หลังจากถังซานได้ยินบิดาบอกว่าจะส่งถังซุนเข้าไปคุกเข่าในศาลบรรพชนแทนที่จะส่งตัวไปรับโทษที่ที่ว่าการอำเภอ เขาก็รู้แล้วว่าบิดาเชื่อในคำพูดของเขากับภรรยาว่าน้องชายหวังจะข่มเหงภรรยาของเขาจริง หากเป็เมื่อก่อนเขาคงดีใจที่บิดาเชื่อคำพูดของเขา แต่ตอนนี้เขาไม่ได้คาดหวังเื่ใดกับบิดาอีกต่อไปแล้ว
“ท่านลุงใหญ่ขอรับ ที่ท่านพ่อเสนอให้นำตัวน้องสามไปคุกเข่าในศาลบรรพชนย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านพ่อเชื่อว่าน้องสามทำผิดจริง แต่ถึงอย่างไรคนที่ถูกส่งเข้าไปคุกเข่าในศาลบรรพชนก็แสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดร้ายแรงจริง หากท่านพ่ออยากรักษาชื่อเสียงของน้องสามไว้” ถังซานมองถังต้าหลางด้วยสายตาแน่วแน่ “ข้ากับภรรยาจะไม่เอาความน้องสามก็ได้ แต่ท่านพ่อจะต้องทำหนังสือตัดสัมพันธ์กับข้าและหลีเอ๋อขอรับ”
ถังต้าหลางไม่คิดว่าลูกชายคนโตจะเสนอเงื่อนไขนี้ เขารู้สึกโกรธและอยากจะหยิบแส้ขึ้นมาเฆี่ยนลูกชายสักหลายทีที่กล้านำเื่นี้มาต่อรองกับเขา ความเป็พ่อลูกมันตัดกันได้ง่ายดายเพียงนั้นหรือ แล้วตลอดระยะเวลาสิบหกปีที่เขาเลี้ยงดูลูกชายกับลูกสาวที่เกิดจากภรรยาเก่ามาอย่างยากลำบากเล่า เหตุใดลูกอกตัญญูพวกนี้ถึงไม่คิดที่จะตอบแทนบุญคุณเขาบ้าง
จวงหุยเหนียงกับถังซุนแอบดีใจเมื่อได้ยินคำพูดของถังซาน เดิมทีวันนี้นางตั้งใจจะให้ถังซานถูกถังต้าหลางเฆี่ยนตีเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าถังซานจะพูดถึงเื่ตัดสัมพันธ์ขึ้นมา หากคิดให้ดีเื่นี้มีแต่พวกเขาสองแม่ลูกที่ได้ประโยชน์ เพราะเมื่อถังซานกับถังหลีตัดสัมพันธ์ ถังซุนก็จะเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของถังต้าหลาง ที่ดินและทรัพย์สินทั้งหมดก็จะต้องตกเป็ของถังซุน อีกทั้งเพื่อให้ได้ตัดสัมพันธ์ ถังซานถึงกับยอมที่จะไม่เอาความเื่ที่ถังซุนเคยลวนลามพี่สะใภ้ไปแจ้งทางการ เช่นนี้ชื่อเสียงของถังซุนก็จะรักษาไว้ได้ไม่ใช่หรือ ยังมีสิ่งใดที่ต้องคิดอีกเล่า
“ท่านพี่ ทั้งหมดเป็ความผิดของข้าใช่หรือไม่เ้าคะ เป็เพราะข้าเป็แม่เลี้ยงที่ดูแลลูกๆ ไม่ดี เ้าใหญ่กับหลีเอ๋อถึงไม่ยอมรับข้า หากท่านพี่จะตัดขาดกับพวกเขา ไม่สู้ให้พวกเราหย่ากัน ข้าจะพาซุนเอ๋อย้ายออกไปเองเ้าค่ะ” จวงหุยเหนียงร้องไห้และโทษว่าทั้งหมดเป็ความผิดของตนเอง นางอยู่กินกับถังต้าหลางมาหลายปีจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าสามีรักนางและไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งนางไป
“ข้าไม่มีวันหย่ากับเ้า” ถังต้าหลางรีบพูด
“หากท่านไม่ยอมหย่ากับท่านแม่ พี่ใหญ่กับพี่สาวก็ต้องตัดขาดกับท่าน ข้ากับท่านแม่ทนให้เป็เช่นนั้นไม่ได้หรอกขอรับ” ถังซุนบีบน้ำตา “อีกอย่างเื่ทั้งหมดมันไม่ใช่ความผิดของท่านแม่ แต่เป็เพราะข้าที่ไม่ระวังการกระทำของตัวเองจนทำให้พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้เข้าใจผิด ท่านพ่อปล่อยข้ากับท่านแม่ไปเถิดขอรับ ท่านพ่อต้องคิดให้ดี แม้ท่านป้ามู่เหยาจะจากพี่ชายกับพี่สาวไปแล้ว แต่ิญญาของท่านป้าก็คงไม่อยากเห็นท่านตัดขาดกับลูกของนาง”
นับว่าถังซุนเ้าเล่ห์มากทีเดียว นอกจากเขาจะไม่ยอมรับว่าเขาได้ลวนลามพี่สะใภ้แล้ว เขายังยกเอาชื่อของมู่เหยาขึ้นมาอ้าง เพราะเมื่อไหร่ที่บิดาได้ยินชื่อของภรรยาคนแรก บิดาก็จะขาดสติและไม่สนใจสิ่งใดอีกเลย
เป็ดังคาด เมื่อถังต้าหลางได้ยินชื่อของมู่เหยา ความลังเลที่มีอยู่ก็หายไปในพริบตา ตอนนี้เขามีลูกชายที่เกิดจากหญิงที่เขารักและนางก็รักเขา แล้วลูกฝาแฝดที่เกิดจากหญิงไร้หัวใจผู้นั้น เขาจะสนใจไปทำไมกัน “ข้ายินดีตัดสัมพันธ์กับพวกเขาขอรับ”
ถังไช่ไม่คิดว่าเื่มันจะง่ายดายเช่นนี้ เขาอยากจะขอบคุณจวงหุยเหนียงกับถังซุนเหลือเกินที่ทำให้งานของเขาสำเร็จลุล่วง สองแม่ลูกคู่นี้ความโลภคงบังตาไปหมดแล้ว ดูอย่างไรถังซานกับถังหลีก็ดูจะมีอนาคตไกล แม้ถังซานจะไม่เด็ดขาดเท่าถังหลี แต่วิชาการต่อสู้ก็นับว่าใช้ได้ หากได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ฝีมือดี คิดว่าฝีมือของเขาคงพัฒนาและได้เข้าไปรับใช้กองทัพอย่างแน่นอน
ส่วนถังหลีก็มีพร์ด้านการค้า ฟังจากที่นางไปเสนอขายสูตรอาหารที่หอเฟิ่งไหล ทั้งยังมีช่องทางกลับมาสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน หากสตรีเช่นนี้ไม่มีความสามารถ แล้วผู้ใดจะมีความสามารถกันเล่า
เพียงแต่ถังต้าหลางที่สายตามืดบอดกลับมองไม่เห็นอนาคตที่สดใส เพชรอยู่ในมือดันทิ้งขว้าง แต่กลับไปหยิบเอาก้อนกรวดมาอุ้มชูเป็สมบัติล้ำค่า เื่ที่ถังซุนคบหากับสหายอันธพาล ถังหย่งเจ๋อลูกชายของเขาไปสืบรู้มาหมดแล้ว รอเวลาให้คนพวกนี้ทำความผิด เขาจะจับตัวคนเลวกลุ่มนี้ส่งทางการด้วยมือของเขาเอง
ถังไช่ดึงสติของตนเองกลับมา “เ้าจะไม่เสียใจกับการตัดสินใจในครั้งนี้ใช่หรือไม่ ต้าหลาง...ในฐานะที่ข้าเป็พี่ชายของเ้า ข้าอยากให้เ้าคิดทบทวนเื่นี้ให้ดี”
ถังต้าหลางกลับไม่สนใจ “เหตุใดข้าจะต้องเสียใจ คนที่เสียใจควรเป็ลูกอกตัญญูสองคนนั้นมากกว่า พี่ใหญ่ไช่ รบกวนท่านเขียนหนังสือตัดสัมพันธ์ให้ข้าทีเถิดขอรับ”
“ท่านลุงใหญ่เ้าคะ ท่านต้องระบุให้ชัดเจนด้วยนะเ้าคะว่านับจากนี้ พี่ชายและข้าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับถังต้าหลาง จวงหุยเหนียง และถังซุนอีก ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็หรือตายก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวกัน หรือแม้แต่เื่เงินทองก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปยุ่งกับอีกฝ่าย หากผู้ใดฝ่าฝืนสามารถใช้กฎหมายของแคว้นจัดการได้ทันที” ถังหลีที่แอบนั่งฟังอยู่หน้าบ้านนานแล้ว เมื่อเห็นว่าถึงเวลาของตน นางจึงปรากฏตัว “อ้อ...แล้วก็สินเดิมของท่านแม่ทั้งหมดจะต้องยกให้เราสองคนพี่น้องด้วยเ้าค่ะ”
“สิ..สินเดิมอะไร ข้าเคยบอกแล้วว่าเราใช้สินเดิมของแม่เ้าไปหมดั้แ่ที่อำเภอของเราประสบภัยแล้งแล้ว” จวงหุยเหนียงรีบบอก จริงอยู่ว่าตอนที่ประสบภัยแล้ง นางนำสินเดิมของมู่เหยาออกมาใช้เป็จำนวนมาก แต่ที่นางเก็บไว้กับตัวก็มีอยู่ไม่น้อย
ถังหลีรู้ว่าจวงหุยเหนียงกำลังโกหก แต่นั่นคือสิ่งที่นาง้า “หากท่านพ่อกับจวงซื่อนำสินเดิมของท่านแม่มาคืนให้ข้ากับพี่ใหญ่ไม่ได้ แทนที่ท่านพ่อจะประทับลายนิ้วมือในหนังสือตัดสัมพันธ์คนเดียว เช่นนั้นก็ให้จวงหุยเหนียงกับถังซุนประทับลายนิ้วมือลงไปด้วย ทำเช่นนี้ข้ากับพี่ใหญ่ถึงจะมั่นใจว่าพวกท่านสามคนจะไม่มายุ่งกับเราอีก”
“ได้ๆ ข้ากับซุนเอ๋อจะลงนามในหนังสือตัดสัมพันธ์ในครั้งนี้ด้วย” จวงหุยเหนียงรีบตอบรับ ขอแค่เงินห้าร้อยตำลึงยังอยู่ มีเหตุผลใดที่นางจะไม่ทำด้วยเล่า จวงหุยเหนียงรีบหันไปบอกกับสามี “ท่านพี่เ้าคะ ซุนเอ๋อของเรายังมีอนาคตที่สดใส แต่ถังซานกับถังหลีกลับเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา เราสามคนรีบลงนามตัดสัมพันธ์กับพวกเขาไปเถิดเ้าค่ะ ภายหน้าซุนเอ๋อของเราจะได้ไม่ต้องมาแบกรับกับพี่น้องที่ไม่เอาไหนเช่นนี้”
ถังต้าหลางที่ยังสงบสติอารมณ์ไม่ได้เมื่อได้ยินชื่อภรรยาเก่า เขาตอบตกลงในทันที “ได้ เราสามคนจะประทับลายนิ้วมือลงในหนังสือตัดสัมพันธ์ หวังว่าพวกเ้าทั้งสองคนจะไม่มาสร้างความเดือดร้อนให้ซุนเอ๋อของข้าก็แล้วกัน”
“ใครจะสร้างความเดือดร้อนก็ไม่แน่” ถังหลียิ้มอย่างยินดี ความจริงแค่ถังต้าหลางลงนามในหนังสือตัดสัมพันธ์เพียงคนเดียวก็เกินพอ แต่ที่นางให้จวงหุยเหนียงกับถังซุนร่วมลงนามด้วยก็เพราะจวงหุยเหนียงกับถังซุนต่างก็เป็พวกหน้าด้านไร้ยางอาย หากวันหน้าสองแม่ลูกปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเื่การตัดสัมพันธ์แล้วจะทำอย่างไร นางไม่อยากมาปวดหัวกับเื่นี้อีก สู้จัดการให้เรียบร้อยไปั้แ่ตอนนี้เลยจะดีกว่า
ถังไช่ให้ถังหย่งเจ๋อเป็คนร่างหนังสือตัดสัมพันธ์ตามเงื่อนไขที่ถังหลีเสนอทุกประการ เมื่อทุกคนลงนามเสร็จ ถังต้าหลางกับถังซานและถังหลีก็ถือเป็คนแปลกหน้าต่อกันแล้ว เพียงแต่เวลานี้ถังต้าหลางกลับเพิ่งได้สติ แม้เขาจะโกรธและแค้นมู่เหยาที่ไม่เคยมีความรักให้เขา แต่อย่างไรลูกทั้งสองคนก็เป็ลูกของเขาไม่ใช่หรือ หนังสือตัดสัมพันธ์ที่ถืออยู่ในมือรู้สึกเหมือนจะหนักเป็ร้อยชั่ง
“ถังซาน ถังหลี พวกเ้ารอเดี๋ยว!” จวงหุยเหนียงะโขึ้น “ข้าลืมว่ามีสมบัติของแม่เ้ายังอยู่กับข้าอีกชิ้นหนึ่ง แต่ข้าจะให้เ้าไปเปล่าๆ ไม่ได้ เ้าต้องเอาเงินยี่สิบตำลึงมาแลก”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร เดิมสมบัติชิ้นนั้นก็เป็ของท่านแม่ข้า เ้าไม่นำมาคืนแต่กลับนำมันมารีดไถเงินข้าอย่างนั้นหรือ” ถังซานถามอย่างโมโห
“พี่ใหญ่” ถังหลีกระตุกแขนเสื้อพี่ชาย “เดี๋ยวข้าจัดการเื่นี้เองเ้าค่ะ”
“แต่ว่า...”
“ในเมื่อนางอยากได้เงิน ข้าก็จะให้เ้าค่ะ”
“เงินตั้งยี่สิบตำลึงเชียวนะ เ้าไม่เสียดายหรือ”
“ไม่เสียดายเลยเ้าค่ะ” ถังหลียิ้ม
“เ้าคิดจะทำอะไร” ถังซานมองน้องสาวอย่างสงสัย
“ก็ไม่มีอะไรมาก ถังต้าหลางกับจวงหุยเหนียงต่างก็เฝ้ารออนาคตอันสดใสของถังซุนอยู่ไม่ใช่หรือเ้าคะ หากความฝันของพวกเขาพังทลายลงเล่า ถึงตอนนั้นท่านคิดว่าพวกเขาจะเป็ยังไง”
“หากไม่บ้าก็คงกระอักเืตายไปเลยน่ะสิ”
“ก็ใช่น่ะสิเ้าคะ” ถังหลีกระซิบบอกพี่ชาย “ข้ารู้ความลับของถังซุนมามากพอสมควร แต่จะจัดการกับเขาเวลานี้ก็ยังเร็วไป รอให้พวกเขาไม่เหลืออะไรแล้ว ถึงตอนนั้นเราก็ขุดหลุมฝังพวกเขาอีกที”
“พวกเ้ากระซิบกระซาบอะไรกัน ไม่อยากได้สมบัติชิ้นสุดท้ายของแม่เ้าแล้วหรือ” จวงหุยเหนียงเห็นสองพี่น้องคุยกันอยู่โดยไม่สนใจนาง นางจึงเริ่มโมโหแล้ว
“ข้าอยากเห็นของสิ่งนั้นก่อน” ถังหลีบอก
“แล้วเงินยี่สิบตำลึงเล่า หากยังได้เงินไม่ครบ ข้าก็จะไม่เอาของสิ่งนั้นให้เ้าเหมือนกัน”
ถังหลีล้วงตั๋วแลกเงินขึ้นมาหนึ่งใบ “ตั๋วแลกเงินอยู่นี่ เ้ารีบไปเอาของที่ว่ามาก่อนเถอะ”
จวงหุยเหนียงถึงกับยิ้มกริ่ม เงินยี่สิบตำลึงแลกกับปิ่นเงินเก่าๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าครั้งนี้นางได้กำไรแล้ว “ของชิ้นนั้นก็คือปิ่นปักผมอันนี้”
ถังหลีมองจวงหุยเหนียงถอดปิ่นเงินเก่าๆ จากศีรษะออกมายื่นให้ นางไม่ได้รับปิ่นนั้นไว้ทันที แต่นางล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมารับมันแทน “ขอโทษที ข้ากลัวว่ามือของข้าจะติดเชื้อโรคน่ะ”
จวงหุยเหนียงไม่สนใจคำพูดประชดประชันของอดีตลูกเลี้ยง นางรีบวางปิ่นลงบนผ้าเช็ดหน้าก่อนที่จะหยิบตั๋วแลกเงินไป “เ้ารับปิ่นไปแล้วก็อย่ามาเรียกเงินคืนเป็อันขาด เสร็จธุระแล้วก็รีบกลับไปเสียสิ ต่อไปนี้พวกเ้าสองพี่น้องไม่มีสิทธิ์เหยียบเท้าเข้ามาที่บ้านหลังนี้อีก”
ถังหลีนางรวบปิ่นปักผมเข้าไปในผ้าเช็ดหน้า ก่อนจะเดินนำพี่ชายและพี่สะใภ้กลับบ้านของตนเอง ‘สลัดปลิงดูดเืไปได้ ต่อไปก็ถึงเวลาที่ข้าจะสร้างตัวสร้างฐานะเสียที เมืองหลวงจ๋า...รอให้ข้าเก็บเงินได้มากสักหน่อย ถึงตอนนั้นข้าจะไปเฉิดฉายอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอน’