AIBO 相棒
บทที่ 6.2 อิลูมินาติ (2)
“ติ๊ง” ประตูลิฟต์เปิดออก ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์เขาเล่าเื่ต่างๆ ที่คุยกับเคนจิให้เธอฟัง
เขาปิดประตูห้องแล้วก็ทิ้งตัวลงบนเตียง “ก็อย่างที่เล่าแหละครับ”
ริเวียใช้น้ำเสียงครุ่นคิด “ถ้านายไม่สบายใจขนาดนี้? ทำไมเราไม่หนีไปจากที่นี่หล่ะ?
เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็กังวล “พวกเรายังไปไม่ได้ครับ ผมว่าน่าจะดีกว่าถ้าพยายามรวบรวมข้อมูลอยู่ที่นี่” เขาพลิกตัวขึ้นมาทำหน้าครุ่นคิดมองไปที่ฝ้าเพดานแล้วพูดต่อไป “่นี้เราจำเป็ต้องพยามรักษาโปรไฟล์ให้ต่ำไว้ เราต้องไม่ดึงความสนใจมาที่พวกเรา” เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกไป “เอ่อ... คุณริเวียครับ...แกล้งทำเป็อ่อนแอได้มั๊ยครับ?”
เหมือนเธอจะเงียบไปแล้วเธอก็พูดขึ้น “ได้ซิ นายคิดได้สมเหตุสมผลเราควรต้องระมัดระวังตัวอยู่แล้วไม่รู้ว่าใครที่ไว้ใจได้หรือใครที่อาจเป็อันตราย” แต่ลึกๆ ในใจเธอ ก็รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้ดูระแวดระวังขนาดนี้
เธอถามเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังและเต็มไปด้วยความสงสัย “นี...นายพวกนั้นเป็เผ่าพันธุ์เดียวกับนายไม่ใช่เหรอ?
ทำไมต้องระวังขนาดนี้ล่ะ? “เขาลุกขึ้นนั่งบนเตียงแล้วถอนหายใจ “ก็เพราะเป็เผ่าพันธุ์เดียวกันนี่แหละถึงได้ระแวงขนาดนี้ “
เธอพูดอย่างสับสน “อ้าว....ไหงงั้นหล่ะ?” เขาถอนใจ” เฮ้อ...คุณริเวียจำวันที่เจอกันครั้งแรกได้มั๊ยครับ?
วันนั้นผมเกือบตายก็เพราะพวกเผ่าพันธุ์เดียวกับผมนี่แหละ ฮะ ฮะ ฮะ” เขาหัวเราะฝืนๆ
เสียงหัวเราะของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและความผิดหวัง เธอไม่คิดจะถามอะไรเขาต่ออีกแล้ว
............................................................................
มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเขารับสาย เสียงเคนจิที่อยู่อีกฝั่งดังขึ้น “เฮ้ย....ลงมากินข้าวเถอะพี่ชายมีคนที่อยากแนะนำให้รู้จัก “
“แกร็ก” เคนจิพูดจบก็วางสายทันที นินหันไปคว้าเสื้อคลุมแล้วพูดกับเธอ “คุณริเวียครับ พวกคุณเคนจิมากันแล้วผมไปก่อนนะครับ” เธอตอบเขาเบาๆ ด้วยความเป็ห่วง
“อือระวังตัวนะ...นี่นาย แน่ใจแล้วนะว่าไม่ให้ฉันไปด้วย?” เขายิ้มนิดๆ “ไม่ต้องห่วงครับผมเอาตัวรอดได้”
คุณริเวียนอนพักไปก่อนนะครับ เขาโบกมือเบาๆ แล้วก็ออกจากห้องไป
เขาลงมาที่ล็อบบี้พบเคนจิและสาวน้อยหน้าใสคนหนึ่ง เธอมีสีผมที่ประหลาดและน่าสนใจมาก
พวกนั้นรอเขาอยู่เมื่อหยางมี่เห็นเขาเดินออกมาจากลิฟต์เธอก็เดินมาควงแขนเขาทันที “ว้าว...นี่เหรอพี่นินหล่อกว่าที่นายบอกนี่นาเคนจิ” หยางมี่ทักทายเขาและชมเขาที่ดูดี เขาหน้าแดงเพราความอายรีบแก้ตัวอย่างรวดเร็ว
” เอ่อ....ไม่หรอกครับ” เขายกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ แก้เขิน เคนจิชี้ไปที่สาวน้อยหน้าใสคนนั้น “นี่หยางมี่ ผู้ไอโบอีกคนของเรา ยัยนี่เจอผู้ชายก็เรียกพี่ทุกคน ยกเว้นฉันนะ” เขาก้มหัวให้เธอนิดๆ “ยินดีที่ได้รู้จักครับ คุณหยางมี่”
สาวน้อยหยางมี่หันมาทำตาหวานใส่เขา “ไม่ต้องมีคุณสิ เรียกหยางมี่เฉยๆ ก็พอ “เธอยิ้มอย่างสดใสแล้วยื่นมือมาให้เขาจับ
เขายิ้มเขินๆ และยื่นมือไปจับมือเธอ ขณะที่พวกเขานั่งลงที่โต๊ะอาหาร เคนจิอดใจไม่ไหวที่จะคุ้ยหาอาหารเลิศรสที่อยู่ตรงหน้า
“ฉันหิวแล้ว” เขาพูดพร้อมกับหยิบตะเกียบขึ้นมา “อาหารที่นี่มันอร่อยจริงๆ นะพวกนายต้องลองเกี๊ยวซ่าของร้านนี้มันสุดยอดมาก" หยางมี่ยิ้มและหยิบตะเกียบขึ้นมา "ฉันก็ชอบเหมือนกัน" เธอคีบเกี๊ยวซ่าชิ้นนึงแล้ววางลงบนจานของเขา “อร่อยนะคะพี่นิน” เขารับมาลองคีบใส่ปากแล้วพบว่าเกี๊ยวซ่าของที่นี่อร่อยจริงๆ ระหว่างที่ทุกคนทานอาหารกันอย่างเอร็รดอร่อย
หยางมี่แทรกขึ้นว่า "ไอโบของพี่นินเป็แบบไหนเหรอคะ? อยากเห็นจังเลย” เธอพูดด้วยเสียงอยากรู้อยากเห็น
เขาค่อยๆ วางตะเกียบลงหน้าเริ่มซีดเขาพยามพูดด้วยเสียงปกติที่สุด “เอ่อ....ผมยังใช้ไม่ค่อยเป็เลยครับ?”
เคนจิกัดอาหารคำโตแล้วพูดในขณะที่ยังเคี้ยวอยู่ “หมอนี่อาจจะเป็แบบพวกที่ยังไม่รู้ตัวก็ได้”
หยางมี่หันมากระเซ้าเขาอีก “พี่นิน....หนูอยากเห็นไอโบของพี่จังเลยเรียกออกมาหน่อยสิคะ” เธอส่งสายตาอ้อนวอน
ตอนนี้เขารู้สึกตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นั่งเหงื่อไหลอยู่ในห้องแอร์ จะไม่ทำตามก็น่าสงสัย
ถ้าเรียกริเวียออกมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาพบว่าตัวเองรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ
จู่ๆ เขาทำตาใสพูดขึ้นด้วยเสียงเหมือนไม่รู้อะไรเลย “ปกติเวลาจะเรียกไอโบต้องทำยังไงเหรอครับ?”
หยางมี่หรี่ตาขมวดคิ้วเข้าหากันเธอขยับเข้ามาพินิจรณาใบหน้าเขาใกล้ๆ
“กลายพันธุ์กายภาพไปหมดทั้งสีผมสีตา” หยางมี่เหมือนตกอยู่ในความสงสัยเธอเดินวนรอบตัวเขา
เคนจิที่เฝ้าดูอยู่พูดขึ้น “เฮ้ๆ หยางมี่ ไม่เป็ไรน่า พรุ่งนี้พวกเราต้องเขาพาไปหาดอกเตอร์อยู่แล้ว” เขาหันมายักหน้าให้นิน
“ยัยนี่มันเป็พวกคลั่งเทคโนโลยีไอโบน่ะ อย่าถือสาเลยน่า”
หยางมี่เธอดูเขินอายเล็กน้อย “ช่ายย.....เคนจิพูดถูก หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจนะคะ หนูแค่สนใจเทคโนโลยีไอโบจริงๆ
และหนูก็แค่อยากเห็นไอโบของพี่แค่นั้นเอง” เขายิ้มนิดๆ รู้สึกโล่งใจเขามองไปที่เคนจิรู้สึกขอบคุณสำหรับการแทรกของเขา
เคนจิกัดซาลาเปาในมือเสร็จแล้วพูดขึ้น "ดร.แดร์เป็นักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไอโบเขาเป็คนที่รู้ทุกเื่เกี่ยวกับไอโบ ถ้านายมีปัญหาใดๆ เขาคือคนที่ควรไปหา"
หยางมี่พยักหน้าเห็นด้วย "ช่าย... เขาเก่งที่สุด เขาค้นคว้าเกี่ยวกับไอโบมานานหลายปีเขาช่วยเราไว้ได้มากมาย และงานของเขาทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในสาขานี้”
หยางมี่กลับไปนั่งที่เก้าอี้เธอ "เขายังเป็คนคิดค้น UC-potion (ยูซีโพชั่น) ยาที่ทำให้เราเรียกไอโบออกมาได้ด้วย ดอกเตอร์อธิบายว่าพวกไอโบน่ะดำรงชีพคล้ายปรสิตชนิดหนึ่งถึงมันจะมีพลังมากแค่ไหนถ้าร่างต้นอย่างพวกเราตายมันก็ไม่รอด
ดังนั้นถ้าเราทำให้ร่างต้นเกือบตายมันก็จะออกมาโดยอัตโนมัติเพื่อช่วยเหลือเราเพราะมัน้าอยู่รอด”
เธอหยิบขวดอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วพูดต่อไป “ใครที่รับยา UC-potion (ยูซีโพชั่น) นี้เข้าไปจะชีพจรอ่อนลง
กล้ามเนื้อทั้งตัวจะไร้เรี่ยวแรงแรงควบคุมตัวเองไม่ได้ “หัวของนินเริ่มหมุน แขนของเขาปัดจานอาหารลงบนพื้น ในขณะที่ร่วงหล่นจากเก้าอี้ “โครม” เขาหอบอย่างหนักขณะที่กระแทกพื้น เขาพยายามพูดแต่ริมฝีปากชาไปหมดลิ้นของเขารู้สึกหนักในปาก
หยางมี่คุกเข่าข้างเขาสีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความกังวลใจแล้วพูดขึ้น “จากนั้นคนที่กินยาเข้าก็จะอยู่ในสภาพใกล้ตาย
หัวใจเต้นช้าหน้ามืดหมดสติ" เหมือนที่พี่นินเป็ตอนนี้ไงคะหยางมี่ยิ้มออกมาเธอรู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็น
เขาใจกับข้อมูลและสิ่งที่ได้ยินทั้งหมด เขาคิดกับตัวเอง “นี่เราประมาทไปเหรอเนี่ย?” สายตาของเขาจับจ้องไปที่หยางมี่
เคนจิส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิดเขารู้มาตลอดว่าหยางมี่เป็ตัวสร้างปัญหา แต่ไม่เคยคิดว่าเธอจะไปไกลถึงขั้นวางยาใคร เขาโวยวายออกมา “เฮ้ยๆๆ ยัยหยางมี่เธอทำอะไรน่ะ? ยัยบ้าเอ้ย?”
“มันไม่ใช่อย่างนั้น” หยางมี่ท้วง “ไอโบ้าโฮสต์เพื่อความอยู่รอดและยานี้ทำให้โฮสต์อยู่ในสถานะที่ไอโบสามารถโผล่ออกมาได้ นี่เพื่อประโยชน์ของพี่นินเองนะ"
“เพราะเธออยากจะเห็นมากกว่ามั๊ง?” เคนจิพูดซ้ำอย่างเหลือเชื่อ "เธอเกือบฆ่าเขาเพียงเพื่อให้ไอโบออกมา! นี่มันไม่ถูกต้อง”
หยางมี่พูดพลางมองลงไปที่ร่างไร้สติของเขา “พี่นินไม่เป็ไรหรอกน่า” ดร. แดร์ ยืนยันกับฉันว่ายานี้ปลอดภัยแน่นอน
และไอโบจะโผล่ออกมาเพียง่เวลาสั้นๆ ก่อนกลับสู่โฮสต์ ฉันไม่เคยตั้งใจให้ใครได้รับาเ็ซะหน่อย”
เคนจ้องมองหยางมี่ด้วยความหงุดหงิด “เราจะต้องพาเขาไปหาดอกเตอร์แดร์และเธอต้องหยุดก่อนที่จะมีใครตาย”
ตัวเขาสั่นสะท้านไปตัวด้วยฤทธิของยาเขากำลังจะหมดสติ “แย่แล้วคุณริเวีย......ผมขอโทษ...”
เขาพยามต่อสู้อย่างเต็มที่...แต่มันยาก...ห้องหมุนคว้าง...ทุกอย่างกำลังมืดดับลง
...........................................................
เขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ในความมืดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เขาเห็นริเวียในร่างหญิงสาวผมเงินเธอค่อยๆ เดินจากไป
เขาพยายามรั้งเธอไว้ “ไม่คุณ ริเวีย ได้โปรดอย่าไป” เขาขอร้อง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกลัวและความกังวล
“ผมจะปกป้องคุณ ผมสัญญา” แต่ริเวียยืนกรานว่าเธอต้องไป “เพื่อเราทั้งสองคน” น้ำเสียงของเธอหนักแน่นและมุ่งมั่น
“ฉันจะกลับมา” ว่าแล้วเธอก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งเขาไว้คนเดียว ขณะที่เขามองดูเธอหายไปในเงามืด
ความรู้สึกไม่สบายใจก็เข้ามาครอบงำ มีบางอย่างไม่ถูกต้อง? เขาไม่สามารถสั่นคลอนความรู้สึกที่ว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายเขาออกวิ่งเพื่อตามเธอไป ในที่สุดเขาก็ตามเธอทันและกอดเธอจากด้านหลังไว้แน่น
“ผมไม่ให้คุณไป” เขาพูดอย่างหนักแน่น” ผมจะปกป้องคุณไม่ว่ายังไงก็ตาม”
...........................................................
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงอาการของเขาก็เริ่มดีขึ้น เขาได้สติกลับมา เขาค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งโดยยังคงพยายาม
ปะติดปะต่อเื่ราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น “หยางมี่.......ยัยตัวแสบนั่นวางยาเขา?” เขาสงสัยกับตัวเอง “แล้วคุณริเวียหล่ะ? ......คุณริเวียครับ...คุณริเวีย” เขาร้องเรียกริเวียอย่างกระวนกระวาย? เสียงของริเวียดังขึ้นในหัวทำให้เขารู้สึกโล่งใจมาก “อยู่นี่.......นายเป็ยังไงบ้าง เขาตอบทั้งที่ยังมึนงงอยู่ “ผมไม่เป็ไรครับ” เขาเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับบทสนทนาบนโต๊ะอาหารกับเคนจิและ
หยางมี่ “ตามนั้นเลยครับ...แล้วก็มาจบที่ผมโดนวางยาแล้วมาฟื้นที่นี่แหละ แล้วทางคุณริเวียเป็ยังไงบ้างครับ?”
น้ำเสียงริเวียดูแปลกกว่าที่เคย ฟังดูลังเลราวกับว่าเธอกำลังรู้สึกเขินอาย “ไม่นะ...ชั้นไม่ได้ปรากฏตัวออกไป ฉันรู้สึกเหมือน...เหมือนเอ่อ...เอ่อ...ชั้นรู้สึกเหมือนนายพยามอย่างมากเพื่อจะปกป้องฉัน”
เขาััได้ถึงความแปลกในน้ำเสียงของเธอ “เอ๋? ...ผม...ปกป้องคุณริเวีย? เขายกมือเกาหัวแกรกๆ “ยังไงหว่า?” เขาสงสัยกับตัวเองว่าเขาจะปกป้องเธอได้อย่างไร
...........................................................
เคนจิเดินเข้ามาในห้องเขาอดรู้สึกโล่งใจไม่ได้เมื่อเห็นนินฟื้นขึ้นมา เขาเดินเข้ามายืนอยู่ข้างๆ เตียง “ไงพี่ชาย.....อึดใช้ได้นิ “
เขาหันไปหาเคนจิ “แค่ก..แค่ก...หยางมี่วางยาฉันจริงเหรอ?” เสียงของเขาอ่อนแอและแหบแห้ง เคนจิถอนใจ “เฮ้อ...ตามนั้น...ยัยนั่นอยากรู้ว่าไอโบของนายคืออะไร ตอนนี้โดนผู้การแมทจับขังไปแล้วมั๊ง?” มีเสียงผู้หญิงสูงวัยแทรกขึ้น “คนนี้เหรอที่กินยา UC-potion (ยูซีโพชั่น) เข้าไปแต่ไอโบไม่ปรากฏออกมา?” เคนจิหันไปมองทางต้นเสียง “อ๊ะ...สวัสดีครับ” เคนจิผายมือมาที่ผู้หญิงสูงวัยผมสั้นหลากสีสุดเท่คนนั้น “นินนี่คือดอกเตอร์แดร์”
เธอดูเหมือนบรรนาธิการนิตยสารแฟชั่นมากว่าจะเป็นักวิทยาศาสตร์ เธอยื่นมือมาหาเขาพร้อมพูดว่า
“ฉันแดร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” เขาจับมือดอกเตอร์แดร์ เธอดูเหมือนจะสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ ในตัวเขา
“ฉันได้ยินว่าคุณกินยา UC-potion (ยูซีโพชั่น) เข้าไป แต่ไอโบไม่ปรากฏออกมา”
ดร. แดร์ กล่าวเธอมองเขาอย่างใกล้ชิด “ฉันอยากเชิญคุณมาที่ห้องปฏิบัติการของฉันเพื่อดูว่าเราจะหาสาเหตุได้ไหม”
นินรู้สึกเหนื่อยและหนักใจ “ผมอยากจะขอตัวไปพักผ่อนก่อนได้ไหมครับ” เขาพยายามปฏิเสธอย่างสุภาพ
แต่ดร. แดร์ ยังยืนกราน “ฉันเชื่อว่าสามารถหาทางออกให้กับปัญหาของคุณได้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนแต่หนักแน่น “เชิญมาที่ห้องทดลองกับฉัน ฉันสัญญาว่าจะใช้เวลาไม่นาน”
เขาตกลงอย่างไม่เต็มใจ โดยติดตามดอกเตอร์แดร์ไปที่ห้องทดลองของเธอ
ห้องปฏิบัติการของ ดร. แดร์ เป็ห้องขนาดใหญ่และกว้างขวางซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์อันทันสมัยผนังห้องเต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์แสดงผลต่างๆ บุด้วยชั้นวางที่มีบีกเกอร์ หลอดทดลอง และเครื่องแก้วทรงประหลาด ตรงกลางห้องมีแท่นสีขาวขนาดใหญ่ที่นินกำลังยืนอยู่บนนั้นถูกยกขึ้นจากพื้นและมีผิวเรียบเป็มัน กระบอกแก้วใสที่ล้อมรอบเขาเป็เหมือนพื้นที่กักกัน มันทำจากวัสดุโปร่งใสที่แข็งแรงซึ่งสามารถต้านทานพลังของไอโบได้ ซึ่งหมายความว่ามันสามารถรักษาความปลอดภัย ให้เ้าหน้าที่ทุกคน ในระหว่างกระบวนการทดสอบได้อย่างปลอดภัย เขารีบพูดกับริเวียด้วยเสียงที่ร้อนรน
“คุณริเวียครับทำตามแผนที่เราคุยกันไว้นะครับ” เธอตอบเขาทันทีด้วยเสียงมั่นใจ “ได้”
หลังจากดอกเตอร์แดร์ป้อนคำสั่งก็มีแสงติดขึ้นที่ใต้เท้าของเขาและที่กระจกรอบตัวเขาก็มีตัวอักษรและรูปภาพบางอย่างปรากฏออกมา ดอกเตอร์อธิบายขึ้น” นี่คือไอโบแสกนเนอร์ที่ออกแบบมาสำหรับการทดสอบไอโบโดยเฉพาะ
มันจะบอกว่าเธอมีไอโบรึไม่ ถ้ามีแล้วมีระดับพลังประมาณเท่าไหร่ “หลังจากอ่านค่าอะไรบางอย่างบนจอดอกเตอร์ก็พูดขึ้น
” อืม...เขามีไอโบแน่นอน พลังในนี้ระบุไว้ประมาณอยู่ที่....ขั้นสอง” เคนจิพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแปลกใจ “ขั้นสอง?
“เป็ไปได้ยังไงครับดอกเตอร์? กลายพันธุ์ทางกายภาพไปหมดทั้งสีผมสีตาดูยังไงก็ขั้นสามขึ้นไปนะครับ?”
ดอกเตอร์ทำท่าทางครุ่นคิด “ก็น่าแปลกจริงๆ แต่หากไอโบยังไม่ปรากฏออกมาค่าที่วัดก็อาจคลาดเคลื่อนได้” เธอกดปุ่มอะไรบางอย่างบนจอ แล้วกระจกทรงกลมรอบตัวเขาก็ขยายวงกว้างออก
“ลองเรียกไอโบออกมาสิ? อ๋อ...วิธีเรียกก็ง่ายๆ” ดอกเตอร์เอาไข่ไก่มาวางที่พื้นตรงหน้าเขาหนึ่งฟอง
“เอาหล่ะทีนี้ก็แค่คิดว่าอยากให้ไข่มันแตก” เขาจ้องไปที่ไข่ฟองนั้นแล้วคิดในใจ “คุณริเวียครับ.....ผมพร้อมแล้วครับ”
“ตูม” เสียงของแข็งกระทบกันดังสนั่น มีหุ่นยนต์รูปร่างเป็ผู้หญิงสีเงินปรากฏตัวขึ้นทุบไข่แตกกระจาย ไข่และเศษเปลือกไข่ ระเหยเป็ไอส่งกลิ่นเหมือนไข่เจียวตลบอบอวลไปทั้งห้องทดลอง พื้นที่วางไข่แตกออกเป็หลุมยุบเป็แนวยาว
หุ่นยนต์สาวยืนอยู่ต่อหน้าพวกเขา ร่างกายสีเงินของเธอสะท้อนแสงระยิบระยับ ดูเหมือนว่าเธอกำลังตรวจสอบสภาพแวดล้อม เซนเซอร์สแกน และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในห้อง
ดร. แดร์พยักหน้าท่าทางภาคภูมิใจ "โอ้ มันน่าทึ่งมาก!” เธออุทานออกมา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความดีใจ
“ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” เธอ หันไปหาเคนจิ ขอบคุณที่พาเขามาแสดงให้ฉันเห็นนะ
นินใมากหน้าเขาซีดเผือดเหงื่อผุดออกมาเป็เม็ดๆ “คุณริเวีย...แผนไม่ใช่แบบนี้ดิคร้าบบบ” น้ำเสียงเขาฟังดูใมาก
การเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์สีเงินนั้นราบรื่นและสง่างามเมื่อเธอเดินไปหาเขา บั้นท้ายและต้นขาสีเงินของมันสะท้อนแสงระยิบระยับ มันหยุดอยู่ตรงหน้าเขาและโค้งคำนับอย่างนอบน้อบ
เขาจ้องมองไปที่หุ่นยนต์ด้วยท่าทางประหลาดใจ มีความหวาดระแวงอยู่ในแววตา
ดร. แดร์หันหน้ามาหาเขา “ไม่ต้องกลัวไปนี่คือไอโบ เป็อาวุธที่ทรงพลังและพวกเขาจะทำตามคำสั่งของคุณทุกอย่าง
เขาสงสัยกับตัวเอง “เอ๊ะ?” “คุณริเวีย? ... น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจในการกระทำของเธอ “............เอ๋?”
.............................................................................