หลังจากสิ้นสุดาเทพมาร ชีวิตของผู้คน เทพเซียนและหลากหลายเผ่าพันธุ์ก็กลับมาเป็อย่างเคย ชีวิตประจำวันของลั่วิเฟยเต็มไปด้วยความสุขสนุกสนานเมื่อได้อยู่กับครอบครัวของเขาอย่างหลินเซิน เจียลี่และเยี่ยนฟาง
หากแต่ในใจของเขายังคงมีช่องว่างที่ไม่ว่าอะไรก็ไม่อาจเติมเต็มได้เพราะความคะนึงหาคนรักที่จากไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ลั่วิเฟยมักจะหวนคิดถึงนางทุกครายามหลับฝันแม้กาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม
เ้าสาวชุดแดงที่กำลังเข้าพิธีวิวาห์แต่กลับถูกพรากจากไปอย่างไม่มีวันกลับ
เวลานี้มีเพียงกล่องไม้โบราณที่กักเก็บความทรงจำและเสี้ยวิญญาของถังลี่ฮวาเอาไว้ดูต่างหน้า คำพูดบอกลาครั้งสุดท้ายของนางยังอยู่ในใจของเขาไม่มีวันลืม
"ิเฟย ข้าใส่ชุดเ้าสาวแล้วสวยหรือไม่ น่าเสียดายที่เรายังไม่ทันได้คำนับฟ้าดิน ถ้าได้พบกันอีกครั้ง เรามาแต่งงานกันเถอะนะ"
สายตาของเขาเหม่อมองท้องฟ้าสีคราม สายลมโบกพัดดอกหญ้าปลิวไสว อากาศวสันตกาลยามนี้ช่างดูสดใสแช่มชื่นราวกับว่ากำลังจะมีเื่ราวดี ๆ ผ่านเข้ามา
“ท่านพี่ิเฟย!” เสียงหวานของเยี่ยนฟางะโเรียกเขาเพราะคนเป็พี่ชายมัวแต่เหม่อลอยจนไม่ได้ยินสิ่งใด “ท่านพี่ิเฟย!”
ลั่วิเฟยสะดุ้งใรีบหันขวับมาตามเสียงเรียกแล้วยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน “เยี่ยนฟาง มีเื่อันใดหรือ”
“มัวแต่ใจลอยอีกแล้วหรือ” เยี่ยนฟางเอ่ยปากถามแต่ไม่ได้้าคำตอบเพราะรู้ดีว่าเขามักจะใช้เวลาว่างพักผ่อนอยู่ลำพังในที่แห่งนี้เพราะคิดถึงใครบางคน
“เ้าก็รู้” เขาลูบศีรษะนางด้วยความเอ็นดู “ตกลงมีเื่อันใดหรือ”
“ท่านพี่หลินเซินให้ข้ามาตาม บอกว่ามีเื่จะเล่าให้ฟัง” นางทำตาโตลุกวาวเพราะทุกครั้งที่หลินเซินกล่าวเช่นนั้นมักจะมีเื่ราวสนุก ๆ ตามมา
ครั้นทั้งสองคนกลับมาถึงเรือนหลังใหญ่เรียบร้อยก็พบกับหลินเซินกำลังดื่มน้ำชากับภรรยาของเขาอย่างเจียลี่ สีหน้าอิ่มเอิบเบิกบานใจจนดอกไม้บริเวณนั้นไม่กล้าเหี่ยวเฉาให้หมองหม่น
“อืม พวกเ้ามานั่งตรงนี้สิ” หลินเซินเรียกให้ทั้งคู่มานั่งข้างกันก่อนจะกระแอมไอครั้งหนึ่งเพื่อปรับสีหน้าให้จริงจังแล้วหันไปหาลั่วิเฟย “เ้าเคยถามข้าใช่หรือไม่ว่ามีสิ่งใดบ้างที่ทำให้อายุของมนุษย์นั้นยืนยาว”
“...” ฝ่ายถูกถามพยักหน้า ตั้งหน้าตั้งตาฟังสิ่งที่พี่ชายกำลังจะเอ่ยปากพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แต่เื่ที่ข้าเล่าใช่ว่าจะเป็ความจริงหรอกนะ ข้าเพียงพบเจอบันทึกเล่าลือในหอสมุด์เท่านั้นเอง” หลินเซียนเอ่ยปากพลางแตะไหล่ของลั่วิเฟย
“ต่อให้เป็เพียงเื่เล่าลือ ข้าก็อยากรับรู้ไว้ ท่านพี่ได้โปรดเล่าให้ข้าฟังเถิด” น้ำเสียงขอร้องของลั่วิเฟยทำให้หลินเซินถอนหายใจ หากไม่เล่าออกไปคงจะทำให้อีกฝ่ายเก็บไปคิดหนักใจจนอาจจะบุกเข้าไปในหอสมุด์ด้วยตัวเองก็เป็ได้
“บันทึกเล่าลือของ์กล่าวเอาไว้ว่าชีวิตของมนุษย์นั้นแสนสั้น ความอุตสาหะไม่มากพอที่จะบำเพ็ญเพียรจนได้พลังเซียนจึงมีมนุษย์น้อยมากที่จะผ่านพ้นการเวียนว่ายตายเกิดมาได้ กระนั้นแล้วก็ยังมีคนที่แสวงหาวิธีหลุดพ้นด้วยการมีชีวิตให้ยืนยาว บ้างเพื่อหาทางยืดเวลาชีวิตจะได้ใช้บำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุและหลุดพ้น บ้างเพียงแค่ไม่อยากตายจากสิ่งที่ตนเองและหามาด้วยความยากลำบาก” หลินเซินพักดื่มชาหนึ่งแก้ว แล้วพูดต่อ “เขาเล่าลือกันว่ามีของวิเศษอยู่สี่อย่างที่จะช่วยยืดชีวิตของมนุษย์ได้ เพียงแต่ว่าของเ่าั้ไม่อาจหาพบเจอได้โดยง่าย และหากพลังเซียนที่มีอยู่ไม่เพียงพอก็อาจเป็การนำชีวิตไปทิ้งโดยเปล่าประโยชน์”
“หากต้องใช้พลังเซียนตามหา มนุษย์ก็คงไม่มีวันหาสิ่งเ่าั้เจอไม่ใช่หรือ” เยี่ยนฟางนั่งคิดตามอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามออกไปด้วยความสงสัย
“ถูกต้อง” หลินเซินพยักหน้า “ของวิเศษเ่าั้ก็เลยกลายเป็แค่เื่เล่าลืออย่างไรเล่า น่าจะเป็เพราะว่าไม่มีใครตามหาเจอ”
ขณะที่หลินเซินกับเยี่ยนฟางกำลังถกเถียงกัน ลั่วิเฟยนั่งเงียบใช้ความคิดอยู่กับตัวเองแล้วคิดในใจว่า ข้าไม่ใช่มนุษย์ อีกทั้งมีพลังเซียน เช่นนั้นก็ยังมีหวังไม่ใช่หรือ ลี่ฮวา หากเ้ามีอายุยืนยาวพอที่จะฝึกบำเพ็ญเพียรได้ เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันให้นานกว่านี้หรือไม่นะ
“ท่านพี่ของวิเศษเ่าั้มีอะไรบ้างหรือ” เขาถามคนตรงหน้าพร้อมบุกป่าฝ่าดงหาของเ่าั้มาเตรียมไว้ให้คนรักของตนเอง
“อืม หญ้าเซียน ว่านละอองมุก กลีบดาราโรยและสายธาราทอแสง” หลินเซินเลิกคิ้วดูท่าทีของน้องชาย “ข้าไปตรวจดูในหอสมุด์แล้ว ของวิเศษเหล่านี้หายากแต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่พบ แต่ส่วนใหญ่มักจะถูกเทพเซียนนำมาใช้เป็ส่วนผสมกลั่นเป็โอสถเพื่อการอื่นเสียมากกว่า”
“...”
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าจะหาได้จากที่ไหน” หลินเซินยิ้มมุมปาก “แต่เท่าที่ฟังมาเห็นเหล่าผู้เฒ่าศาลาเทพบอกว่าหญ้าเซียนจะขึ้นอยู่ในถ้ำหยาดหิมะ กลีบดาราโรยอยู่ในสุสานสีชาด และต้นไม้แห่งชีวิตจะให้กำเนิดสายธาราทอแสง”
“แล้วว่านละอองมุกเล่า” เยี่ยนฟางถามบ้างราวกับรู้ใจลั่วิเฟยว่าเ้าตัวจะต้องรีบออกตามหา
“อยู่ที่ใดไม่รู้ได้ ต้องใช้หมูป่าร่างทองออกตามหา” เจียลี่ตอบนาง แล้วอธิบายต่อ “สัตว์เทพตัวนั้น พวกเ้าเคยเห็นใช่หรือไม่”
ทั้งคู่พยักหน้าแล้วนึกถึงตอนที่เห็นมันหลุดเข้ามาในเขตวังหลวง เวลานั้นใช้กำลังคนมากมายกว่าจะจัดการหมูป่าอารมณ์ร้ายให้สงบลงได้ เล่นเอาทั้งคู่หมดแรงไปสองสามวัน
“แค่นึกถึงก็เหนื่อยแล้ว” เยี่ยนฟางหันไปมองหน้าลั่วิเฟย ครั้นเห็นแววตามุ่งมั่นของเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ไว้ล่วงหน้า
“แต่ข้ารู้มาว่าลูกท้อพันปีจะช่วยให้หมูป่าร่างทองอารมณ์ดีน่ะ” เจียลี่ยิ้มกว้างให้พวกเขา
เมื่อได้ยินดังนั้น เยี่ยนฟางก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกรอบหนึ่งพลางตบบ่าลั่วิเฟยราวจะบอกเป็นัยว่า ไม่ต้องกลัว ข้าจะไปกับท่านพี่ด้วย
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลินเซินและเจียลี่ออกมายืนส่งน้องของทั้งคู่ที่ด้านหน้าเรือนใหญ่ สีหน้ากังวลเป็ห่วงความปลอดภัยเพราะไม่รู้ว่าจะต้องเจอกับอุปสรรคขวากหนามอะไรบ้าง
“พวกข้าจะดูแลตัวเองเป็อย่างดี เชิญท่านพี่ทั้งสองดื่มด่ำน้ำผึ้งพระจันทร์รอบที่หนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบเอ็ดกันเถิดเ้าค่ะ” น้องสาวคนเล็กยิ้มอย่างมีเลศนัยเพราะรู้ว่าพี่ชายและพี่สะใภ้มักจะชอบปลีกตัวหนีความวุ่นวายอยู่ด้วยกันเพียงสองคนตามประสาคู่รักข้าวใหม่ปลามันเสมือนเพิ่งจะแต่งงานคำนับฟ้าดินเมื่อวานซืน
“อย่าลืมไปเล่าว่าพวกเ้าต้องเผื่อใจเอาไว้บ้าง ของวิเศษอาจจะมีจริงแต่การยืดอายุขัยเป็เพียงเื่เล่าลือเท่านั้น” หลินเซินย้ำทั้งสองคนอีกรอบหนึ่ง
“ข้าเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งขอรับ ท่านพี่รักษาสุขภาพด้วย ข้าไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดแต่จะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” ลั่วิเฟยกล่าวลาแล้วออกเดินทางในทันที
ครั้นได้เห็นว่าลั่วิเฟยและเยี่ยนฟางเดินหายลับตาไปก็โอบกอดเจียลี่เข้าเรือนใหญ่ในพริบตาด้วยสีหน้าเ้าเล่ห์
“หลินเซิน ตะวันยังไม่ตกดิน เ้าจะรีบไปไหน ข้ายังไม่ได้เก็บชุดน้ำชาที่วางอยู่ตรงนั้นเลย” เจียลี่เอ่ยปากห้ามแม้จะรู้ว่าไม่เป็ผล
หลินเซินปรายตามองรอบเรือนใหญ่ โบกสะบัดมือครั้งเดียวทุกอย่างก็คลานกลับเข้าที่เข้าทางของตัวเอง “ข้าเก็บเสร็จหมดแล้ว เ้าจะค้านอันใดอีกหรือไม่ หรือหากฟ้ายังคงสว่าง ตะวันลอยเด่น เ้าอยากให้ข้าเรียกดวงจันทร์ขึ้นมาแทนหรือไม่”
เจียลี่ส่ายหน้าเพราะรู้ว่านางไม่มีทางหนีได้จึงเอ่ยพึมพำด้วยความเขินอาย “ทำตามใจเ้าเถิดหลินเซิน”