ในขณะนั้นเอง ทานากะเหลือบตาไปเห็นชายที่น่าสงสัยคนนั้นพอดี เขาปะปนอยู่กับกลุ่มผู้สื่อข่าวที่ต่างก็แตกตื่น ฮือฮากับเื่ราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จนกล้องไม่รู้จะซูมไปทางไหนดี อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ทานากะเห็นชายคนนั้นยกมือขึ้นข้างหนึ่งซึ่งในนั้นมีมีดปลายแหลม พุ่งตรงไปทางเปรมศักดิ์ และดาราสาวที่กำลังเดินออกไปจากงานทันที และโดยไม่ตั้งใจอีกเช่นกัน เมื่อมีคนร้องะโเสียงดัง ออกมาว่าให้ระวัง เปรมศักดิ์ซึ่งกำลังเดินตามดาราสาวออกมา เหลือบไปเห็นชายที่ถือมีดพุ่งตรงมายังตัวเขา ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ท่านรัฐมนตรีฯ หันไปคว้าคนที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด เหวี่ยงร่างนั้นให้ไปปะทะกับชายคนที่จะเข้ามาทำร้ายเขาสุดแรง โดยที่ไม่มีใครสังเกตว่าเป็ใคร มาจากไหน ทานากะวิ่งตามไปจนถึงตัวบุคคลที่น่าสงสัยคนนั้นแทบทันที หากช้าไปเสียแล้ว เมื่อปลายมีดแหลมคมได้เฉือนข้อมือของผู้โชคร้าย ที่มามุงดูแบบไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้าอย่างจัง
“อ๊ะ!.!” น้ำรินร้องออกมาได้เท่านั้น เพราะยังงุนงงกับเหตุการณ์ชุลมุน ที่จู่ ๆ หล่อนก็ถูกกระแทกจากใครก็ไม่รู้จนเซถลา จากนั้นก็ถูกฉุดแขน แล้วใครคนนั้นก็เหวี่ยงร่างหล่อน ให้ปะทะเข้ากับมีดแหลมคมจนเืไหลเป็ทาง แวบแรกรู้สึกดีใจที่มีดไม่โดนจุดสำคัญ และก็โชคดีที่โดนแค่ข้อมือด้านซ้ายซึ่งไม่ค่อยใช้งานมากนัก และด้วยอาชีพที่ตนเองร่ำเรียนมา น้ำรินรีบฉวยเอาชายผ้าที่ปูรอง อะไรสักอย่างสีแดง มาพันข้อมือเพื่อห้ามเื วินาทีนั้นไม่ได้สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว และเหมือนผีซ้ำด้ำพลอยเหลือเกิน เมื่อจู่ ๆ กล่องอะไรหนัก ๆ ก็หล่นลงมา กระแทกที่หัวหล่อนอย่างจัง
ยากที่จะทันตั้งตัว น้ำรินรู้สึกมึน และรู้สึกปวดหนึบหนัก ๆ ที่หัว ก่อนที่สติจะดับวูบไป หญิงสาวได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย อึกทึกคึกโครมไปหมด เหมือนมีมือใครคนใดคนหนึ่งมาประคองร่างหล่อนไว้ และช่วยประคองไม่ให้หัวล้มกระแทกพื้นซ้ำเข้าไปอีก น้ำรินได้ยินเสียงคนร้องไห้มาดูทางนี้ด้วย ว่ามีคนเจ็บ จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย…
ภายในห้องจัดแสดง ทุกอย่างดูวุ่นวายไปหมด เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และเ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ที่ได้รับแจ้งเหตุก็กรูกันเข้ามา กลุ่มนักข่าวก็พากันห้อมล้อม แสงแฟรชสว่างวูบวาบ ชายคนนั้นต่อสู้กับเหล่าบอดี้การ์ด ลูกน้องของทานากะไม่ไหว หมอบไปเสียแล้ว
“เอาตัวชายคนนี้ไปทีครับ!” ทานากะส่งตัวผู้ร้ายให้เ้าหน้าที่ตำรวจที่ตามมาทีหลัง ก่อนจะก้าวเข้าไปหาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งตอนนี้สลบไปแล้วเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล...
“กริ๊ง…” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว มือเรียวยาวก็หยิบขึ้นมาทันที ก่อนจะกรอกเสียงเข้มลงไป
“ฮัลโหล”
“ขอโทษครับท่าน ที่รบกวน ผมมีเื่จำเป็จะต้องแจ้งให้ท่านทราบครับ แต่ผมคิดว่าท่านน่าจะทราบเื่ดีอยู่แล้ว”
“หึ..แล้วนายจะโทรมาทำไมล่ะ ถ้าคิดว่าฉันรู้แล้ว” ใช่สินะ ทานากะน่าจะรู้อยู่แล้วว่า ฮิโรยูกิ ไม่เคยพลาดเื่สำคัญอย่างนี้ เขาคงเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นในห้องจัดแสดงแล้วอย่างแน่นอน
“นายอยู่ที่โรงพยาบาลใช่ไหม? ผู้หญิงคนนั้น เป็ยังไงบ้าง”
“ปลอดภัยดีครับ ด้วยอาชีพของเธอ สามารถช่วยตัวเองได้มากเลยทีเดียวครับ ถ้าหากว่าเป็คนไม่มีความรู้ด้านนี้ป่านนี้เืคงไหลออกมาจนหมดตัวเป็แน่ แต่ที่หนักกว่านั้นก็คือ หมอบอกว่า สมองเธอถูกกล่องบรรจุเครื่องเพชรกระแทกอย่างแรง ไม่แน่ใจว่าเมื่อฟื้นขึ้นมาจะเป็อย่างไรบ้าง ตอนนี้ยังนอนดูอาการที่ ไอ ซี ยู พรุ่งนี้หมอถึงจะอนุญาตให้ย้ายออกมาอยู่ห้องผู้ป่วยทั่วไปได้ครับ” ทานากะอธิบายเสียยืดยาว โดยหารู้ไม่ว่าเ้านายหนุ่ม ไม่ได้ยืนอยู่เพื่อฟังโทรศัพท์ของเขาแล้ว
“ฮัลโหล ฮัลโหล ท่านครับ อ้าว! วางไปซะแล้ว เฮ้อ!” บอดี้การ์ดหนุ่มก้าวเข้ามาหยุดยืน อยู่ที่หน้าห้อง ผู้ป่วยหนัก พลางมองผ่านช่องเล็ก ๆ ที่ทางโรงพยาบาลทำไว้เพื่อส่องดูคนด้านในได้ อย่างใช้ความคิด หญิงสาวผู้นี้เป็คนคนเดียวกับที่เ้านายของเขาให้สืบประวัติ ซึ่งเขาก็แปลกใจอยู่ในที ว่าจู่ ๆ ทำไมผู้เป็นายถึง้าทราบความเป็มาของหล่อนอย่างละเอียด แล้วทำไมอยู่ดี ๆ หล่อนถึงเข้ามาในห้องจัดแสดงเพชรได้ล่ะ หรือว่า...
“ฉันรู้ดี ว่านายกำลังคิดอะไร นายกำลังสงสัยว่าทำไม ฉันถึงให้สืบประวัติหล่อน และทำไมหล่อนถึงเข้ามาในงานได้ และนายกำลังคิดว่า หล่อนอาจจะมีส่วนรู้เห็นกับผู้ชายคนนั้น อย่างนั้นถูกต้องไหม?”
“ไม่มีครั้งไหนเลย ที่ท่านจะอ่านความคิดผมไม่ออก”
“ท่าทางนายแสดงออกมาทางสีหน้า และอีกอย่าง ฉันก็คิดเหมือน ๆ กับนายนั่นล่ะ มันเป็ไปตามหลักการอยู่แล้วนี่นา"
“อ้อ! แล้วนี่ ท่านมาทำไมหรือครับ ดึกดื่นป่านนี้ ที่จริงเื่แค่นี้ ผมจัดการเองก็ได้ครับ ท่านกลับไปพักผ่อนเถอะ”
“แต่เห็นทีว่า เื่แค่นี้ นายจะจัดการเองไม่ได้เสียแล้วล่ะ..ทานากะ” ที่ว่าจัดการเองไม่ได้ของเ้านายเขาก็คือ การเข้าไปเยี่ยมหญิงสาวผู้โชคร้ายรายนั้นซึ่ง ทราบกันดีอยู่ว่าถ้าเป็เวลาอย่างนี้ ทางโรงพยาบาลห้ามเยี่ยมเด็ดขาด แต่สงสัยจะมีข้อยกเว้นเฉพาะกับเ้านายของเขาเสียล่ะกระมัง แล้วแถมออกคำสั่งย้ายตัวคนไข้แบบสายฟ้าแลบ เพื่อเดินทางออกนอกประเทศภายในค่ำคืนนี้ทันที
ทุกอย่างเป็ไปอย่างรวดเร็วและง่ายดายเมื่อ คัทซึฮิโกะ ฮิโรยูกิ เป็คนมาจัดการให้เป็ไปตามคำบัญชาของเขา ซึ่งก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งแม้กระทั่ง ผอ.ของโรงพยาบาล
“เอ่อ..ท่านครับ จะดีหรือครับ ผมว่าน่าจะให้พักรักษาตัวที่นี่จะดีกว่า รอให้เธอฟื้นขึ้นมาก่อนไม่ดีกว่าหรือครับ”
“รอให้หล่อนฟื้นอย่างนั้นหรือ? แล้วก็รอให้หล่อนมาคิดแผนขโมยเพชรของฉันอีกอย่างนั้นใช่ไหม? หึ..นายเป็อะไรไปทานากะ หรือว่า..นายเกิด ติดใจผู้หญิงคนนี้ ขึ้นมาซะแล้ว
“อ๊ะ!ไม่ใช่นะครับท่าน เอ่อ..คือ ผมคิดว่าอาการหล่อนน่าเป็ห่วงอยู่ ก็เลย..”
“น่าเป็ห่วงหรือ? ที่น่าเป็ห่วง สมควรจะเป็เพชรมูลค่าร้อยล้านของฉันมากกว่า เข้าใจมั้ย!” ฮิโรยูกิ เผลอตวาดเสียงดังกลับไปให้การ์ดคู่ใจอย่างยับยั้งไม่อยู่
“เอาล่ะ ถ้าฉันสืบว่าหล่อนไม่มีส่วนรู้เห็นในการลักลอบเข้ามาก่อความวุ่นวายในห้องจัดแสดงเมื่อไหร่ฉันจะมอบหล่อนให้นายแน่ทานากะ” เ้านายเืร้อนเดินออกไปแล้ว ทานากะยังคงยืนอยู่หน้าห้อง ไอ ซี ยู ที่ข้างในดูจะวุ่นวาย เพราะต้องเตรียมย้ายตัวคนไข้ไปขึ้นเครื่อง ซึ่งจุดหมายปลายทาง ก็คือสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเมื่อทุกอย่างพร้อม
ทานากะไม่คิดสักนิดเลย ว่าผู้หญิงคนนั้น จะมีส่วนรู้เห็นในการสร้างความโกลาหลที่โรงแรมอย่างแน่นอน ใครที่ไหนจะยอมเสี่ยงตายเพียงเพื่อสร้างสถานการณ์ล่ะ เขาเองก็รู้ว่าเ้านายไม่ได้คิดอย่างนั้นจริง ๆ หรอก เพียงแต่เขายังไม่รู้ว่าเ้านายคิดจะทำอะไรต่อจากนี้เท่านั้นเอง แล้วทำไมต้องเอาตัวหล่อนไปที่ญี่ปุ่นด้วย สุดจะยากเดาจริง ๆ
เวลาที่ตัวละครในหนัง สลบไปแล้วกลับมาฟื้นคืนสติได้อีกครั้ง ภาพที่เห็นตรงหน้ามันจะเบลอ ๆ แล้วค่อย ๆ ชัดขึ้นไม่ใช่หรือ แต่ทว่าความจริงสำหรับหล่อนแล้วมันไม่ได้เป็อย่างนั้นเลย เพราะตอนนี้น้ำรินรู้สึกตัวดีแล้ว ดวงตาของหล่อนก็มองเห็นชัดเจนด้วยหญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แสงสว่างจากดวงไฟที่อยู่บนเพดานห้องทำให้ต้องหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมาใหม่ อย่างพอจะเข้าใจว่าที่นี่น่าจะเป็โรงพยาบาล เพราะทัศนียภาพภายในห้องมันบ่งบอกชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็สายน้ำเกลือที่ห้อยระโยงระยาง กลิ่นยาฉุน ๆ ที่ใส่เข้าไปในน้ำเกลือเพื่อเพิ่มพลังให้กับคนไข้ เตียงกับผ้าปูที่นอนขาวสะอาด รวมทั้งชุดผู้ป่วยสีฟ้ามีลวดลายเป็โลโก้ของโรงพยาบาล ช่างคุ้นตาเหลือเกิน แต่…ที่นี่เป็ที่ไหนกันนะ ทำไม..ไม่ว่าจะมองไปทางใด ก็มีแต่ตัวหนังสือแปลกตา คล้าย ตัวหนังสือจีน หรือไม่ก็ญี่ปุ่น ไม่แน่ใจนัก
ความงุนงงสงสัย คำถามต่าง ๆ มากมาย ต่างผุดขึ้นมาในสมองคิดวนไปวนมา ว่าหล่อนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร อยู่ที่ไหน แล้วใครกันที่พาหล่อนมาที่โรงพยาบาลนี้ หญิงสาวพยายามพยุงกายที่รู้สึกว่าหนักอึ้งของตนเองขึ้นมานั่งอย่างยากลำบาก แต่ก็ต้องรีบเอามือกุมขมับแทบจะทันที เมื่อรู้สึกปวดจี๊ดที่ศีรษะอย่างรุนแรง พลางหลับตาลง ข่มความเ็ปและพยายามหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อเอาออกซิเจนมาเลี้ยงสมองให้มากที่สุด สักพักร่างกายก็เริ่มปรับสภาพได้
น้ำรินเริ่มสำรวจตัวเองใหม่ เมื่อมือบางััถึงผ้าอะไรบางอย่างที่ศีรษะ น่าจะเป็ผ้าก๊อซที่ใช้ปิดแผล และเหลือบตาไปเห็นกอซพันบริเวณข้อมือข้างซ้ายอย่างพอจะเดาเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มาได้แล้ว
“รู้สึกตัวแล้วหรือครับ?” น้ำรินได้ยินเสียงผู้ชายร้องทักจากทางประตูห้อง เป็ภาษาอังกฤษ หญิงสาวจึงหันไปมองตามเสียงแทบจะทันที ภาพผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาขาวตี๋อย่างคนญี่ปุ่น ในมือถือกระเช้าดอกไม้เล็ก ๆ เดินเข้ามาภายในห้องช้า ๆ อย่างคุ้นเคย เขาเป็ใคร? เรา เคยรู้จักคนคนนี้ด้วยหรือ?
“เป็อะไรมากหรือเปล่าครับ? ปวดแผลหรือ? รอเดี๋ยวนะ จะเรียกพยาบาลให้” ชายคนนั้น ยังคงพูดกับหล่อนด้วยภาษาเดิม คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน น้ำเสียงที่แสดงออกว่าเป็ห่วงหล่อนจริง ๆ คงเห็นจากท่าทางที่หล่อนนั่งคุดคู้งอเข่าเข้ากับตัวภายใต้ผ้าห่มสีขาวสะอาด มือกุมที่ขมับแน่น ถ้าใครมาเห็นอย่างนี้ก็คงเข้าใจเหมือนเขานั่นล่ะ
เมื่อก้าวเข้ามาในห้องผู้ป่วยแล้ว ทานากะเห็นหญิงสาวชาวไทย สีหน้าค่อยดีขึ้นจากเมื่อวานมากแล้ว หล่อนนั่งอยู่บนเตียงมือกุมขมับแน่น ปากก็เม้มเข้าหากัน อย่างคนที่สะกดกลั้นความเ็ปไว้ ทำให้เขาใรีบถามออกไปด้วยความเป็ห่วง มันเป็สัญชาตญาณซึ่งถ้าใครเห็นอาการอย่างนี้ก็คงรู้สึกแบบเขาแน่นอน
“ไม่..ไม่เป็ไรค่ะ ฉันไม่เป็อะไรแล้ว ไม่ต้องเรียกพยาบาลหรอกค่ะ” น้ำรินรีบบอกเขาออกไปเป็ภาษาอังกฤษอย่างร้อนรนเกรงว่าเขาจะเรียกพยาบาลเข้ามา เพราะคิดว่าไม่จำเป็ขนาดนั้นและอีกอย่างหล่อนรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว อาการปวดจี๊ด ๆ ที่หัวเมื่อครู่ค่อยดีขึ้น หลังจากที่ร่างกายเริ่มปรับสภาพได้ จากนั้นก็พยายามปรับท่านั่งใหม่ เพื่อแสดงให้เขารู้ว่าหล่อนไม่ได้มีอาการน่าเป็ห่วงอย่างที่เห็นในตอนแรก
“ไม่เป็อะไรแล้วจริง ๆ นะ” อีกฝ่ายยังถามย้ำน้ำเสียงเจือด้วยความห่วงใย น้ำรินพยักหน้าน้อย ๆ พอให้เข้าใจ
“คงสงสัยสินะว่า ตอนนี้คุณอยู่ที่ไหน ที่นี่คือ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น คือ..หลังจากที่เกิดเหตุที่เมืองไทย คุณเจ็บหนัก เ้านายของผมก็เลยนำตัวคุณมารักษาต่อที่นี่” น้ำรินค่อนข้างงุนงงปนสงสัย เมื่อได้ยินประโยคเมื่อครู่ของชายตรงหน้า หล่อนเจ็บหนักอย่างนั้นหรือ? รักษาที่เมืองไทยไม่ได้ จนต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมาถึงแดนปลาดิบเลยอย่างนั้นจริง ๆ น่ะหรือ แต่ทำไมตัวหล่อนเองถึงรู้สึกว่าไม่ได้เป็อะไรมากเท่าไหร่เลย แค่หัวแตกนิดหน่อย มีแผลที่ข้อมือเท่านั้น ซึ่งแผลแค่นี้หล่อนรู้ดีว่าไม่นานก็หายเป็ปกติ ไม่จำเป็ต้องมาถึงที่นี่เลยด้วยซ้ำ
“เอาล่ะ คุณคง้าพักผ่อน เ้านายให้แวะมาเยี่ยมคุณ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็นอนพักเถอะนะ อ้อ! ผม มาซุมิ ทานากะ เรียกผมว่า ทานากะก็ได้ พยาบาลเข้ามาทำแผลให้แล้ว ผมขอตัวก่อน หมอบอกว่า พรุ่งนี้คุณก็ออกจากโรงพยาบาลได้ ฝากด้วยนะครับ” ท้ายประโยค เขาหันไปพูดกับคุณพยาบาลสาวสวย ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้หล่อนจมอยู่กับปริศนาอีกตามเคย ชายคนนั้นจากไปแล้ว เขาเข้ามาพูด ๆ แล้วก็ไป ไม่ทันที่จะให้ถามอะไรเลยด้วยซ้ำ 'เ้านายผมให้คุณไปพักรักษาตัวต่อที่บ้านของท่าน' เป็ประโยคบอกเล่าอีกตามเคยของทานากะ ชายหนุ่มมาดขรึม ที่น้ำรินเห็นเขาั้แ่แรก รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาคมเข้ม ออกจะขาวตี๋สักนิด แต่งตัวด้วยสูทสีดำ ผูกเนกไท บางครั้งก็สวมแว่นตาสีดำเพื่อปกปิดสายตาเหมือนพวกบอดี้การ์ดในหนังยังไงยังงั้น
หญิงสาวหวนคิดถึงประโยคที่เขาพูดกับหล่อน ก่อนที่จะพาออกมาจากโรงพยาบาล ก่อนหน้านี้ สักครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้ ทุกอย่างเป็ไปอย่างรวดเร็ว จนตัวหล่อนเองแทบตั้งตัวไม่ทัน ดูเหมือนว่า ทานากะไม่้าเสียเวลากับหล่อนมากนัก ไม่เปิดโอกาสให้ซักถามอะไรเลย ทั้ง ๆ ที่ในใจเธอร้อนรุ่มเหลือเกินแล้ว อยากถามเขานักหนาว่า ใคร? คือเ้านายของเขา ได้แต่พูดถึง ไม่เคยเจอหน้าเลยสักครั้ง แล้วจะมารับผิดชอบอะไรกับตัวหล่อนมากมายขนาดนี้ ในหัวสมองเต็มไปด้วยคำถามมากมายเยอะแยะไปหมด
น้ำรินนั่งเงียบมาตลอดทางในรถลีมูซีนคันใหญ่สีดำ มีทานากะนั่งอยู่ตอนหน้าคู่กับคนขับ เมื่อก้าวแรกที่เข้ามาในรถ น้ำรินได้กลิ่นหอมจาง ๆ เป็กลิ่นน้ำหอมสะอาดสะอ้าน ในแบบผู้ชาย ซึ่งก็ไม่น่าจะใช่จากสองคน ที่นั่งตอนหน้าอย่างแน่นอน คนที่ใส่น้ำหอมกลิ่นนี้น่าจะเป็ของเ้าของรถเสียล่ะมากกว่า..เพราะก่อนหน้านี้หล่อนได้ยินทานากะคุยโทรศัพท์ ประมาณว่าให้เอารถของเขามารับหล่อนได้ ซึ่งนั่น ก็น่าจะเป็เ้านายเขาอย่างแน่นอน
ที่นี่มันที่ไหนของญี่ปุ่นกันนะ ชายที่นั่งตรงหน้าบอกกับหล่อนก่อนหน้านี้ว่า เป็เมืองหลวง ของประเทศญี่ปุ่น..ญี่ปุ่นอย่างนั้นน่ะหรือ นี่เรามาจนถึงญี่ปุ่นจริง ๆ หรือนี่ ไม่น่าเชื่อเลย การเดินทางเข้าประเทศนี้มันค่อนข้างยากมากไม่ใช่หรือ แม้จะไม่รู้ข้อมูลในการเดินทางข้ามประเทศมากมายนัก แต่ก็พอจะรู้ว่า การเดินทางข้ามประเทศมันยุ่งยากมาก ไหนจะต้องทำพาสปอร์ต และอะไรอีกหลาย ๆ อย่างกว่าจะผ่านได้ แต่แล้วทำไมตัวหล่อนถึงเข้าประเทศนี้มาได้ง่ายดายนักล่ะ หรือว่าคนที่พามาจะมีอิทธิพลอย่างล้นเหลือ ถึงทำอย่างนี้ได้
เขาคนนั้นเป็ใครกันนะ อยากเจอหน้าเหลือเกิน อยากขอบคุณเขาที่กรุณาหล่อนมากมายถึงเพียงนี้ แต่ไม่ต้องถึงกับพาหล่อนมาถึงที่นี่ให้ลำบากก็ได้ และแล้วคำถามต่าง ๆ นานา ที่อุตส่าห์เก็บมันไว้ก่อนที่ออกจากโรงพยาบาลก็ผุดขึ้นมาอีก น้ำรินเตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้ เพราะคิดทีไรเป็ต้องปวดหัวขึ้นมาจนแทบะเิ จึงส่ายหัวไปมาเบาๆ เพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ นานา ออกไป ข่มความข้องใจทั้งมวลไว้ คิดเสียว่าเดี๋ยวก็รู้เอง ว่าอะไรเป็อะไรในไม่ช้านี้
“ปวดหัวหรือครับคุณ” ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะทำอะไรหล่อนก็จะอยู่ในสายตาของทานากะตลอด จากที่เขาหันมาทางด้านหลัง และเปลี่ยนเป็พูดกับหล่อนด้วยภาษาอังกฤษ ซึ่งก่อนหน้านี้เขายังใช้ภาษาถิ่น (ญี่ปุ่น) กับคนขับอยู่เลย แววตาว่างเปล่า ที่ดูไม่ออกว่าถามออกมาเพราะหน้าที่ หรือเพราะความเป็ห่วงจริง ๆ แต่คิดว่าน่าจะเป็อย่างแรกมากกว่า
น้ำรินเงยหน้าสบตากับสายตาว่างเปล่านั้น พลางส่ายหัวไปมาช้า ๆ อีกครั้ง ไม่พูดไม่จาใด ๆ ตอบกลับไป เหตุก็เพราะยังเคืองเขาอยู่นั่นเอง ที่ไม่ยอมปริปาก ให้ข้อมูลอะไร กับหล่อนเลย บอกแค่ว่าอีกไม่นานคุณก็จะรู้เอง จะปิดบังอะไรกันนักกันหนานะ อ๊ะ! หรือว่า..จะเป็แก๊งลักพาตัว แย่แน่แล้วจะทำยังไงดีล่ะถ้าหากว่าเป็อย่างนั้นจริง ๆ ใครจะมาช่วยหล่อนได้ ญาติมิตรพี่น้องที่ไหนก็ไม่มี ทำไมถึงได้โชคร้ายอย่างนี้นะ แวบหนึ่ง หญิงสาวคิดว่าจะต้องหาทางหนี ให้ได้ แล้วจะหนียังไงล่ะ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>ฝากติดตามด้วยนะคะ