การที่วิลเลียมต้องลากสังขารตัวเองกลับมาหลังจากการซ้อมดาบนั้นนับว่าอนาถไม่น้อย
แม้เ้าตัวจะใส่เกราะอ่อนกับเครื่องป้องกันอย่างอื่นไว้ดิบดีแล้ว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับมาเรียผู้เป็แม่ผู้ใช้เพียงดาบไม้ มันก็เหมือนกับเขาวิ่งตัวเปล่าเข้าไปใส่เดี่ยวกับสิงโตยังไงยังงั้น
“ปี...ปีศาจชัดๆ...” วิลเลียมหอบหายใจเฮือกใหญ่ พยายามลุกตัวขึ้นมานั่งบนเตียงนอนด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าไม่สู้ดีนัก
เป็เวลาหลายเดือนแล้วนับั้แ่ที่เด็กหนุ่มเริ่มต้นโปรแกรมซ้อมดาบกับมารดา และก็เป็หลายเดือนที่เรียกได้ว่าทรมานร่างกายของเขายิ่งกว่าตกนรกเสียอีก
แต่ถึงกระนั้นทักษะดาบของเ้าตัวก็พัฒนาขึ้นไม่น้อย ยิ่งได้รับคำชี้แนะจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ปรมาจารย์ดาบอันดับหนึ่งของจักรวรรดิ ยิ่งนานวันเข้า เขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นผิดหูผิดตาจากอดีต
แม้จะแข็งแกร่งกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เขาก็ยังเอาชนะมารดาตนเองไม่ได้สักครั้ง
แน่สิ ประสบการณ์มันต่างกันตั้งขนาดนั้น...
“ยุคกลางเป็แบบนี้หมดเลยรึเปล่านะ?” วิลเลียมทอดถอนใจเบาๆ เขาถอดเสื้อตัวเองออก เมื่อเดินไปหน้ากระจกก็เผยให้เห็นรอยฟกช้ำจางๆ เ้าตัวหยิบเอายารักษาอาการฟกช้ำทั้งหลายที่ได้รับมาเมื่อครู่ทาลงไปทีละแห่งอย่างแ่เบา
“ถึงจะกลับมาเกิดใหม่แล้วก็เถอะ แต่ก่อนหน้านี้ฉันเป็แค่อาจารย์มหาลัยที่อายุปาไปเลขสามกว่าๆแล้วนะ กระดูกกระเดี้ยวมีแรงที่ไหนล่ะ….”
รำพึงรำพันไปก็เท่านั้น รีบๆทายาก่อนที่ ‘แม่นั่น’จะเข้ามาก่อนดีกว่า...
เพียงคิดได้วูบเดียว เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นจนวิลเลียมสะดุ้งโหยง
“นายน้อย ข้าจะเข้าไปแล้วนะคะ”
วิลเลียมลนลานขึ้นมาทันที เขารีบติดกระดุมใส่เสื้อตนให้กลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง แต่มันก็สายไป ประตูห้องเปิดออกอย่างแช่มช้า เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนเดินเข้ามาในห้องของเขา
หญิงสาวตรงหน้าสวมชุดคนรับใช้ประจำตระกูลของเขา แต่มันกลับไม่อาจปกปิดความงดงามของเธอเอาไว้ได้แม้แต่น้อย ดวงตากระจ่างใสสีเงิน ผมที่ถูกรวบเอาไว้ด้านหลังเป็ทรงหางม้า ยิ่งทำให้คนเบื้องหน้าเขาน่ามองขึ้นไปอีก
“อีกแล้วนะคะนายน้อย ข้าบอกแล้วนี่ว่าเดี๋ยวจะทายาให้เอง ยังจะมาแย่งหน้าที่ข้าอีก!” พูดจบหญิงสาวก็เดินมาถอดเสื้อให้วิลเลียมกันแบบโต้งๆ
วิลเลียมพะวงหน้าพะวงหลังอยู่นาน สุดท้ายก็สู้แรงอีกฝ่ายไม่ได้ จึงจำยอมถูกถอดเสื้อนอกออกแต่โดยดี
แม้จะรู้สึกขัดเขินอยู่ไม่น้อย แต่ในที่สุดวิลเลียมก็ค่อยๆคุ้นชินกับการปฏิบัติเช่นนี้ของอีกฝ่าย เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบั์ตากระจ่างใสของอีกเธออย่างเผลอไผล
มีร่า ฮิลด์ เพื่อนสมัยเด็กของเขา เพื่อนที่เขาสนิทที่สุดนับั้แ่เกิดมาบนโลกใบนี้
แม้อีกฝ่ายจะเป็คนรับใช้ แต่ก็เป็เพียงแค่ในนามเท่านั้น ในหลายๆแง่แล้ว มีร่ามีศักดิ์สูงกว่าคนรับใช้ไปไกลโข
เธอถูกพาเข้ามาในตระกูลสโนว์การ์ดในเวลาไล่เลี่ยกับตอนที่วิลเลียมเกิด มารดาของมีร่าจากไปั้แ่ตอนที่เธอลืมตาดูโลก ขณะเดียวกันบิดาของเธอคือหนึ่งในอัศวินใต้บังคับบัญชาของเออร์วิน เขาเสียชีวิตในหน้าที่ขณะเข้าประจัญหน้ากับกองโจรูเานับร้อย
ด้วยเหตุนี้เอง มีร่าจึงกลายเป็เด็กกำพร้ามานับแต่ตอนนั้น ด้วยความที่บิดาเธอสนิทสนมกับเออร์วิน อีกทั้งมาเรียยังรู้สึกสงสารเธอจับใจ ทั้งคู่จึงตกลงรับเลี้ยงดูมีร่าเข้ามาในตระกูล คอยอุ้มชูไม่ได้ต่างจากลูกในไส้อย่างวิลเลียมเท่าไหร่นัก
นอกจากนี้ มาเรียยังเป็อาจารย์คอยสั่งสอนวิชาดาบให้แก่มีร่าเช่นเดียวกัน
มีร่าอายุมากกว่าวิลเลียมประมาณสองปี ถ้าเทียบกันแล้ว เธอย่อมเป็เหมือนพี่สาวของเขา แน่นอนว่ามีร่าชอบคิดแบบนั้น วิลเลียมเป็ทั้งเพื่อนสนิทและเป็เหมือนน้องชายของเธอ บ่อยครั้งหลายคนก็เริ่มคิดไปแล้วว่าทั้งคู่อาจเป็พี่น้องกันจริงๆก็ได้
“อาจารย์ยังเคี่ยวเข็ญท่านเหมือนเดิมเลยนะ” มีร่ากล่าวขณะป้ายยาไปบนแผ่นหลังของวิลเลียม เธอยิ้มขึ้นพร้อมกลั้นหัวเราะไปด้วย
“ถ้าหนักกว่านี้กระดูกข้าคงหักเข้าสักวันแหละ” วิลเลียมกล่าว “ข้าโดนซ้อมแบบนี้มันน่าขำตรงไหนกัน”
“อุ๊บ” มีร่าเงียบเสียงลง “ขออภัยค่ะนายน้อย ข้าแค่คิดว่าท่านทนมือทนเท้าท่านอาจารย์มากกว่าที่คิดเท่านั้นเอง...”
วิลเลียมส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ “นั่นชมหรือด่ากันแน่ฮะ? ตอนเธอเรียกดาบกับท่านแม่นี่ทนเรียนไปได้ยังไง...”
“หุหุ....ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลยนี่คะ ท่านอาจารย์ออกจะสอนได้ดีจะตาย” มีร่าหัวเราะเบาๆ พร้อมกับตบไปแผ่นหลังของวิลเลียมครั้งหนึ่ง “เสร็จแล้วค่ะ”
ชายหนุ่มหยิบเอาเสื้อตัวใหม่มาใส่ สภาพเขาตอนนี้ดูดีกว่าก่อนหน้าไม่น้อย “ขอบใจนะ” เขากล่าว
“ฝึกดาบ่เช้าเสร็จแล้ว จะไปที่ห้องสมุดเหมือนเดิมหรือเปล่าคะ?” มีร่าเอ่ยถามราวกับรู้ความ
“อื้อ” วิลเลียมตอบโดยแทบไม่คิด “ขอชากับคุ๊กกี้เหมือนเดิมนะ”
มีร่ายิ้มรับพร้อมกับพยักหน้าเป็สัญญาณ “เข้าใจแล้วค่ะ”
ขณะที่ที่วิลเลียมกำลังเดินนำออกจากห้องนั้นเอง เสียงของหญิงสาวพลันดังไล่หลัง เสียงของเธอดูตะกุกตะกักเล็กน้อย “นายน้อย....วันนี้มีจ่ายตลาดตอนเย็น...ถ้าอ่านหนังสือเสร็จแล้ว...ไปเดินเล่นในเมืองกันมั้ยคะ?”
วิลเลียมชะงักฝีเท้าลง เขาหันกลับมายิ้มให้พร้อมทั้งพยักหน้ารับ “แน่นอนอยู่แล้ว!”
ภายในห้องสมุดประจำตระกูลสโนว์การ์ด วิลเลียมกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างตัวเดิม เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยกองหนังสือมากมายวางเรียงรายเอาไว้
มีร่านำชากับคุกกี้รสโปรดของเขามาให้ จากนั้นเธอก็ขอตัวไปทำงานบ้านที่เหลือ ปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาอันเงียบสงบนี้แต่เพียงผู้เดียว
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องสมุด วิลเลียมนั่งอ่านหนังสือเบื้องหน้ามาพักใหญ่แล้ว
เทียบกันระหว่างฝึกดาบกันอ่านหนังสือ เขาย่อมชอบอย่างหลังมากกว่าแน่นอน
อาจเป็เพราะนิสัยจากชาติที่แล้ว ทำให้วิลเลียมกลายเป็หนอนหนังสือที่มักใช้เวลาหลังจากฝึกดาบไปกับการอ่านหนังสือในห้องสมุด
อย่างไรซะ สมัยก่อนเขาก็เป็ถึงศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศเลยนะ
อายุสามสิบกว่าปีกลับสามารถเรียนจบปริญญาเอกด้านประวัติศาสตร์สากล ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ วิทยานิพนธ์ของเ้าตัวได้รับการตีพิมพ์และกลายเป็ที่ยอมรับในวงการอย่างกว้างขวาง ทำให้เขากลายเป็หนึ่งในศาสตราจารย์ที่อายุน้อยที่สุดในประเทศ เรียกได้ว่าเป็ดาวรุ่งพุ่งแรงก็ไม่ผิดไปนัก
แต่เ้ารถคันนั้นมาพรากชีวิตที่กำลังรุ่งเรืองของเขาไปเสียก่อน….
“น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าใครเป็เ้าของรถ ถ้ารู้ล่ะก็ บอกลาเกรดเอวิชาชั้นได้เลย เดี๋ยวจะให้ลงเรียนใหม่ด้วย!” ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาจิบชาที่อยู่ด้านข้างเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงอ่านหนังสือต่อ
ประวัติศาสตร์โลกยุคเก่า-ปัจจุบัน นี่คือชื่อหนังสือที่เขากำลังอ่านในตอนนี้
โลกนี้มีบางอย่างที่แปลกประหลาดไปบ้าง ยกตัวอย่างเช่นเื่ยศถาบรรดาศักดิ์ทั้งหลาย
ด้วยความที่เป็ยุคกลาง จึงมีขุนนางทั้งหลายปกครองพื้นที่ของตัวเอง และดูเหมือนโลกใบนี้จะมีระบบยศขุนนางคล้ายคลึงกับประเทศอังกฤษเเละบรรดาประเทศภาคพื้นในยุโรป ชนิดที่ว่าถอดแบบออกมาเหมือนกันแทบทั้งยวงเลยก็ว่าได้
ขุนนางแห่งอาณาจักรถูกแบ่งออกเป็ห้าลำดับชั้น เหมือนกับที่เขาเคยเรียนมาไม่มีผิดเพี้ยน
เรียงจากยศสูงสุดก็คือ ดยุก มาร์ควิส เอิร์ล ไวเคานต์ บารอน
แต่ละลำดับมีอำนาจแตกต่างกัน ดยุกมีอำนาจมากที่สุด ครองครองพื้นที่กว้างใหญ่ ทั้งยังมีทหารในสังกัดอยู่ไม่น้อย
และสิ่งหนึ่งที่วิลเลียมรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกับโลกเก่าเขา นั่นก็คือตำแหน่งที่บิดาตนกำลังดำรงอยู่ ‘ลอร์ด’ นั่นเอง
ขุนนางอาณาจักรอยู่ภายใต้การปกครองของาา ดังนั้นจึงเปรียบได้ว่าาาคือเ้าผู้ปกครองประเทศทั้งมวล ส่วนขุนนางคือข้าราชการฝ่ายการเมืองที่คอยทำหน้าที่รับใช้ราชสำนักและบ้านเมืองไปในตัว
แต่ลอร์ดนั้นต่างออกไปเล็กน้อย หากเปรียบาาคือเ้าผู้ปกครองประเทศ ลอร์ดก็คือเ้าผู้ปกครองดินแดนในอาณัติ อยู่ภายใต้าาเพียงหนึ่งพระองค์ แต่อยู่เหนือขุนนางในสังกัดทั้งหมดทั้งมวล
ในแผ่นดินเอเรียออนนี้มีลอร์ดทั้งหมดเจ็ดคน บิดาของวิลเลียมเองก็เป็หนึ่งในนั้น
เมื่อยามมีศึกา าาจะส่งสานต์เรียกระดมพลไปยังลอร์ดต่างๆ รวมทั้งขุนนางในอาณัติ ทั้งหมดมีหน้าที่ระดมคนเพื่อเข้าร่วมกับกองทัพหลวง เข้าต่อกรกับอริราชศัตรูด้วยความภักดี
ทั้งเออร์วินและมาเรียเองก็เคยเข้าร่วมการรบครั้งใหญ่หลายครั้ง ทั้งยังสร้างชื่อจนเป็ที่โจษจันมาจนถึงทุกวันนี้
“ดีนะที่กลับมาเกิดใหม่แล้วไม่ได้ลำบากแบบคนอื่นๆ” วิลเลียมคิด ยังไงซะโลกยุคกลางเช่นนี้ก็ย่อมลำบากกว่าโลกที่เขาเคยจากมาอยู่แล้ว
เขาค่อยๆพลิกกระดาษหน้าถัดไป สายตาจดจ้องอยู่กับตัวอักษรตรงกลาง
บทว่าด้วยพรแห่งโลก-แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์เฮสเทียร์
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระเ้านามว่าเฮสเทียร์ได้ทรงสร้างโลกขึ้น แผ่นดินที่พระองค์รังสรรค์มิได้แตกกระจายกลายเป็หลายทวีปดั่งปัจจุบัน แต่กลับเป็มหาทวีปที่ถูกเรียกว่าพันทาเลีย
เมื่อครั้งสร้างแผ่นดินและผืนน้ำเสร็จ พระองค์ก็ประทานชีวิตให้แก่โลก พลังอำนาจแห่งธรรมชาติมากมายรวมตัวเป็กลุ่มก้อน บางส่วนกลายเป็ต้นไม้ปกคลุมผืนป่าอันเขียวขจี บางส่วนกลายเป็สิงสาราสัตว์ดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน
และขุมพลังที่แข็งแกร่งที่สุดก็ได้วิวัฒนาการกลายเป็สัตว์ชั้นสูง ดังเช่นมนุษย์ เอลฟ์ และคนแคระ
ขณะเดียวกันพลังที่ด้อยกว่าก็วิวัฒนาการต่างออกไป ดังเช่น เงือก มนุษย์สัตว์ เป็ต้น
แต่ละสายพันธ์ความแข็งแกร่งที่แตกต่างกันออกไป มนุษย์ขุมพลังทางกาย ส่งผลให้พวกเขามีอำนาจเหนือเผ่าพันธุ์อื่นทั้งปวง ขณะเดียวกันเอลฟ์ก็พลังแห่งปัญญาและพลังแห่งป่า กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้อ่อนแอกว่ามนุษย์เท่าไหร่นัก เอลฟ์ทั้งหลายเชี่ยวชาญพลังเวทย์ยิ่งกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่าตัวนัก
ขณะเดียวกันเหล่าคนแคระกลับครองครองพลังแห่งการสรรค์สร้างทั้งหลาย เครื่องประดับ อาวุธ ชุดเกราะที่คนแคระทำขึ้นล้วนงดงามและคงทนเกินคาดนัก
ยามนั้นทุกเผ่าพันธุ์ล้วนอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างผาสุก จนกระทั่งความชั่วตามแบบฉบับได้ปรากฏขึ้น
เมื่อขุมพลังบริสุทธิ์ทั้งหลายวิวัฒนาการตัวเองเป็สิ่งมีชีวิตทรงปัญญาและเปี่ยมไปด้วยพลังแล้ว พลังด้านตรงข้ามเล่าจะไปไหนได้?
เป็ดังคาด ความมืดมิดและความชั่วร้ายทั้งมวลรวมตัวกันกลายเป็เทพมารตนหนึ่ง นามว่าเกอร์ธาร์
เมื่อครั้งที่เทพมารได้จุติบนโลกนั้น ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดตั้งชื่อให้มันมาก่อน แต่เพราะความชั่วร้ายเหลือประมาณ ทำให้ทุกชีวิตขนานนามมันว่าเกอร์ธาร์ ซึ่งแปลได้ว่า ‘ความมืดมิดที่ไร้ก้นบึ้ง’
เกอร์ธาร์อิจฉาแสงสว่างที่เฮสเทียร์มอบให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย มันรู้สึกเหมือนตัวเองถูกทอดทิ้งให้ตกอยู่ในความมืดมิดเพียงลำพัง ให้ตนต้องแบกรับอีกขั้วของแสงสว่างอย่างเดียวดาย
จากความเศร้าเป็ความอึดอัด จากความอึดอัดกลายเป็ความคับแค้นใจ เพลิงแค้นสุมอกจนนานวันเข้า ในที่สุดเกอร์ธาร์ก็ได้สร้างเป้าหมายใหม่ให้แก่ตัวมันเอง
ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง นำพาโลกทั้งใบตกลงสู่ความมืดมิดอย่างที่มันเคยอยู่
พลังของเกอร์ธาร์นั้นแทบทัดเทียมกับเทพผู้สร้างอย่างเฮสเทียร์ ในที่สุดมันก็ได้ให้กำเนิดเืเนื้อเชื้อไขของมัน เผ่ามาร
ด้วยกำเนิดจากความมืดมิดที่เกอร์ธาร์มอบให้ เผ่ามารแม้จะไม่ได้เฉลียวฉลาดอย่างเผ่าพันธุ์หลักอื่นๆ แต่กลับทรงพลังและขยายตัวได้เร็วกว่าหลายเท่าตัวนัก
เพียงไม่นาน ทางตอนเหนือของพันทาเลียอันเป็แหล่งกบดานของเกอร์ธาร์ก็เต็มไปด้วยเผ่ามารหลายล้าน ปกครองดินแดนแห่งนั้นเอาไว้ในความมืดมิด
ถึงกระนั้นเกอร์ธาร์ก็ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มันมี นานวันเข้าความคุกคามของมันก็แผ่ไปทั่วมหาทวีป เผ่าพันธุ์ทั้งหลายตกอยู่ในความระส่ำระส่าย ทุกชีวิตล้วนกังวลกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
ในที่สุดเกอร์ธาร์ก็เปิดฉากรุกรานมหาทวีปจากตอนเหนือ
เมืองแล้วเมืองเล่า เผ่าพันธุ์แล้วเผ่าพันธุ์เล่า ทุกอย่างก้าวที่เผ่ามารเดินผ่านย่อมแปรเปลี่ยนเป็ขุมอเวจีอันมืดมิดไร้ซึ่งความหวัง
ขีดจำกัดสุดท้ายของทุกชีวิตพลันขาดสะบั้นลง ตัวแทนทุกเผ่าพันธุ์ที่เหลืออยู่ล้วนมาประชุมกัน ทุกคนต่างส่งเสียงเป็เสียงเดียวกันว่าพวกเขาต้องกำจัดเกอร์ธาร์และลูกๆของมันให้สิ้นไปจากแผ่นดินเสีย
มหาพันธมิตรระหว่างเผ่าพันธุ์ถูกก่อตั้งขึ้น นำโดยเผ่ามนุษย์ เอลฟ์ และคนแคระ และบรรดาเผ่าอื่นๆตามลำดับ
ทั้งสองฝ่ายรบพุ่งประหัตปะากันหลายต่อหลายครั้ง สลับกันแพ้ชนะไม่อาจตัดสินได้อย่างเด็ดขาด แต่สุดท้ายเผ่ามารก็ถูกผลักดันให้ถอยร่นกลับไปยังแดนเหนือที่ๆมันเคยปักหลักอยู่
เมื่อเห็นโอกาสอันดีนี้ มีหรือที่มหาพันธมิตรจะปล่อยผ่านไปได้โดยง่าย พวกเขาเรียกระดมพลขั้นสูงสุด ทุกเผ่าพันธุ์ที่เหลือรอดอยู่ล้วนเข้าร่วมกับกองทัพ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย เด็กหรือหนุ่ม กลายเป็คลื่นทหารจำนวนมหาศาล ยาตราเข้าสู่ปราการดาร์ลุม ปราการด่านสุดท้ายที่เกอร์ธาร์กบดานอยู่
ศึกครั้งนี้ยิ่งใหญ่กว่าศึกใดๆรวมกัน เพราะเทพผู้สร้างเฮสเทียร์เองก็เข้าร่วมในฐานะแม่ทัพสูงสุดด้วยเช่นกัน
ขณะที่กองทัพทั้งสองฝ่ายกำลังโรมรันกันอย่างบ้าคลั่ง เฮสเทียร์เองก็เข้าปะทะกับเกอร์ธาร์บนฟากฟ้าอย่างดุเดือด
ด้วยสภาพจนตรอก ทำให้ทั้งเผ่ามารและเกอร์ธาร์ล้วนสู้ชนิดหลังชนฝา ไร้ซึ่งการถอยหรือยอมแพ้ ทำให้ทัพพันธมิตรเสียหายอย่างหนักชนิดที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
แต่สุดท้ายน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ แม้ว่าเทพผู้สร้างเฮสเทียร์จะาเ็เจียนตาย ท้ายที่สุดเขาก็ยังใช้แรงเฮือกสุดท้ายที่มีสังหารเกอร์ธาร์พร้อมกับะเิร่างของมันกลายเป็จุล ไม่เหลือเศษซากให้ได้ชมอีก
เมื่อนายเหนือหัวร่วงหล่น เหล่ามารทั้งหลายก็หมดแรงสู้ พวกมันถอยร่นหนีเข้าไปในแดนเหนือเรื่อยๆ ถูกล้างสังหารตามรายทางเป็จำนวนไม่น้อย แต่ด้วยเพราะทัพพันธมิตรนั้นก็เสียหายหนักไม่ต่างกัน พวกเขาจึงไม่ได้ติดตามเข้าไปสังหารอีกฝ่าย เป็ผลให้มารบางส่วนยังคงหลุดรอดไปได้
ชัยชนะเป็ของมหาพันธมิตร แสงสว่างกลับมาสาดประกายยัง ‘อดีตมหาทวีปพันทาเลีย’ อีกครา
เป็ดังที่คาด มหาทวีปอันยิ่งใหญ่ไม่อาจทนการประหัตปะาของกองทัพทั้งสองและปวงเทพได้ ทำให้แผ่นดินทั้งมวลแตกกระจาย กลายเป็ทวีปใหญ่น้อยดังที่เห็นในปัจจุบัน
แม้กำชัยไว้ในมือ แต่กระนั้นสิ่งที่ต้องแลกมาก็มากมายเหลือคนานับ ทหารทั้งหมดเสียหายมากกว่าที่คาดหลายสิบเท่า ที่หนักที่สุดคือเผ่ามนุษย์ที่ถือเป็แกนหลักของพันธมิตรครั้งนี้ เมื่อนับรวมมนุษย์ทั้งมหาทวีปแล้ว เรียกได้ว่าพวกเขาสูญเสียทหารกล้าไปเกินเจ็ดส่วนแปดส่วนก็ว่าได้
นอกจากนี้ ความสูญเสียอีกอย่างที่ร้างแรงไม่ต่างกันคือเทพผู้สร้างเฮสเทียร์ได้รับาเ็สาหัส ไม่อาจฟื้นคืนพลังกลับมาดังเดิมได้อีก
ถึงจะาเ็สาหัส แต่พระองค์ก็ยังมอบพรให้แก่เผ่าพันธุ์ต่างๆเป็ของกำนัลแด่ชัยชนะในครั้งนี้ และพระองค์ก็ทรงทราบถึงความเสียหายร้ายแรงของเผ่าพันธุ์มนุษย์ดี ดังนั้นท่านจึงมอบพรอันเป็เอกให้แก่พวกเขาอีกหนึ่งข้อ
พรแห่งโลก พรอันประเสริฐที่มอบอายุขัยยืนยาวให้แก่มนุษยชาติทั้งมวล
ก่อนหน้านั้นแม้มนุษย์จะแข็งแกร่ง แต่พวกเขาก็อายุสั้น ต่างจากเอลฟ์ที่สามารถอยู่ได้นับพันปีแบบสบายๆ แม้แต่คนแคระก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึงห้าร้อยหกร้อยปีอย่างไม่ยากเย็นนัก
เพราะเห็นมนุษย์นั้นเสียหายหนักจนแทบสิ้นเผ่าพันธุ์ พระองค์จึงทรงมอบพรแห่งโลกให้แก่มนุษย์ ทำให้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายร้อยปี เฉกเช่นเดียวกับเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาเผ่าอื่น
แม้จะได้รับพรนี้เพียงเผ่าพันธุ์เดียว แต่ดูเหมือนทุกเผ่าล้วนมิได้อิจฉาพรที่มนุษย์ได้รับ กลับกันพวกเขาคิดว่ามันเป็สิ่งที่มนุษย์สมควรได้รับ
เมื่อเทพผู้สร้างเฮสเทียร์มอบพรให้แก่ทุกเผ่าพันธุ์เสร็จ พระองค์ก็ทรงเสด็จออกจากสนามรบ เร้นกายหายไปจากโลกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครได้พบเห็นพระองค์นับั้แ่ตอนนั้นจวบจนทุกวันนี้
บางคนเชื่อว่าพระองค์ยังคงมีชีวิตอยู่บนโลก คอยรักษาอาการาเ็ที่ได้รับอยู่ด้วยความทรมาน
แต่บางคนก็เชื่อว่าเทพผู้สร้างทรงทนพิษาแไม่ไหว สูญสิ้นตามเกอร์ธาร์ไปนานแล้ว…
วิลเลียมปิดหนังสืออย่างแ่เบา เขาถอนหายใจออกมา ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ยุคกลางที่มีเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาอื่นๆ นอกจากมนุษย์เราอยู่ด้วย...ก็สมเป็ต่างโลกแล้วล่ะนะ”
ตอนที่อ่านส่วนนี้ ตอนแรกเขาคิดว่าเื่ทั้งหมดอาจเป็เพียงตำนานหรือนิทานปรัมปราที่เล่าต่อกันมาเท่านั้น แต่เมื่อพบว่าในตำรามีการกล่าวถึงเหล่าเอลฟ์และเผ่าพันธุ์อื่นๆแล้ว เขาก็เริ่มรู้สึกว่าประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ดูน่าสนใจไม่น้อย
“ช่างเถอะ...ไม่ใช่เื่ของข้านี่นา” วิลเลียมพึมพำกับตัวเองเบาๆ เขาเหลือบมองไปด้านนอกก็พบว่าท้องฟ้าแทบจะกลายเป็สีส้มแล้ว
“ได้เวลาที่นัดไว้กับมีร่าแล้วสิ” วิลเลียมปิดหน้าหนังสือที่อ่านค้างไว้ เขายกหนังสือตรงหน้าเก็บใส่ชั้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะออกจากห้องสมุด เตรียมตัวเข้าเมืองไปจ่ายตลอดพร้อมกันกับมีร่าดังที่สัญญากันไว้
วิลเลียมไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ได้อ่านในวันนี้กำลังจะค่อยๆเปลี่ยนชีวิตของเขาไป...ตลอดกาล