ฤาบุปผาลิขิตชะตารัก

    ตอนที่ 34 ของแทนใจเจ้าปัญหา

            ประตูห้องรับรองถูกเปิดแง้มออกจนกระทั่งปรากฏให้เห็นดวงตาที่ยื่นเข้ามาแนบชิดช่องว่างของประตูส่องมองจากภายนอก ใบหน้างามเหยียดยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นหญิงสาวและชายหนุ่มที่อยู่ภายในห้องได้พูดคุยกันโดยไม่มีใครมาขัดจังหวะ

            “คุณหนูเจ้าคะ เกิดเรื่องแล้ว!”เย่เหยาวิ่งหน้าตื่นมาหาลู่หลิ่งเพื่อแจ้งว่าทหารวิ่งวุ่นกันไปทั่วเพื่อค้นหาคนที่ลักลอบเข้ามาในจวน

            “อะไรนะ! หรือว่าจะหมายถึงคุณชายเหอไป่เฉิน...แต่ว่าทหารรู้ได้อย่างไรในเมื่อคุณชายอยู่ในห้องรับรองตลอดเวลา”ลู่หลิ่งทั้งตกใจและแปลกใจที่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นนางหันไปจะเปิดประตูเพื่อตามให้คุณชายรีบออกจากจวนแต่ก็สวนทางเข้ากับเหม่ยหลินพอดี

            “เหม่ยหลิน แล้วคุณชายเหอล่ะ ข้าต้องรีบพาคุณชายออกจากจวนเดี๋ยวนี้”ลู่หลิ่งเห็นว่าเหอไป่เฉินไม่ได้เดินตามเหม่ยหลินออกมาด้วยจึงถามหา

            “ก็อยู่ในห้องนั่นไงเอ๊ะ...หายไปไหนแล้ว” เหม่ยหลินชี้ไปข้างหลังแต่พอมองหาเหอไป่เฉินที่เพิ่งคุยกันจบไปเมื่อสักครู่กลับไม่ปรากฏแม้แต่เงาของชายหนุ่มลู่หลิ่งรีบเดินเข้ามากวาดตามองหาเช่นกันนางเห็นหน้าต่างด้านข้างห้องถูกเปิดออกกว้างจึงเข้าใจว่าเหอไป่เฉินอาจจะหนีกลับออกไปแล้ว

     

            จูผิงที่วิ่งตามมาทีหลังรีบเร่งให้เหม่ยหลินกลับห้อง ด้วยสาวใช้เพิ่งรู้จากทหารประจำจวนว่าขณะนี้มีคนร้ายแอบเข้ามาในจวนในระหว่างทางทั้งสองเห็นทหารหลายนายวิ่งไปมาภายในจวนอย่างแข็งขันเหม่ยหลินรู้สึกแปลกใจโดยไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเหอไป่เฉิน!

            แต่ที่แน่ๆ คือ ขณะนี้หน้าประตูห้องของเหม่ยหลินปรากฏร่างของแม่ทัพหวางชุนเทียนยืนทำหน้าขมึงทึง

            “เหม่ยหลิน เจ้าหายไปไหนมา!” เสียงกร้าวดังขึ้นทันทีที่เห็นร่างหญิงสาวเจ้าของห้องเดินมาถึง

            ทั้งเหม่ยหลินและจูผิงสะดุ้งเฮือกพร้อมกันตกใจกับน้ำเสียงดุดันราวกับว่าการหายไปจากห้องในขณะนี้เป็นความผิดใหญ่หลวง

            ทั้งสองไม่รู้เรื่องในสิ่งที่หวางชุนเทียนกังวลอยู่ในขณะนี้เพราะคนร้ายที่ลอบเข้ามาในจวนถือเป็นบุคคลอันตราย อีกทั้งคนร้ายผู้นั้นยังวิ่งผ่านหลังคาห้องของเหม่ยหลินเขากลัวเหลือเกินว่าหญิงสาวจะบังเอิญพบกับคนร้ายเข้า

            ครั้นสายตาคมเหลือบไปเห็นรอยเปื้อนสีแดงที่แขนเสื้อของเหม่ยหลินชายหนุ่มจึงรัวคำถามใส่เป็นชุด

            “เหตุใดแขนเสื้อของเจ้ามีรอยเลือดเจ้าบาดเจ็บงั้นรึ!”

            “ไม่ใช่เลือดของข้าเจ้าค่ะ”เหม่ยหลินพูดในเชิงบอกให้รู้ว่าเธอนั้นไม่ใช่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ

            “ไม่ใช่เลือดของเจ้าแล้วเลือดของใคร? นี่เจ้าไปพบกับใครมา” หวางชุนเทียนเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ จนเหม่ยหลินเกิดความกลัวขึ้นมา

            “เลือดของคุณชาย...เหอไป่เฉินเจ้าค่ะเขาได้รับบาดเจ็บที่แขน ข้าจึงช่วยทำแผลให้”

            “เหอไป่เฉิน!”

            ที่แท้คนร้ายชุดผ้าคลุมสีดำและถูกยิงบาดเจ็บที่แขนก็คือเหอไป่เฉินนี่เอง!

            “เจ้าออกไปพบเหอไป่เฉินมางั้นรึเหตุใดต้องไปพบชายผู้นั้นในยามวิกาลเช่นนี้”

            จูผิงเห็นท่าไม่ดีพูดโพล่งออกไปแทนคุณหนูของเธอ เพื่อไม่ให้แม่ทัพหวางเข้าใจผิดคิดว่าเหม่ยหลินแอบออกจากจวนในเวลานี้

            “คุณชายเหอไป่เฉินขอร้องให้คุณหนูไปพบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกจากเมืองหลวงเจ้าค่ะ”

            “ใช่ เราไม่ได้คุยอะไรกันนานนักหลังจากที่คุณชายเหอมอบของกำนัลให้ก็จากไป” พูดยังไม่ทันจบเสียงพูดแทรกของแม่ทัพหนุ่มก็ดังขึ้น

            “ของกำนัลอะไร?”

            เหม่ยหลินหยิบปิ่นหยกขึ้นมาพลันชายหนุ่มเหลือบเห็นบางสิ่งบนปิ่นหยกทำให้เขาถึงกับอึ้งไปคว้าแขนของเหม่ยหลินข้างที่ถือปิ่นหยกเพื่อดูสิ่งนั้นให้ชัดๆพลันก็รู้สึกเหมือนเลือดสูบฉีดที่หน้าแบบไม่รู้ตัว เมื่อเห็นว่าด้ามปิ่นหยกนั้นมีตัวอักษรจีนเขียนคำว่า‘รัก’

            ‘หรือว่าปิ่นหยกนี้คือของแทนใจ!’

            “เหม่ยหลิน!เจ้ากล้ารับของแทนใจจากชายอื่นได้อย่างไร? ทั้งที่เจ้าเป็น...”คำพูดสุดท้ายหยุดไปก่อนที่เหม่ยหลินจะเอ่ยทักท้วง

            “เดี๋ยวนะ ของแทนใจอะไรของท่านสิ่งนี้ก็แค่ของกำนัลเล็กๆน้อยๆ เท่านั้นเอง” 

            ได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มใช้มืออีกข้างคว้าต้นแขนของเหม่ยหลินดึงเข้ามาใกล้พลางจ้องด้วยสายตาขึงตึง

            “ก็ปิ่นหยกที่เขียนคำว่ารักนี่ไง!ใครอนุญาตให้เจ้ารับมา ทิ้งมันไปเสีย!”

            “เรื่องแค่นี้…ทำไมต้องโมโหด้วย...ข้าก็รับมาตามมารยาท”

            ใช่...ขณะนี้ชายหนุ่มโมโห ถึงแม้หญิงสาวมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยแต่สำหรับเขาไม่ใช่...มิหนำซ้ำยังไปช่วยทำบาดแผลให้กับชายผู้ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนร้ายลักลอบเข้าจวนอีกคิดแล้วยิ่งขุ่นเคืองใจ

            จนแม้ในขณะนี้ มือของนางยังกำปิ่นนั้นไว้แน่นไม่ยอมทิ้งตามที่สั่งดูนางจะอาลัยอาวรณ์ของสิ่งนี้นัก

            เจ้าของมือหนาไม่รอช้าดึงปิ่นออกจากมือเรียวบางเสียเองแล้วขว้างมันลงพื้นจนแตกหักเป็นสองส่วน

            หญิงสาวได้แต่อ้าปากค้างตกใจกับความฉุนเฉียวเกินเบอร์ของแม่ทัพหนุ่มไม่รู้จะอธิบายอย่างไรให้เขาลดทอนอารมณ์โกรธลงได้ และตอนนี้เธอก็เริ่มรู้สึกเจ็บจากแรงบีบของฝั่งตรงข้ามที่ไม่ยอมปล่อยแขนเธอเสียที

            “ท่านแม่ทัพหยุดบ้าบอสักทีสิ ปล่อยข้าได้แล้ว!”คราวนี้หญิงสาวสะบัดตัวแรงขึ้นแสดงให้เห็นว่าต่อต้านการกระทำของเขาจนเผลอขึ้นเสียงใส่แม่ทัพหนุ่ม

            “ข้าบอกให้ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้...ปล่อย!”

            “นี่เจ้า!...”ฝ่ายตรงข้ามถึงกับชะงักกึกนึกไม่ถึงว่าหญิงสาวจะกล้าขึ้นเสียงใส่เขา มือหนายอมผละออกจากแขนทั้งสองข้างเมื่อเห็นดวงตาเอาเรื่องของหญิงสาว

            ร่างบางได้ทีจึงขยับตัวออกห่างไม่ยืนรอฟังคำพูดของเขาอีกต่อไป พลันก้มหน้างุดรีบวิ่งก้าวเข้าห้องพร้อมกับล็อกประตูไม่ให้ใครอื่นเข้ามาทั้งนั้น

            เหม่ยหลินยังคงยืนหันหลังพิงประตูหายใจแรงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าตัวเองจะหาญกล้าขึ้นเสียงกับแม่ทัพเจ้าของจวนสกุลหวางขนาดนี้ครั้นพอถลกแขนเสื้อขึ้นดูก็เห็นว่าผิวเนื้อของตัวเองเป็นรอยเขียวจางๆ

            “โธ่เอ๊ย...แขนฉันเขียวช้ำหมดเลย ผู้ชายคนนี้เป็นบ้าอะไรเนี่ย ทำไมต้องใส่อารมณ์กับฉันขนาดนี้ด้วย”

            หญิงสาวทำได้แค่บ่นพึมพำกับตัวเอง ถ้าไม่รีบวิ่งหนีเข้าห้องมาป่านนี้ไม่โดนบีบแขนจนกระดูกหักไปแล้วรึ?

            ส่วนจูผิงผู้อยู่ในเหตุการณ์ตรงหน้าได้แต่กลอกตาไปมาไม่รู้ว่าจะวิ่งตามคุณหนูไปดีหรือเปล่าสาวใช้หลุบตาก้มมองพื้นด้วยความกริ่งเกรง ครั้นเหลือบเห็นปิ่นหยกที่หักเป็นสองส่วนอยู่ที่เดิมก็คิดจะเอื้อมมือหยิบเพื่อนำไปทิ้งแต่ปิ่นหยกนั้นกลับถูกหวางชุนเทียนชิงหยิบขึ้นมาเสียก่อน

     

            เช้าวันต่อมา หวางชุนเทียนออกมารอที่ศาลาริมสระน้ำเหมือนเช่นเคยสำรับอาหารเช้าถูกวางเป็นที่เรียบร้อยแล้วเหลือเพียงรอให้หญิงสาวที่เป็นเพื่อนกินข้าวกับเขาทุกเช้ามาถึงเท่านั้น

            ชายหนุ่มหลับตาส่ายหน้าช้าๆนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน ใบหน้าขาวนวลที่มักจะส่งยิ้มให้อยู่เสมอกลับมองเขาด้วยสายตาผิดหวัง จนทำให้เขาไม่อาจข่มตานอนได้

            คิดไว้แล้วว่าวันนี้ได้พบหน้ากันเขาก็จะเอ่ยปากขอโทษ...

            เสียงฝีเท้าจากฝั่งตรงกันข้ามเดินใกล้เข้ามาทำให้ดวงตาคู่คมส่องประกายขึ้นทันทีเพราะคิดว่าต้องเป็นเหม่ยหลินแน่นอนแต่ที่ไหนได้กลับเป็นจูผิงสาวใช้ของเหม่ยหลินต่างหาก

            “ท่านแม่ทัพเจ้าคะ คุณหนูบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ขอรับอาหารเช้า...”

            “แล้ว...คุณหนูของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”ถามด้วยความเป็นห่วง

            “เป็นอย่างไร...เอ่อ...แขนเขียวช้ำเล็กน้อยเจ้าค่ะ” คำตอบของสาวใช้ทำให้ชายหนุ่มหน้าเจื่อนลงไป ลอบถอนหายใจยาว เขาคงทำให้นางโกรธมากจนไม่อยากร่วมโต๊ะกินข้าวเช้าด้วยกันอีก

            “พ่อบ้านเฉินข้าจะไปราชสำนักตอนนี้เลย” เขาหันไปบอกพ่อบ้านเฉินเช่นนี้ก็หมายถึงให้เตรียมรถม้าทันทีในเมื่อคนที่เคยกินข้าวด้วยกันทุกเช้ากลับไม่อยากเห็นหน้าเขาเสียแล้ว ฉะนั้นเขาเองก็ไม่มีอารมณ์จะกินข้าวเช้าเหมือนกัน

            “เอ่อ ท่านแม่ทัพไม่รับอาหารเช้าก่อนหรือขอรับ”

            คนถูกถามได้แต่ทำหน้านิ่วไม่ตอบ พอลุกขึ้นจากที่นั่งได้ก็เดินออกไปพลอยให้พ่อบ้านเฉินผู้ชราต้องเดินจ้ำอ้าวตามไป เพราะเกรงจะเตรียมรถม้าได้ไม่ทันต่อความเร่งรีบของแม่ทัพ

            กัวเสี่ยนหรงที่เพิ่งมาถึงจวนเพื่อรอติดตามไปราชสำนักพร้อมแม่ทัพหวางแต่ยังไม่ทันเดินถึงประตูชั้นในก็เห็นแม่ทัพผู้บังคับบัญชามุ่งหน้าออกมาเสียก่อน เขารีบวิ่งเข้าไปทำความเคารพและถามด้วยความแปลกใจ

            “ท่านแม่ทัพ วันนี้ทำไมออกไปแต่เช้าขนาดนี้มีธุระด่วนหรือขอรับ”

            “ไม่มี” หวางชุนเทียนตอบเสียงห้วน

            “แต่ปกติเวลานี้ควรเป็นเวลารับอาหารเช้าไม่ใช่หรือขอรับ” นายกองหนุ่มถามซ้ำ

            กัวเสี่ยนหรงแค่คิดเสียดายเวลา เพราะในระหว่างที่รอท่านแม่ทัพสิ้นสุดมื้อเช้าเขาก็จะมีเวลาอยู่กับจูผิงสาวใช้หน้ามนเหมือนเช่นทุกครั้งแต่วันนี้ยังไม่ทันได้เห็นหน้าจูผิงก็ต้องออกไปทำงานเสียแล้ว

            “วันนี้ข้าไม่กินข้าวเช้า อย่าพูดมากอยู่เลยหรือว่าเจ้าจะไม่อยากไปทำงานแล้วหึ!”

            แม่ทัพหนุ่มเปล่งเสียงทุ้มดังอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะสะบัดหน้าและก้าวเท้ายาวๆไปจนถึงหน้าประตูใหญ่

            กัวเสี่ยนหรงมองตามพลางเกาหัวอย่างงงๆ พอดีกับหันไปเห็นพ่อบ้านเฉินตามมาก็รีบขวางไว้เพื่อสอบถามเรื่องราว“ท่านแม่ทัพหัวเสียเรื่องอะไร?”

            “ก็เพราะวันนี้คุณหนูเหม่ยหลินไม่ยอมออกจากห้องมารับอาหารเช้าด้วยกันเหมือนทุกวันน่ะสิ”

            “งั้นรึ...ทำไมล่ะหรือว่าทะเลาะกัน”

            “ท่านนายกองอย่าเพิ่งถามมากความเลยรีบตามท่านแม่ทัพไปก่อนเถิด เดี๋ยวจะพาลโมโหไปกันใหญ่”

            พ่อบ้านเฉินดันหลังนายกองหนุ่มให้เร่งเดินตามไปทั้งที่ตัวเองก็หอบเหนื่อยจากที่ต้องรีบเดินกึ่งวิ่งเพื่อตามให้ทันกับเจ้านายผู้ที่อยู่ในภาวะอารมณ์เสีย

             

              เมื่อถึงเวลาประชุมภายในราชสำนักแม่ทัพหนุ่มเดินเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่ที่ถูกจัดไว้เป็นสถานที่ประชุมพร้อมข้าราชบริพารอื่นๆสิ่งที่ทำให้หวางชุนเทียนต้องประหลาดใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นชายผู้ที่ยืนอยู่ใกล้กับองค์ชายรองคือ‘เหอไป่เฉิน’ ในชุดอย่างเป็นทางการ

              เหอไป่เฉินผู้นี้ถูกแนะนำตัวว่าเป็น ‘รองแม่ทัพแห่งแคว้นม่งอู๋’วันนี้มาเพื่อประกาศให้บรรดาขุนนางรับทราบว่าเขาเป็นแขกผู้มีเกียรติอยู่ในความดูแลขององค์ชายรอง

              ท่านอ๋องผู้มีหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมเป็นปกติทุกครั้งจำเป็นต้องปล่อยเลยตามเลยทั้งที่ก็แปลกใจกับการเดินทางมาโดยที่ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าของผู้ที่ได้ชื่อว่ามีตำแหน่งในราชสำนักแคว้นม่งอู๋

              “ทูลเสด็จพ่อ ในเมื่อท่านรองแม่ทัพแจ้งมาว่าต้องการเดินทางมาเป็นการส่วนตัวลูกเห็นว่าแคว้นของเราทั้งสองต่างก็มีมิตรไมตรีต่อกันจึงเสนอตัวขอต้อนรับท่านรองแม่ทัพเป็นแขกของลูกขออภัยที่ไม่ได้ทูลให้เสด็จพ่อทราบล่วงหน้าพ่ะย่ะค่ะ”

              ในระหว่างที่องค์ชายรองทูลต่อท่านอ๋องทหารหนุ่มทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยสายตาแข็งกร้าวด้วยรู้อยู่แก่ใจว่ามีเรื่องค้างคาใจหวางชุนเทียนไม่วายเหล่ตามองที่แขนของรองแม่ทัพหนุ่มด้วยอยากรู้ว่าภายใต้อาภรณ์นั้นจะมีบาดแผลจากลูกธนูของเขาหรือไม่?

            ส่วนรองแม่ทัพเหอไป่เฉินที่เปลี่ยนใจไม่เดินทางออกนอกแคว้นตงเยว่เพราะต้องการอยู่ดูสถานการณ์ภายในแคว้นอีกสักระยะการเปิดเผยตัวตนในฐานะรองแม่ทัพโดยมีองค์ชายรองเป็นผู้ออกหน้ายอมรับเป็นแขกคนสำคัญย่อมเป็นทางเดียวที่จะไม่ถูกตามจับในฐานะคนร้ายลอบเข้าจวนหรือถึงแม้ถูกจับได้อย่างน้อยก็ไม่ถูกแม่ทัพหวางสอบสวนด้วยกริ่งเกรงในบารมีขององค์ชายรองอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

    คล้ายกับเรื่องฤาบุปผาลิขิตชะตารัก ที่คุณอ่าน