคุณที่หย่าฉัน ไอ้คุณสามีเฮงซวย ที่คุณอ่าน