ตอนที่ 6
เอื้อนเอ่ยคำลวง
สำนักจินตั้งอยู่ใจกลางของยุทธภพไท่ซวง อาณาเขตกว้างใหญ่ยิ่งกว่าสำนักไหนๆ ในสี่สำนัก อาณาบริเวณล้อมรอบไปด้วยสภาพแวดล้อมที่สวยงามและหลากหลาย ครอบคลุมทุกสิ่งั้แู่เา ป่าไม้ ทุ่งหญ้า มหาสมุทร และทะเลทราย
เป็ที่ตื่นตาตื่นใจของสตรีที่มาจากสำนักกู้ ไป๋จางลี่หลงลืมสิ้นว่าตนนั้นถูกจับตรึงไร้อิสระในการขยับร่างกาย สายตากวาดมองชมธรรมชาติงดงามไปรอบๆ ได้อย่างเสรี
จินเลี่ยงหรงพานางเคลื่อนต่ำลงจากนภามาหยุดอยู่ที่หน้าน้ำตกแห่งหนึ่ง สายน้ำจากูเาสูงรินไหลลดหลั่นเป็ชั้นตามโขดหิน ช่างสวยงามตระการตาและเต็มไปด้วยพลังแห่งหยินกับหยาง เสียงน้ำไหล สายหมอกที่พวยพุ่งจากผิวน้ำเกิดสายรุ้งหลากสีในยามแสงอาทิตย์สาดส่อง
ตราตรึงหัวใจและยากที่จะลืมเลือนภาพตรงหน้า
ทว่า…
“ข้าพาเ้ามาสำนึกตน หาได้พามาเที่ยวชมความงาม”
เสรีภาพของดวงตากลับถูกผู้เป็ใหญ่ที่สุดในสำนักเอ่ยทักท้วง นางจึงจำใจละสายตาจากทัศนียภาพตรงหน้ามามองดวงหน้าของจินเลี่ยงหรง
“ขออภัยเ้าค่ะ หากแต่เหตุใดข้าจึงต้องสำนึกตนด้วยเ้าคะ”
“หึ” ใบหน้าเจือเต็มไปด้วยความระอา “ในเมื่อคนของสำนักกู้คือผู้บุกรุก ตัวของเ้าที่เป็ดังตัวประกันจึงต้องรับผิดชอบอย่างไรล่ะ”
“ได้อย่างไรกัน ข้าเป็เพียงของบรรณาการ ไม่ใช่ตัวประกันที่ต้องรับผิดชอบการกระทำของผู้ใด อีกอย่าง คนของสำนักกู้คือผู้บุกรุกจริงแท้หรือไม่ก็ยังไม่กระจ่าง อย่าปรักปรำโดยไร้ซึ่งหลักฐานมัดตัวสิเ้าคะ”
“สตรีปากมาก อีกไม่กี่เวลาเ้าก็จะได้ประจักษ์ เมื่อนั้นข้าจะลงโทษเ้าให้ปากไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำโป้ปดออกมาได้อีก” สายตาคมหลุบมองลงมาที่จุดที่เขาหมายมาดคาดโทษ
…ริมฝีปากอวบอิ่มของไป๋จางลี่
“คารวะท่านประมุข” ตู้ิและตู้เฮ่าโค้งลำตัวยกมือขึ้นประสานเคารพจินเลี่ยงหรงอย่างนอบน้อม
เ้าสำนักจึงละดวงหน้าจากไป๋จางลี่หันไปหาขุนพลทั้งสอง “ตรวจพบร่องรอยอื่นหรือไม่”
“ไร้สิ่งใดหลงเหลือขอรับ”
จินเลี่ยงหรงไม่สบอารมณ์เมื่อได้ฟังคำตอบจากตู้ิ แต่ไม่ได้ตำหนิอะไรเพราะไม่ใช่ความผิดของขุนพลหนุ่ม “ตู้ิเฝ้าตรงนี้ ตู้เฮ่าตามข้ามา”
จินเลี่ยงหรงจับข้อมือไป๋จางลี่ได้ ก็กระชากนางให้ก้าวเดินตามตนเข้าไปข้างในถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งประตูก็คือม่านน้ำตกที่นางเฝ้ามองความงามเมื่อครู่ โดยมีตู้เฮ่าเดินตามทั้งคู่เข้ามาอีกที
ความรู้สึกแรกคือเปียกชุ่ม ความรู้สึกหลังคือหนาวเย็น จากนั้นความรู้สึกทั้งหมดพลันสลายราวกับมันเป็เพียงความรู้สึก หาได้เกิดขึ้นจากการััจับต้องสิ่งใดโดยตรง
ร่างกายของนาง อาภรณ์ที่สวมใส่ไม่ได้เปียกน้ำอย่างที่คิด
หากแต่มืดมิดไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดข้างในถ้ำใต้น้ำตกได้เลย
“ท่านปิดตาข้าเพราะเหตุใด ก็ถ้าไม่อยากให้เห็นทำไมไม่ปล่อยข้าให้ยืนอยู่ข้างนอกกับตู้ิ” เกิดเดินสะดุดก้อนหินล้มหัวคะมำจะทำเช่นไร
“หากยังเปล่งเสียงอยู่อีก ข้าจะปิดปากของเ้าด้วย”
“…”
“หึ” จินเลี่ยงหรงขำขันพึงใจที่สามารถกำราบนางได้แค่เพียงเสียงเอ่ยสั่งในครั้งเดียว
สาวใช้จอมพยศของเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังหลังถูกชี้แนะด้วยการแนบใกล้ ข่มขู่จะปิดปากของนางด้วยริมฝีปากของเขา
“ท่าน…อื้อ” ไป๋จางลี่นึกขึ้นได้ว่าตนเองกำลังถูกสั่งไม่ให้พูด นางจึงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นแล้วยกมือขึ้นปิดกั้นเสียงเอาไว้
ผิวเนื้อบริเวณลำคอััได้ถึงบางสิ่งที่นุ่มและมีขนกำลังเคลื่อนผ่านไปมาช้าๆ มันสร้างความตกตะลึงไม่ใช่น้อย รวมถึงความสงสัยใคร่รู้ที่อัดแน่นอยู่ในหัว …อยากเอ่ยถามและเอ่ยห้ามเพียงไรก็ไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงออกมา
ปัดป่ายมือไปทั่ว ด้วยดวงตามองไม่เห็นจึงไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร มองไม่เห็นจึงไม่รู้ว่ามันหลบจากลำคอมาที่ต้นแขน แล้วเคลื่อนจากต้นแขนไปยังจุดใดบนร่างกายของนางอีก
“มี่อิง หยุดก่อกวนนางได้แล้ว” เสียงทุ้มของจินเลี่ยงหรงเอ่ยปรามผู้รุกรานที่กำลังซุกซนวิ่งไต่ไปบนที่ต่างๆ ทั่วร่างกายของไป๋จางลี่
ัันุ่มนิ่มและเปียกชื้นบริเวณปลายนิ้วและฝ่ามือ ไล่จากซ้ายไปขวาแล้วกลับมาคลอเคลียประดุจว่านางกำลังเดินเคียงอยู่กับสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีขนฟูนุ่ม แถมลิ้นของมันก็เปียกแต่ไม่หยาบกระด้าง
“อ๊ะ”
อยู่ๆ มือที่กำลังถูกลิ้นนุ่มๆ ดูดและเลีย กะทันหันนางก็ััได้ถึงฟันและคมเขี้ยวของมัน
“ไม่ต้องกังวลไป มี่อิงเป็สุนัขจิ้งจอกที่ฉลาดและเป็มิตร มันไม่ทำอันตรายเ้าหากว่าเ้าไม่ทำมันก่อน”
เมื่อจินเลี่ยงหรงเอ่ยบอกเช่นนั้น ไป๋จางลี่ก็ััได้ถึงขนนุ่มฟูกำลังเบียดถูอยู่บริเวณขาและเท้าที่เปลือยเปล่า
“หึ ดูท่าว่ามี่อิงจะชอบเ้านะ มี่อิง เ้าช่วยเฝ้านางแทนข้าเพียงครู่ได้หรือไม่”
คนถูกปิดตาพยายามเงี่ยหูฟัง ซึ่งเ้าจิ้งจอกน่าจะตอบตกลงหลังจากนั้น เ้าสำนักจินกับขุนพลข้างกายจึงเดินห่างออกไปทิ้งให้จิ้งจอกนั่งเฝ้าสตรีที่ถูกผ้าปิดตา
“ฟู่ว พูดได้สักที” คนชอบเจรจาเช่นนางไม่ได้เปล่งเสียงแค่เพียงไม่กี่อึดใจ ก็อึดอัดและเป็กังวลราวกับตนจะไม่มีโอกาสพูดอีกครั้งในชีวิต
ไป๋จางลี่ไม่เพียงเปิดปาก แต่ยังเคลื่อนมือขึ้นตั้งใจปลดผ้าปิดตาออก
แต่…
พรึ่บ!
มือที่กำลังจับผ้าจะคลายปมออกถูกจับและดึงลากเดินผ่านม่านน้ำตก ย้อนคืนกลับมายืนฟังเสียงน้ำตกกระทบโขดหิน และมีตู้ิยืนคอยเฝ้าอยู่ตำแหน่งเดิม
“เ้านี่ช่างดื้อดึง มันยากนักหรืออย่างไรถ้าจะปฏิบัติตามคำสั่งจนตลอดรอดฝั่ง”
ผ้าปิดตาคลายออก มือที่จับและลากผละจาก ปากก็พร่ำบ่นให้สาวใช้ที่แสนพยศ
“ขออภัยท่านประมุขเ้าค่ะ ข้าเพียงปวดตาเลยจะแกะผ้าออกให้โลหิตได้ไหลเวียน”
“ข้าหาใช่เด็กสามขวบที่จะเชื่อคำลวงไร้เหตุผลของเ้า”
“เป็ความจริงนะเ้าคะ”
“แล้วสิ่งนี้เล่า เป็ความจริงด้วยหรือไม่ที่กระบี่นี้เป็ของคนสำนักกู้”
กระบี่หักครึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าของไป๋จางลี่
‘เกรียงไกร’ อักษรที่เป็ดั่งสัญลักษณ์ของสำนักสลักเด่นบนเนื้อกระบี่ ศิษย์สำนักกู้ทุกคนที่สามารถฝึกวิทยายุทธ์ต้องมีตราประจำสำนักสลักบนอาวุธคู่กาย
ไป๋จางลี่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื
“หลักฐานคาตา ข้าอยากรู้นักเ้าจะเขียนแต่งประโยคงิ้วเช่นใดมาแก้ตัว”
ทุกสิ่งไล่ต้อนไป๋จางลี่ให้จนมุม คิดไปถึงหลายชั่วยามก่อนที่สนทนากับสหายซึ่งแปลงกายเป็นกน้อย อาอู่สามารถเข้ามาในสำนักจินได้ทั้งๆ ที่วรยุทธ์ของนางนั้นอยู่เพียงขั้นต้น ไม่ว่าจะเค้นพลังทั้งหมดที่มีฝ่าประตูและกำแพงที่มองไม่เห็นเข้ามาก็ไม่สามารถถึงเพียงนั้น แต่นางกลับเข้ามาเจรจากับไป๋จางลี่ได้ถึงหน้าต่างหอคัมภีร์ แถมขนนกตรวจตรายังเปลี่ยนเป็สีน้ำเงิน
ผู้ที่มีทั้งวรยุทธ์และพลังปราณขั้นสองขึ้นไปเท่านั้นถึงทำเช่นนี้ได้ (พลังมีทั้งหมด 5 ขั้น ขั้นเซียนคือขั้นที่ 1 ขั้นมหาปราชญ์คือขั้นที่ 2 ขั้นปรมาจารย์คือขั้นที่ 3 ขั้นาาคือขั้นที่ 4 และขั้น 5 หรือขั้นต้นคือพวกที่มีพลังยุทธ์พอช่วยเหลือตัวเองได้ เก่งกว่าคนธรรมดานิดเดียว)
“ข้า…” ก้มหน้าบีบมือแสดงความกังวลอย่างปิดไม่มิด
“ว่าอย่างไร สตรีอวดเก่ง ปากเก่งเช่นเ้า คิดหาเหตุผลดีๆ มาเอ่ยอีกสิว่าข้าปรักปรำสำนักของเ้า หากนึกไม่ออกจะถือว่ายอมรับและจะได้ชำระความกับตัวประกันอย่างเ้าเสียที”
“ท่านประมุขได้โปรดละเว้นข้าด้วยเ้าค่ะ ข้าเป็เพียงสตรีไร้วรยุทธ์ หากถูกเฆี่ยนหรือโบย ร่างกายน้อยๆ คงแหลกละเอียดเป็แน่”
“เอ่ยเช่นนี้แสดงว่าเ้าคล้อยตามเหตุผลของข้า ยอมรับว่าคนของสำนักกู้บุกรุก และเ้าก็เป็ผู้เอ่ยบอกที่เก็บให้คนผู้นั้นได้รู้ว่าไข่มุกถูกเก็บอยู่ที่สระเหมันต์ ข้าเอ่ยถูกต้องหรือไม่”
“ถูกต้องเพียงหนึ่งส่วนเ้าคะ ข้าไม่ได้บอกผู้ใดถึงที่ซ่อนไข่มุก”
“แล้วตอนอยู่ที่หอคัมภีร์เ้าสนทนาสิ่งใดกับนกตัวนั้น”
“ท่านประมุขทราบหรือเ้าคะ” ดวงตาเบิกกว้างคาดไม่ถึงว่าเ้าสำนักจินจะรู้เห็นเหตุการณ์ที่นางจงใจปกปิด
“หึ ข้าเพียงทดสอบเ้าด้วยการปล่อยให้อยู่ลำพังแล้วบอกว่าข้าไปซ้อมกระบี่ ไม่คิดว่าสตรีสำนักกู้จะเป็คนเล่นงิ้วเก่งถึงเพียงนี้ โกหกไร้สัจจะเสียยิ่งกว่านางจิ้งจอก”
“อิ๋งๆ” เ้าจิ้งจอกน้อยที่โดนดึงเอาไปเปรียบเปรยครางประท้วงวาจาของเ้านาย
“ยกเว้นมี่อิง” จินเลี่ยงหรงจึงต้องละเว้นให้
“ท่านประมุข ได้โปรดละเว้นข้าสักหนเถิด โปรดเห็นแก่เ้าสำนักกู้ที่ส่งข้ามาเป็ของบรรณาการ”
“เหอะ ของบรรณาการที่ข้าไม่ค่อย้าเสียด้วย”
“…” ก้อนสะอึกเล่นจุกขึ้นมากลางลิ้นปี่
ฟังมาทั้งชีวิตแต่ยังไม่ชินเสียที
ไม่ต้องถึงกับเฆี่ยนตีหรือโบย เพียงเอ่ยว่านางไม่เป็ที่้าก็เ็ปร้าวราวท่อนไม้ฟาดลงมาบนแผลที่ยังไม่หายดีซ้ำๆ และยิ่งสีหน้าและแววตาของบุรุษที่ค่อยๆ เดินเข้ามาเชยปลายคางของนางขึ้นช้าๆ ดวงตาสีดำราวบ่อน้ำนิลกาฬบนเทือกเขาไท่ซาน ลึกเกินหยั่งรู้ มืดมิดเกินค้นพบก้นบ่อ
“ตู้ิ เฝ้าปากถ้ำต่อไป ตู้เฮ่า พาแม่นางไป๋เข้าไปสำนึกตนอยู่ข้างใน จนกว่าจะครบสามวันห้ามผู้ใดพบหน้านาง แม้แม่บ้านจางจะหว่านล้อมหลอกล่อก็ห้ามนางเข้าไปข้างในเด็ดขาด” เอ่ยจบก็สะบัดชายชุดคลุมหันหลังกลับ
“ช้าก่อนท่านประมุข” ไป๋จางลี่ยื้ออาภรณ์ของจินเลี่ยงหรงเอาไว้ได้ “ข้าไม่ชอบอยู่คนเดียวเ้าค่ะ”
“ผู้ใดจะให้เ้าอยู่คนเดียว มี่อิงก็ยังอยู่ข้างในนั้น และอีกอย่าง ในถ้ำนั่นมีสหายให้เ้าเลือกมากมาย อยากสนทนากับผู้ใดก็ย่อมอิสระ”
“ไม่นะเ้าคะๆ” อ้อนวอนขอร้องทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียงที่เบาหวิวและสั่นคล้ายจะร้องไห้
“ข้าผิดเอง ข้าเป็คนผิด ได้โปรดลงโทษข้าแทนแม่นางไป๋เถิดเ้าค่ะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากนกตัวน้อยที่เกาะอยู่บนกิ่งหลิว
“อาอู่”
“ท่านประมุข เป็ข้าเองที่บอกที่ซ่อนของไข่มุกให้คนผู้นั้นรู้ เป็ข้าเองที่แอบเจรจากับไป๋จางลี่ขณะที่นางกำลังคัดตำรา เป็ข้าเองเ้าค่ะ เป็ข้าที่แอบได้ยินตอนท่านเอ่ยบอกกับแม่นางไป๋ว่าที่ซ่อนของไข่มุกคือสระเหมันต์ ข้าผิดแต่เพียงผู้เดียว ได้โปรดละเว้นนางแล้วให้ข้าเข้าไปสำนึกตนในนั้นแทนเถิด” นกน้อยที่กลายร่างคืนสู่สตรี ประสานมือหมอบก้มยอมรับความผิดที่ได้กระทำ
“ตู้เฮ่า เข้าไปส่งพวกนางทั้งสองข้างในถ้ำ”
จินเลี่ยงหรงไม่ละเว้นผู้ใด มอบโทษให้ทั้งคู่ด้วยการกักขังให้สำนึกความผิดในถ้ำมืดและเยือกเย็น
สองเท้าเดินจากไปอย่างมั่นคงและไม่หันกลับมามองสาวใช้ที่มองตามแผ่นหลังกว้างไปจนสุดสายตา…