แม็กกี้ยกจดหมายฉบับนั้นขึ้นแนบอก หันไปมองหน้าคนขับรถด้วยดวงตาเป็นประกาย“ช่วยบอกพี่สาวฉันด้วยนะคะ ว่าฉันจะไปค่ะ”คนขับรถพยักหน้ารับหยิ่ง ๆ ก่อนจะตวัดแม้ใส่หลังม้าและรถก็เคลื่อนออกจากที่อย่างรวดเร็วทันทีที่ทั้งแพทริคและแดเนียลรู้เรื่องที่แม็กกี้จะไปเยี่ยมพี่สาว ก็เป็นธรรมดาที่จะต้องคัดค้านอย่างเต็มที่ แต่แม็กกี้ไม่สนใจทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำขู่หรือคำขอร้อง ถึงอย่างไรเธอก็จะต้องไปเยี่ยมแคธลีนให้ได้ ไม่มีอะไรมาขวางเธอไว้ได้อย่างเด็ดขาดเมื่อไม่สามารถจะพูดจาเหนี่ยวโน้มใจแม็กกี้ได้สำเร็จสองพี่น้องก็หันไปหาแม่เพื่อให้นางช่วยพูดห้ามปรามแม็กกี้ที แต่ดูเหมือนนอร่า ดอนเนแวน ไม่สนใจกับสิ่งใดอีกแล้วในโลกนี้ แทบไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีใครอยู่รอบตัวบ้าง กว่าจะบังคับให้กินอาหารเข้าไปแต่ละคำก็ยังต้องปลอบโยนกันวันทั้งวันนางแทบจะไม่เอ่ยปากพูดกับใครเลยค่ำของวันก่อนหน้าที่รถม้าจะมารับ แม็กกี้อาบน้ำขัดสีฉวีวรรณสระผมเผ้าจนหอมกรุ่น ขณะเดียวกันสัญชาตญาณภายในก็เตือนให้เธอระวังตนมากขึ้น เพราะชั่วเวลาที่แคธลีนจากไปไม่นาน แม็กกี้ก็ดูจะเป็นสาวเปล่งปลั่งขึ้นอย่างรวดเร็วผิดหูผิดตา หน้าอกหน้าใจใหญ่โตและอวบอิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะโพกก็กลมกลึงขึ้น อาจจะเป็นเพราะว่าในระยะหลัง ๆ นี้เธอกินเก่งขึ้น น้ำหนักตัวจึงได้เพิ่มขึ้นตามมาแม็กกี้รู้สึกสยดสยองในใจ ที่จริงเธอไม่เคยเห็นหน้าค่าตาลอร์ดแรมเมจอย่างใกล้ชิดมาก่อน แต่ว่าชื่อเสียงความเหี้ยมโหดอำมหิตของเขานั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเมืองชนบทแห่งนี้ เพราะฉะนั้นมันย่อมไม่เป็นการดีกับตนเองอย่างแน่นอน ถ้าเขาจะเกิดมองเธอด้วยสายตาที่บ่งบอกถึงความปรารถนาขึ้นมาอีกคน การที่เขาได้แคธลีนไปครอบครองคนหนึ่งแล้วนั้น มันไม่ได้หมายความว่าเขาจะหยุดยั้งตัวเองได้เพียงแค่พี่สาวของเธอตลอดไปและแม้จะรู้ว่าเขากำลังเดินทางไปเมืองอื่น แต่แม็กกี้ก็ไม่อยากเสี่ยงกับการที่เขาอาจจะกลับมาเร็วก่อนกำหนดนอกจากความกังวลในเรื่องนี้แล้ว แม็กกี้ยอมรับว่าเธออึดอัดกับสภาพทางร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นที่สุดเมื่อมองดูภาพสะท้อนของตัวเองที่ปรากฏอยู่ในกระจกเงาที่มีอยู่เพียงแค่เศษเสี้ยว เธอก็พบว่าแม้แต่องค์ประกอบของใบหน้ามันก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นด้วยแม็กกี้ไม่ชอบริมฝีปากล่างที่อวบอิ่ม ไม่ชอบดวงตาคู่สีน้ำตาลที่ล้อมกรอบอยู่ด้วยแผงขนตาสีเข้ม เพราะมีความรู้สึกคล้ายกับมันหมายถึงอะไรบางอย่าง และเป็นอะไรบางอย่างที่เธอคิดว่ามันยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงออก“ฉันไม่อยากโตเป็นสาวเลยให้ตายสิ” เธอบ่นอยู่กับตัวเอง “ไม่อยากเลย...ไม่อยากจริง ๆ ... ”เธอมีเสื้อผ้าสำหรับแต่งออกนอกบ้านอยู่เพียงแค่สองชุดเท่านั้น ชุดหนึ่งนั้นเป็นเสื้อชุดเก่าของแคธลีนที่ออกจะมีขนาดใหญ่กว่ารูปร่างของแม็กกี้มาก แต่เพราะความใหญ่ของมันนั่นเองที่ช่วยปิดบังรูปร่างเนื้อตัวเธอไว้ได้อย่างดียิ่งเมื่อแม็กกี้หยิบชิ้นนี้ขึ้นมาสวม มันทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างบอกไม่ถูกเช้าวันรุ่งขึ้น แม็กกี้ในเสื้อผ้าชุดหลวมโพรกนั้นก็ออกมายืนรอรถมาอยู่ที่ลานโล่งหน้าบ้านก่อนถึงเวลานัดหมายอยู่นานพอควรทางเบื้องหลังนั้นกระท่อมยังตกอยู่ในบรรยากาศเงียบสงัด ประตูปิดสนิท พี่ชายคนโตนั้นไม่ยอมพูดจากับเธอเลยแม้แต่คำเดียว แม้ว่าเควินอยากจะออกมายืนรอเป็นเพื่อนด้วย แต่แม็กกี้ก็บังคับให้แกอยู่แต่ในบ้านจนได้ เมื่อไม่มีเธออยู่บ้านแม่กับเควินก็คงจะกลับสนิทสนมกันเช่นเดิมอาจจะเป็นเพราะเรื่องนี้ด้วยเช่นกันที่ทำให้ความมั่นใจในตัวเองของแม็กกี้ต้องคลอนแคลนลง แต่แล้วก็ตัดสินใจว่าการที่เธอจะไม่อยู่บ้านช่วงระยะเวลาหนึ่งนั้น มันจะเป็นการดีสำหรับแพทริคกับแดนที่จะต้องช่วยกันรับภาระและความรับผิดชอบต่อครอบครัวอย่างแท้จริง
ถ้าจะว่าไปแล้ว ปราสาทแรมเมจก็อยู่ไม่ไกลเท่าไรนักและส่วนใหญ่ก็จะต้องเดินทางผ่านไปบนที่ดินของลอร์ดแรมเมจอยู่แล้ว ในบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ไม่มีหมู่บ้านตั้งอยู่ แต่เส้นทางดังกล่าวจะต้องผ่านบ้านไร่แต่ละแห่งทั้งเล็กและใหญ่ ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังเงินของผู้เช่าที่ดินทำกินรถม้าคันสีดำเดินทางมาถึง คนขับนั่งเชิดหน้าอย่าที่นั่ง ไม่ได้คิดจะก้าวลงมาเพื่อช่วยพยุงร่างเด็กสาวขึ้นรถเลยแม้แต่น้อย แม็กกี้ต้องเดินมาเปิดประตูและก้าวขึ้นไปนั่งบนรถเองขณะที่รถม้าวิ่งไปตามเส้นทางสายนั้น มีผู้เช่าหลายรายที่เดินออกมาจากกระท่อมทับของตน และมองตามรถม้าคันสีดำด้วยแววตาที่บ่งบอกถึงความสงสัยใคร่รู้ อย่างไรก็ตาม แม็กกี้สามารถมองเห็นแววริษยาที่ฉายโชนอยู่ในดวงตาของคนเหล่านั้น และบางคนก็ถึงกับแสดงออกถึงความอาฆาตมาดร้ายเลยทีเดียวสิ่งหนึ่งที่แม็กกี้ก็ได้ตระหนักต่อมาในภายหลังก็คือ แท้ที่จริงพวกชาวบ้านเหล่านั้นไม่ได้เกลียดชังในตัวเธอ แต่เกลียดชาวอังกฤษเป็นที่รู้กันอยู่ว่าลอร์ดแรมเมจนั้นเป็นชาวอังกฤษและชาวไอริชทั้งหลายก็มีความชิงชังในตัวเจ้าของที่ดินผู้เป็นชาวอังกฤษคนนี้อย่างที่สุด ดังนั้นความแค้นที่สุมอยู่ในอกมันจึงเปรียบเสมือนเปลวไฟที่เผาผลาญให้ร่างทุรนอยู่ตลอดเวลาแม็กกี้รีบซุกตัวลงตรงมุมรถด้วยเกรงว่า ถ้าเกิดมีใครเห็นและจำเธอได้อันตรายจะมาถึงตัวไม่นาน รถม้าคันนั้นก็วิ่งเข้าสู่ถนนสายแคบ ๆ อันเป็นทางส่วนตัวตัดเข้าปราสาทแรมเมจ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา สามารถมองลงไปเห็นทิวทัศน์ได้โดยรอบแม็กกี้ยอมรับว่ามันเป็นภาพที่น่าทัศนายิ่งนัก โดยเฉพาะกับตัวปราสาทที่ประกอบด้วยเชิงเทินลดหลั่น มันก่อขึ้นด้วยศิลาสีเทา ซึ่งในความรู้สึกของแม็กกี้ดูเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง มันมีอายุกว่าร้อยปี หลังจากนั้นไม่นานเธอยังพบอีกว่ามันอับชื้นอย่างไรชอบกล ยากที่จะก่อไฟให้อบอุ่นได้อย่างทั่วถึง ยิ่งกว่านั้นพื้นก็ยังปูด้วยแผ่นศิลาที่แข็งแกร่งราวเหล็กไหลแต่ถึงอย่างไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายสำหรับเธอ เมื่อมีแคธลีนคอยรอต้อนรับอยู่แล้ว พี่น้องสองสาวโผผวาเข้ากอดกันแน่น หยาดน้ำตาลามไหลอยู่บนใบหน้าแม้ว่าแคธลีนจะดูมีเนื้อหนังขึ้นบ้าง แต่กระนั้นใบหน้าก็ยังเผือดซีด มีวงเขียวคล้ำปรากฏรอบดวงตา แม้จะดีใจเหลือหลายที่ได้เห็นหน้าน้องสาวอีกครั้ง แต่แววในดวงตาของเธอยามนี้ก็เปี่ยมอยู่ด้วยความทุกข์ทน“มาอยู่ที่นี่กับเขาเป็นยังไงมั่งล่ะ” แม็กกี้ถามเสียงแผ่วด้วยเกรงว่าจะมีคนแอบได้ยินเข้า ภายในปราสาทแห่งนี้มีคนรับใช้เดินเพ่นพ่านไปทั่ว เธอไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมภายในบ้านใหญ่ ๆ หลังหนึ่ง จึงจะต้องมีคนรับใช้มากมายถึงเพียงนี้“ที่นี่มันก็สบายดีนี่แม็กกี้ เธอเคยเห็นพี่ใส่เสื้อผ้าสวย ๆ งาม ๆ ยังงี้มั่งไหมเล่า” แคธลีนทำเสียงราวกับว่าเธอมีความสุขอย่างแท้จริงยิ่งกว่านั้นหญิงสาวก็ยังหมุนตัวช้า ๆ เพื่อให้น้องสาวได้ชมชุดที่สวมใส่อยู่ถนัดตา มันเป็นกระโปรงบานแบบสุ่มไก่ ที่ตัดเย็บด้วยผ้ากำมะหยี่เนื้อนุ่ม สีเขียวเข้ม แขนพองฟู แต่แม็กกี้ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า คอเสื้อคว้านต่ำมากไปหน่อย“ยิ่งกว่านั้นพี่ก็ยังมีพวกเครื่องเพชรด้วยนะ แล้วพี่จะให้เธอดูเครื่องเพชรที่ท่านลอร์ดมอบให้พี่ มันมากมายมหาศาลทีเดียวละ แล้วพี่ก็ยังมีคนรับใช้... ” เธอกวาดมือไปโดยรอบ รอยยิ้มระรื่นอยู่บนใบหน้า แต่แม็กกี้อยากคิดว่ามันเป็นการฝืนยิ้มมากกว่า “ถ้าพี่ต้องการอะไรนะ เพียงแต่ดีดนิ้วเป๊าะเดียวเท่านั้น พวกเขาก็จะเอาสิ่งที่พี่ต้องการมาให้ นี่... อย่างเสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่นี่นะแม็กกี้ มันไม่ต่างกว่าผ้าขี้ริ้วเลย ไม่สมกับเป็นน้องเมียของลอร์ดแรมเมจหรอกเวลานี้ที่มีเสื้อผ้ามากมายนับไม่ถ้วน พี่ว่าเธอต้องใส่ได้แน่มาเถอะ... มากับพี่...” แคธลีนชุดมือน้องสาวให้เดินตามไปยังบันไดที่ทอดขึ้นสู่ชั้นบน“อย่าเลยแคธลีน” แม็กกี้ปฏิเสธด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฉันไม่เอาหรอก แต่ก็ต้องขอบใจพี่มากเลยนะที่มีน้ำใจกับฉัน อันที่จริงชุดที่ฉันใส่อยู่นี่มันก็เสื้อชุดเก่าของพี่นั่นแหละ ฉันใส่แค่ชุดนี้ก็พอแล้ว”“พี่รู้แม็กกี้” หญิงสาวกวาดสายตามองไปรอบ ๆ และพบว่าเธออยู่เพียงลำพังกับน้องสาวเท่านั้น “พี่ดีใจนะที่น้องสาวเล็ก ๆ ของพี่น่ะโตขึ้นมาก รู้คิดไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง”ค่ำวันนั้น สองพี่น้องกินอาหารกันแต่ลำพังในห้องอาหารที่กว้างใหญ่ เฉพาะโต๊ะอาหารก็ใหญ่โตเกือบจะเท่ากระท่อมที่ดอนเนแวนซุกหัวกันอยู่ทั้งครอบครัวแล้วรสชาติของอาหารก็เอร็ดอร่อยอย่างเหลือพรรณนามากพอที่จะเลี้ยงคนได้หกคนด้วยซ้ำ ยิ่งกว่านั้นยังมีเบอร์รี่ทาร์ต เป็นของหวานอีกด้วย แม็กกี้มองไปทางชามใหญ่ที่ใส่มันฝรั่งต้ม เอ่ยขึ้นว่า“มันฝรั่งพวกนี้อร่อยดีนี่ แต่เขาเอามาจากไหนล่ะ ฉันคิดว่าปีนี้จะไม่ได้ลิ้มรสมันฝรั่งเสียแล้วสิ”“พี่เองก็ไม่ค่อยรู้อะไรนักหรอกนะ” แคธลีนพูดพลางยักไหล่ “แต่คิดว่าท่านลอร์ดคงจะสั่งให้คนเอามาจากภาคเหนือนั่นแหละ เพราะปีนี้เป็นปีที่แห้งแล้งที่สุดสำหรับที่นี่อย่างที่เราเองก็รู้ ๆ กันอยู่” แคธลีนพูดด้วยน้ำเสียงมึน ๆ อาจจะเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ ซึ่งเธอดื่มมากก่อนจะกินอาหารนั่นเองอย่างไรก็ตาม แม็กกี้ก็ยังสัมผัสความรันทดท้อ และความสิ้นหวังที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของพี่สาวได้ สิ่งหนึ่งที่เธอสังเกตเห็นอยู่ก็คือ แคธลีนไม่ยอมเอ่ยถึงชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเองที่นี่ และถ้าแม็กกี้เอ่ยขึ้นเธอก็จะรีบเปลี่ยนเป็นพูดเรื่องอื่นทันที