ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 34 แผนตัวแทนของซังชิงหง (1)

             

            วงนักเลงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายตลอดกาลลางร้ายที่ผมสังหรณ์เกิดขึ้นแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าสองคนนี้ต่างใช้มีดแทงกันเลือดอาบ

            พอทั้งคู่แตะกันก็ผละออกจากกันทันทีต่างถอยออกไปห้าก้าว เอามือกุมท้อง ยืนเผชิญหน้ากัน

            เลือดสดๆไหลทะลักออกมาจากง่ามนิ้วของทั้งคู่ ชั่วประเดี๋ยวก็อาบพื้นในรัศมีสามศอกจนแดงฉาน

            “ดี ดี...ที่ปรึกษาอันดับหนึ่งของประธานหันไม่ใช่พวกไร้ฝีมือ...”ชายสูงใหญ่ฝืนหัวเราะ

            สีหน้าชายชุดยาวสีเทาสงบนิ่ง มองไม่ออกว่าเจ็บปวดหรือตื่นกลัวเพียงแต่มองฝ่ายตรงข้ามอย่างเย็นชา

            “คนของข้าอยู่ข้างนอก ครั้งนี้ไม่ว่าแกจะใช้กลยุทธ์เมืองว่างหรือยุทธการทุ่งอู่จั้งก็จงยอมจำนนแต่โดยดี ฮ่าๆ ฮ่าๆ...แค่กๆ แค่กๆ” ดูเหมือนชายสูงใหญ่จะมั่นใจในชัยชนะ

            ก่อนหน้านี้ชายชุดยาวสีเทาขังตัวเองไว้ในศาลเจ้าใหญ่คิดตรองวิธีการรุกรับตามหลังหยินหยางอย่างยากเย็นเห็นได้ชัดว่าไม่มีกำลังหนุนจากภายนอก ขณะที่ชายสูงใหญ่มีการเตรียมพร้อม นำกำลังมากลุ่มหนึ่งเทียบกำลังของสองฝ่ายเวลานี้ ย่อมมองเห็นได้ชัดเจน

            ผมยืนอยู่ตรงนี้ รู้สึกร้อนใจแต่คิดไม่ออกว่าจะช่วยชายชุดยาวสีเทาได้อย่างไร

            “ชั่วชีวิตของท่านขงเบ้งมีการวางกลยุทธ์มากมายคนต่างชาติอย่างแก ก็แค่สมุนผีปลายแถวจะรู้อะไร” ชายชุดยาวสีเทาพูดช้าๆ

            ชายสูงใหญ่ชี้ไปที่ประตู“ยังจะทำเป็นเก่งอีกหรือ ตอนนี้ถ้าข้าผิวปากคนของข้าจะบุกเข้ามาสับแกเป็นชิ้นๆ...ไม่ ไม่สับแกข้าจะให้แกลิ้มรสชาติวิธีแปลกพิสดารในการสังหารคนที่สืบทอดกันมาสองร้อยปีของชาวเกาะฝูซัง(ญี่ปุ่น) เรา พวกแกชาวจงหยวนมีวิธีที่พ่อครัวแล่เนื้อ นั่นใช้กับหมูกับวัวเราชาวเกาะฝูซังก็มีวิธีเลาะกระดูกแล่เนื้อ แต่ใช้กับคนเป็นๆ ตอนนี้ข้าอยากดูนักเมื่อคนคนหนึ่งเหลือเพียงโครงกระดูกกับเครื่องใน ยังจะต่อรองกับข้าได้ไหม ฮ่าๆ...”

            เวลานี้ผมจึงรู้ว่าที่แท้ชายสูงใหญ่เป็นนินจาญี่ปุ่นที่ปลอมตัวมาวิชาแปลงโฉมและวิชาแปลงร่างโบราณช่างยอดเยี่ยมสามารถเลียนแบบรูปลักษณ์ภายนอกของคนได้อย่างไร้ที่ติ แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถปลูกฝังแววตาและกิริยาท่าทางลงไปเพื่อให้สมบูรณ์แบบเพราะเช่นนี้ผมและชายชุดยาวสีเทาจึงมองเห็นพิรุธของข้าศึกก่อน

            “ครั้งนี้ฉันใช้แผนแกล้งทำร้ายตัวเองเรือฟางยืมลูกธนู ยืมลมบูรพา เผาผาแดง...” ชายชุดยาวสีเทายิ้มอย่างเย็นชา

            ครั้งกระโน้นขงเบ้งได้ตั้งหอเจ็ดดาวท่ามกลางหมู่วีรบุรุษผู้กล้าด้วยการใช้ “การยืมลมบูรพา” เป็นแกนกลาง ชักจูงให้จิวยี่แม่ทัพใหญ่แห่งตงอู๋(ง่อก๊ก) เผาเรือรบของกองทัพภาคเหนือ โจมตีทัพโจโฉแตกพ่ายสุดท้ายทำให้เกิดสภาพที่สมดุลในการแบ่งแผ่นดินออกเป็นสามก๊ก คือก๊กเล่าปี่ก๊กซุนกวนและก๊กโจโฉ ศึกครั้งนั้นไม่เพียงเป็นการที่กำลังน้อยเอาชนะกำลังที่มากกว่ายังเป็นศึกที่ผู้ทรงปัญญาล้ำเลิศอาศัยแรงโจมตีแรงเพื่อครอบครองแผ่นดินจนมีชื่อเสียงกระฉ่อนนับจากนั้นท่านก้าวไปถึงระดับที่นับแต่โบราณไม่เคยมีมาก่อน และอนาคตจะไม่มีอีก

            ชายชุดยาวสีเทาอยู่เพียงคนเดียวลำพังในศาลเจ้าข้างหน้ามีเพียงธงสามเหลี่ยมจำนวนมาก ไม่รู้ว่าจะทำอุบายสี่ประการนั้นได้อย่างไร

            ผมไม่เชื่อ ชายสูงใหญ่ย่อมไม่เชื่อเช่นกันคิดว่าอีกฝ่ายแค่พูดขู่เท่านั้น

            “แกรู้ไหมว่าข้าเป็นใคร ข้าก็คือ...”

            ชายสูงใหญ่ยังพูดไม่จบชายชุดยาวสีเทาก็ยกมือขึ้น พูดแทรกขึ้นว่า “ฉันไม่สนใจว่าแกเป็นใครที่นี่แกเป็นแค่คนตายเท่านั้น คนตายไม่จำเป็นต้องแจ้งชื่อแซ่ ดินแดนฉีหลู่ย่อมเป็นที่กลบฝังกระดูกแก”

            “แน่นอนแล้วว่าแพ้เดี๋ยวเขาต้องถอยมาทางนี้ ยกเว้นเธอจะช่วยเขา” จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงพูดเบาๆดังขึ้นที่ข้างหูผม

            ผมแหงนมองข้างบนทันที รอบตัวไม่มีใคร

            “ไม่ต้องกลัว ฉันอยู่ห่างจากเธอไกลมากเวลานี้ใช้วิชาถ่ายทอดเสียงพันลี้พูดกับเธอ” หญิงคนนั้นบอก

            ผมไม่เห็นคนที่พูด แน่นอนว่าดวงตาไร้ประโยชน์ผมจึงหลับตาลงทันที ใช้หูตรวจหาที่มาของเสียงเพียงสามวินาทีผมก็พบว่าเสียงนั้นดังมาจากเพดานศาลเจ้า

            ผมแหงนหน้ามองไปข้างบน เห็นชายเสื้อชุดดำรางๆโผล่ออกมาตรงรอยต่อของขื่อกับแป

            คนพูดซ่อนตัวอยู่ที่นั่น เผยชายเสื้อออกมาหล่อนน่าจะจงใจให้ผมมองเห็น วิเคราะห์จากคำพูดหล่อนแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าหล่อนเป็นเพื่อนกับชายชุดยาวสีเทา

             ตัดสินจากสถานการณ์ขณะนี้ถ้าหล่อนมีปืนยาวอยู่ในมือ ย่อมยิงชายสูงใหญ่ตายได้อย่างง่ายดาย แก้ปัญหาทั้งหมดได้แน่นอนว่าหล่อนอยู่บนที่สูงสามารถควบคุมประตูได้ ยิงใส่ข้าศึกที่บุกเข้ามาทีละคนเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยของชายชุดยาวสีเทา แต่ขณะที่ชายทั้งสองคนต่างใช้มีดแทงท้องของอีกฝ่ายหญิงคนนี้กลับไม่เคลื่อนไหวใดๆ ข้อนี้เหนือความคาดหมายของผม

            “คุณคือ...ผู้อาวุโสเป็นใครหรือครับ”ผมถาม

            ผู้ที่มาปรากฏตัวที่นี่ร่วมกับบรรพชนสกุลเซี่ยรับมือศัตรูได้ต้องเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่งในตอนนั้น ผมต้องเคารพฝ่ายนั้น

            “ซังชิงหง” หญิงคนนั้นบอก

            ผมแปลกใจมาก ยิ้มเจื่อนๆ แล้วพูดว่า“ผู้อาวุโสก็คือ...ผมสับสนไปหมดแล้ว”

            ก่อนหน้านี้ป้ากวนเคยเอ่ยชื่อซังชิงหงและดูเหมือนวิญญาณของผู้อาวุโสท่านนี้จะซ่อนอยู่ในร่างป้ากวน

            “ไม่สับสนหรอก ไม่มีเวลาอธิบาย ต้องให้เธอแก้ไขสถานการณ์นี้เท่านั้น”หญิงคนนั้นบอก

            ผมพูดทันที “ถึงผู้เยาว์จะอยากช่วยแต่ไร้ฝีมือ”

            ขณะนี้ผมไม่อาจคำนึงถึงหน้าตา บอกตามตรงว่าตัวเองไร้ฝีมือเพื่อไม่ทำให้แผนของซังชิงหงเสียหาย

            ถ้าต้องการช่วยคนก็ต้องมีความสามารถพอที่จะช่วยจึงจะทำได้ไม่เช่นนั้นจะทำให้อีกฝ่ายผิดหวัง

            “ฉันรู้ เรื่องวันนี้เร่งด่วนมาก แล้วฉันค่อยอธิบายให้เธอฟังทีหลังตอนนี้เธอฟังตามที่ฉันสั่งก็พอ พอเขาวิ่งมาทางเธอ ศัตรูต้องวิ่งตามมาแน่นอนขอให้เธอฟังสัญญาณว่าบุกของฉัน แล้วพุ่งตัวออกไปสุดแรง” ซังชิงหงพูดเร็วจี๋

            ในสภาพเช่นนี้ความห้าวหาญพุ่งขึ้นในใจผมจึงรับปากทันที “ได้ ผมจะทำตามที่ท่านสั่งครับ”

            ซังชิงหงถอนหายใจยาว “ทำอย่างนี้...ดีแล้ว”

            ผมไม่ได้คิดอะไรมากเพราะผมเชื่อว่าในเมื่อซังชิงหงรู้ว่าผมเป็นลูกหลานสกุลเซี่ยย่อมไม่ทำร้ายผมยิ่งกว่านั้นชายชุดยาวสีเทาเป็นบรรพชนสกุลเซี่ยถ้าผมต้องสละชีวิตเพื่อช่วยท่านก็ไม่มีอะไรต้องเสียดาย

            ในตำราโบราณมีบันทึกเกี่ยวกับวิชาถ่ายทอดเสียงพันลี้เป็นเทคนิคการถ่ายทอดความถี่เสียงแบบชีวภาพคล้ายกับคลื่นเหนือเสียงไม่กี่ปีมานี้นักฟิสิกส์ไขความลับได้แล้ว มีการนำไปใช้กับเทคโนโลยีชั้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ

            ผมอ่านประวัติศาสตร์จีนยุคใกล้ พบว่าช่วงปลายราชวงศ์ชิงและในสมัยหมินกั๋วจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงในวงนักเลงล้วนมีความสามารถในการสื่อสารแบบนี้ภูมิปัญญาของชาวจีนเป็นสุดยอดในโลกที่สามารถฝึกฝนยอดวิชาเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

            “ที่ต้องตายคือแก ฮ่าๆ แกเองก็รู้ ด้านใต้ของด่านซานไห่เต็มไปด้วยกองสอดแนมนินจาของญี่ปุ่นเราผู้บัญชาการทัพระดับสูงของกองทัพจีนหลายคนตายด้วยยาพิษและอาวุธลับของเราครั้งนี้แกเองก็ไม่เว้น...” ชายสูงใหญ่หัวเราะร่า

            ประวัติศาสตร์บันทึกว่าก่อนที่ผีญี่ปุ่นจะรุกรานสามมณฑลภาคอีสานของจีนนั้นมีการส่งสายลับและหน่วยสอดแนมเข้ามาก่อนแล้วทั้งในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ของจีนคนเหล่านี้วาดแผนที่ภูเขาแม่น้ำและชัยภูมิสำคัญในประเทศจีนอย่างลับๆส่งกลับไปที่กองบัญชาการใหญ่ที่โตเกียว ให้นายทหารระดับสูงของกองทัพญี่ปุ่นศึกษาแม้ว่าชาวจีนจะคิดค้นหลักการพิชัยสงครามที่ว่า “รู้เขารู้เรา ร้อยศึกบ่พ่าย” แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับสงครามจีน-ญี่ปุ่นตรงกันข้ามกองทัพญี่ปุ่นในฐานะผู้ศึกษาการทหารของจีนกลับนำหลักการนี้มาใช้ประโยชน์สูงสุด

            ผมหายใจเข้าลึกๆ ยกมือขึ้นถูใบหูรอเพียงชายชุดยาวสีเทาถอยหนีและคำสั่งจากซังชิงหง

            ผมซึ่งเกิดในยามสันติไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าฉากที่น่าเศร้าที่คนจีนฆ่ากันเองในยามสงครามจะเกิดขึ้นอีกไม่นึกระแวงซังชิงหงแม้แต่น้อย พร้อมที่จะสาดเลือดในกายที่ร้อนระอุและยอมให้ศีรษะตนเองร่วงลงดินเพื่อชายชุดยาวสีเทา

             

            ผู้ชายมักวู่วามได้ง่ายในทรวงอกของผู้ชายทุกคนซ่อนเลือดที่ร้อนระอุและความห้าวหาญไว้ ต่างจากผู้หญิงมาก

            วินาทีนี้ผมลืมทุกเรื่องไปแล้วไม่ว่าบ้านเก่า การต้อนรับแขก ถังหว่าน ป้ากวนและยันต์เลือด ตรงหน้ามีเพียงชายสองคนจากปี1937 ที่กำลังยืนประจันหน้าห่างออกไป

            “หนีรึ ไม่มีทางหนีใช่ไหม”ชายสูงใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “สงครามครั้งนี้พวกแกชาวจีนมากมายมหาศาลแต่กลับพ่ายแพ้กองทัพพระจักรพรรดิญี่ปุ่นเราจะย่ำลงบนสองฝั่งแม่น้ำเหลืองไม่ช้าก็เร็วเอาอย่างนี้ดีไหม แกมอบของล้ำค่ามาแล้วยอมจำนน ถึงเวลาข้าจะเสนอให้แกได้ตำแหน่งที่ก้าวหน้าในกองบัญชาการกองทัพกวนตงคิดให้ดีล่ะ โอกาสไม่ได้มีทุกวันหรอก”

            ตามประวัติศาสตร์นั้นหลังจากกองทัพญี่ปุ่นยึดด่านซานไห่ได้แล้วตลอดทางแทบจะไม่เจอกับการต่อต้านใดๆ บุกเข้ามาราวกับพายุเข้ายึดครองเทียนสินเหอเป่ยและซานตงได้อย่างรวดเร็ว ครอบครองดินแดน ท่าเรือและเสบียงอาหารแล้วเปลี่ยนสามแห่งข้างต้นเป็นค่ายใหญ่เพื่อขยายไปทั่วประเทศ

            ในกระบวนการนี้การเสียเมืองจี่หนานนับว่าเป็นการเสียประตูด่านแรกในการต่อต้านโจรญี่ปุ่นแบบเปล่าๆดังนั้นไม่ว่าแม่ทัพหันจะแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น

            “การหนีตายมีหลายวิธีฉันกลัวแต่ว่าแกจะไม่กล้าไล่ตาม” ชายชุดยาวสีเทาพูด

            ชายสูงใหญ่ยิ้ม “ศาลเจ้าเหวินเมี่ยวใหญ่อย่างนี้เมืองจี่หนานใหญ่อย่างนี้ ซานตงใหญ่อย่างนี้...ข้าต้องกลัวว่าแกจะหนีขึ้นสวรรค์หรือ”

            “บุก...” เสียงของซังชิงหงดังขึ้นทันที

            ผมรู้แก่ใจดีว่านี่น่าจะไม่ใช่โอกาสดีที่สุดที่จะเข้าไปแต่ยังทำตามที่ตกลงไว้ผมเกร็งขาสองข้างแล้วพุ่งผ่านม่านประตูออกไปโผเข้าใส่ชายสูงใหญ่

            พื้นใต้เท้ามั่นคงแข็งแรงมากผมแน่ใจว่านี่ไม่ใช่ภาพหลอนหรือความฝันเลื่อนลอย แต่เป็นสถานที่เร้นลับที่เป็นของจริงผมนึกไม่ออกว่ามันปรากฏขึ้นได้อย่างไร ขณะนี้ไม่มีเวลาไปครุ่นคิด เพียงสองสามวินาทีก็เข้าใกล้คนทั้งสองห่างจากชายสูงใหญ่เพียงสิบก้าวเท่านั้น

            ชายชุดยาวสีเทาเริ่มก้าวเท้าช้ากว่าผมเล็กน้อยแต่ผมดึงความสนใจของชายสูงใหญ่ได้สำเร็จ ทำลายความสมดุลในการเผชิญหน้าระหว่างคนทั้งสอง

            เขาหมุนตัวแล้วถอยเข้าไปในค่ายกลของกองดินกับธงที่สับสน

            “จะหนีไปไหน...แกเป็นใคร”ชายสูงใหญ่เดือดดาลมาก มือขวาถือมีด ชี้มาที่หน้าผม

            คนผู้นี้มีดวงตาที่ดำและลึก ราวกับบ่อน้ำสองบ่อที่ไร้ที่สิ้นสุด

            ผมรั้งเท้าไม่อยู่ พุ่งเข้าใส่ทรวงอกเขา

            “ไอ้โจรร้าย!” เขาตวาดด้วยความโกรธแค้นแล้วกระโดดขึ้นลอยข้ามศีรษะผมไป

            ผมคาดหวังว่าซังชิงหงจะเลือกโอกาสลงมือเริ่มด้วยการสังหารผีญี่ปุ่นคนนี้ก่อน แต่ผมกลับไม่เห็นหล่อนโผล่ออกมา ดูเหมือนว่าหลังจากที่ออกคำสั่งบุกแล้วจู่ๆหล่อนก็หายไป ลืมนึกถึงความเป็นความตายของผมโดยสิ้นเชิง

            ชายสูงใหญ่ลอยตัวอยู่กลางอากาศแล้วผิวปากยาว ส่งเสียงหวีดแหลมสามครั้ง

             

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน