เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 10 เข้าสู่เผ่าเอลฟ์

    ผมรอจังหวะนี้มานานมากรอให้พวกมันออกมาจากเงามืดเพราะความสามารถของผมในตอนนี้ไม่มีความสามารถมากพอที่จะทำอะไรพวกนั้นที่แฝงตัวได้จำเป็นต้องให้มันเผยตัวออกมาก่อน ในตอนที่สถานการณ์ทางฝั่งของเผ่าเอลฟ์ทั้งสี่คนนั้นกำลังย่ำแย่ผมก็กำลังที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยแล้ว แต่ก็เป็นเพราะเธอคนนั้นรับรู้แผนการของพวกมันแล้วล่อพวกมันออกมาจากเงามืดได้สำเร็จ
    “ได้จังหวะพอดี เฮ้อ รอตั้งนานนึกว่าจะไม่ออกมาแล้วซะอีก ถ้าอย่างนั้นก็ลองรับอาวุธนี่ดูหน่อยเป็นยังไง”
    สไนเปอร์ไรเฟิล ER618250 ไม่สมบูรณ์ +10 พลังโจมตี 1200 ทักษะเฉพาะตัว การเจาะทะลุทะลวงเพิ่มขึ้นสองเท่า
    ตอนนี้ผมเองกำลังหมอบอยู่บนพื้นดินพร้อมกับกำลังตั้งปืนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า สไนเปอร์ไรเฟิล E618250 ซึ่งเป็นสไนเปอร์ไรเฟิลชนิดที่มีความสามารถคล้ายกับปืนสั้นพลังงานไฟฟ้าแต่พลังทำลายสูงกว่าถึงสิบห้าเท่าพร้อมกับความเร็วในการเคลื่อนที่ของกระสุนที่ใกล้เคียงกับความเร็วแสงมากๆ
    ในโลกก่อนมันคืออาวุธที่เป็นได้แค่ทฤษฎีเท่านั้นเพราะเทคโนโลยียังไปไม่ถึงไหนแต่ตอนนี้ผมมีทักษะรังสรรค์สุดโกงแล้วทำไมมันต้องเป็นแค่ทฤษฎีด้วยละ เพราะฉะนั้นผมก็เลยสร้างมันขึ้นมาถึงแม้ว่าจะถูกกดด้วยเลเวลของทักษะรังสรรค์ทำให้พลังทำลายของมันถูกกดลงเหลือแค่หนึ่งส่วนร้อยแต่มันก็มากพอที่จะฆ่ามอนสเตอร์แรงค์ E สักตัวได้อย่างสบายๆ
    ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
    กระสุนออกจากรังเพลิงด้วยคุณสมบัติพิเศษของตัวมันเองสามารถเก็บเสียงได้ในตัวจึงทำให้มีเพียงแค่คนที่อยู่โดยรอบระยะยิงสิบเมตรเท่านั้นที่ได้ยินเสียงมันแต่มันก็ราวกับเป็นแค่เพียงเสียงสะท้อนของอะไรบางอย่างมากกว่า เพราะมันเป็นแบบนี้จึงถือเป็นหนึ่งในปืนที่ผมชอบที่สุด
    กระสุนทั้งหมดพุ่งเข้าหาตัวของราชาหมาป่าขนเทากับราชินีหมาป่าขนเทาส่วนพวก ฮอบก็อบลิน เองก็ไม่เว้นพวกมันทั้งหมดตายลงในทันทีโดยที่สภาพร่างของพวกมันนั้นลำตัวขาดออกจากกันส่วนพวกมนุษย์ชุดดำยังไม่ทันที่จะขยับหนีออกไปจากตรงจุดที่ตนเองอยู่เพราะยืนตกตะลึงกันอยู่ เพื่อไม่ให้พวกมันลงไปในนรกแค่คนเดียวโดดเดี่ยวขาดมิตรสหายผมก็เลยสงเคราะห์ให้ต่อ โดยยิงพวกมันเรียงตัวเพื่อให้พวกมันจับมือไปด้วยกันอย่างภาคภูมิในนรก
    มนุษย์ชุดดำทั้งหมดที่ไม่ทันรับรู้ว่ามีคนลอบโจมตี พวกมันกว่าสิบเก้าคนก็ถูกปลิดชีวิตด้วยกระสุนของผมโดยที่สภาพร่างของพวกมันแหลกละเอียด ส่วนคนที่มีความสามารถมากที่สุดสามารถหลบหลีกไปได้เพราะมันได้สติก่อนจึงรีบหาที่หลบแต่ก็ถูกกระสุนที่มีความเร็วใกล้เคียงกับความเร็วแสงทำให้มันต้องสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งแบบที่ไม่รู้ว่าใครซุ่มโจมตี ตามจริงต่อให้พวกมันควานหาก็ไม่เจอผมหรอกนะเพราะผมอยู่ห่างจากพวกมันตั้งสี่กิโลเมตร
    “เฮ้อ ฝีมือการยิงของผมตกลงเหรอเนี่ยถึงกับสามารถปล่อยให้มันหนีไปได้คนหนึ่ง สงสัยโลกก่อนใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายนานไปหน่อยอีกอย่างก็ใช้ชีวิตกับภรรยาทั้งหกอย่างมีความสุขมากเกินหน่อยก็นะลำบากมาทั้งชีวิตจะไม่ให้อยู่อย่างมีความสุขกับคนที่เรารักได้ยังไงจริงไหม”
    ถ้าจะบอกว่าผมไม่ได้จับปืนมานานมันก็ถูก เท่าที่จำได้ผมจับปืนครั้งสุดท้ายในโลกก่อนก็ตอนอายุหกสิบปีก่อนที่จะวางมือจากวงการธุรกิจอย่างสมบูรณ์
    ได้เวลาไปเจอพวกเขาแล้ว
    ผมเคลื่อนที่บนต้นไม้อย่างรวดเร็วราวกับเป็นสวนหลังบ้านของตนเองมุ่งหน้าไปที่เอลฟ์ทั้งสี่คนนั้นที่กำลังตกตะลึงยังไม่ได้สติสักคน เพราะพวกเขาทั้งสี่ยังไม่สามารถจับสัมผัสของคนที่ลอบฆ่าได้เลยตอนนี้ก็มีเพียงหลักฐานนั่นก็คือซากพวกมอนสเตอร์กับมนุษย์ชุดดำกว่าสิบเก้าคนและแขนข้างหนึ่งของคนที่หนีไปได้เท่านั้น
    ผ่านไปราวห้านาทีผมก็เดินทางไปถึงจุดหมายตอนนี้พวกเขาทั้งสี่ได้สติแล้วแต่ก็ยังอ่อนล้ากับการต่อสู้โดยเฉพาะชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์สองคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสนอนแผ่ราบลงบนพื้นไปเพราะเห็นว่าพวกตนเองปลอดภัยแล้ว
    “นายใช่ไหมที่เป็นคนช่วยพวกเรา ต้องการอะไรกันแน่บอกจุดประสงค์ของนายมานะ”
    ผมที่ยืนอยู่หลังต้นไม้ไม่ทันที่จะเดินเข้าไปพูดทักทายพวกเขาทั้งสี่ก็โดนหญิงสาวเผ่าเอลฟ์คนหนึ่งที่มีลักษณะโดยรวมแตกต่างไปจากเอลฟ์อีกสามคนเล็กน้อย ต้องบอกว่าเธอสวยมากทั้งดูสง่างามและสูงศักดิ์ในเวลาเดียวกันเห็นได้ชัดว่าเธอคนนี้ต้องเป็นคนสำคัญในเผ่าเอลฟ์อย่างแน่นอน
    “ผมไม่มีจุดประสงค์สำคัญอะไรนอกจากล่าหมาป่าขนเทากับพวกก็อบลิน การที่ผมมาช่วยพวกคุณ พวกคุณคิดซะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็แล้วกันเพราะผมต้องการฆ่าราชาหมาป่าขนเทากับราชินีหมาป่าขนเทาและ ฮอบก็อบลิน นำกลับไปที่กิลด์ด้วยเผื่อว่าจะได้รางวัลเพิ่มเติม”
    ผมไม่ได้โกหกเธอนะผมต้องการพวกมันจริงๆถึงผมจะบอกเธอไปไม่หมดก็ตามเพราะผมสังเกตพวกเขาทั้งสี่มาตั้งแต่แรกและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถ้าผมได้บอกออกไปแบบนั้นผมก็โดนพวกเขาสี่คนมองว่าเป็นพวกเห็นแก่ตัวเพราะว่าผมแข็งแกร่งแล้วไม่ช่วยพวกเขาตั้งแต่แรกอะไรแบบนั้นไป
    “ถ้าคุณไม่เชื่อผมจริงๆละก็ เอานี่ไปดูก็ได้ใบภารกิจที่ผมได้ยืนยันมาแล้ว”
    ผมยื่นใบภารกิจไปให้เธอดู เธอรับเอาไปแล้วอ่านมันทุกตัวอักษรพร้อมกับสายตาที่มองมายังบัตรประจำตัวกิลด์ของผมจากนั้นเธอก็ส่งใบภารกิจกลับมาให้ผม
    “ขอบคุณมากถึงจะแค่บังเอิญช่วยพวกเราไว้ก็ตาม”
    “ผมคงรับคำขอบคุณของคุณไม่ได้หรอกนะ”
    “รับไปเถอะถือว่า ฉันเป็นหนี้บุญคุณของนายและเผ่าเอลฟ์ทั้งเผ่าถือเป็นหนี้บุญคุณนายด้วยเช่นกัน”
    “แต่ว่า...”
    เธอจะให้เกียรติผมเกินไปแล้ว ผมยืนดูพวกเขาต่อสู้ตั้งแต่แรกจนจบแบบนี้มันก็ทำเอาผมรู้สึกผิดที่ไม่ออกตัวไปช่วยตั้งแต่แรก
    “เอาเถอะนายจะว่ายังไงก็ตามแต่ฉันจะขอจดจำบุญคุณครั้งนี้เอาไว้ ฉันชื่อว่า เซล่า แคลร์ ยินดีที่ได้รู้จัก”
    “ผมชื่อว่า โรเบิร์ต ซัมเมอร์ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน”
    “แล้วนายวางแผนไว้จะไปที่ไหนต่อเหรอ?”
    “ผมเหรอ ก็ว่าจะกลับไปหาห้องเช่าเพราะผมไม่ได้เช่าห้องเอาไว้”
    “ถ้าอย่างนั้นนายก็มาพักที่เผ่าของพวกเราก่อนสิกว่าจะกลับไปที่เมืองก็อีกไกลดีไม่ดีวันนี้นายอาจได้นอนข้างถนนก็ได้นะถ้ากลับไปช้า”
    เอายังไงดีละทีนี้คำที่เธอพูดออกมาก็ถูกต้องเพราะถึงกลับไปตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว อาจได้นอนข้างถนนจริงๆหรือว่าจะตอบตกลงไปดีนะ ผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงแต่ถ้าไม่รีบตัดสินใจเดี๋ยวมันจะมืดค่ำก่อนนี่สิ เอาเถอะไปก็ไป
    “ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอรบกวนคุณแคลร์ด้วยก็แล้วกัน”
    “ดีมาก พวกเราต้องกลับไปเผ่าแล้วฉะนั้นต้องเร่งความเร็วหน่อยเพราะวันนี้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ขึ้นต้องรีบแจ้งทางเผ่าเอลฟ์ให้ทราบไว้ก่อน”
    ผมได้อาสาแบกชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์สองคนเอาไว้บนหลังส่วนหญิงสาวเผ่าเอลฟ์ก็ให้พวกเธอนำทางผมไป ในตอนแรกผมคิดว่าทางเข้าเผ่าเอลฟ์มันจะห่างไกลจากจุดปะทะมากแต่ไม่คิดว่ามันจะอยู่ไม่ถึงสิบกิโลเมตรแบบนี้ หน้าทางเข้าก็มีทหารยามป้องกันเอาไว้สองคนซึ่งรับรู้ได้ตามความรู้สึกของผมแล้วพวกเขานับว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งเอามากๆ
    “คุณหนูท่านกลับมาแล้ว เอ๊ะ! มีคนบาดเจ็บนิ”
    ทหารยามคนนั้นหยิบผลึกคริสตัลสีขาวขึ้นมาก่อนจะพึมพำอะไรบางอย่างกับมัน
    “แล้วท่านนี้คือ?”
    “เขาคือคนที่ช่วยพวกเราเอาไว้จากอันตราย รีบพาฉันไปหาหัวหน้าเผ่าเถอะมีเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งเป็นการเร่งด่วน”
    “ถ้าเช่นนั้นก็เข้ามาเถอะแต่ว่ามนุษย์ผู้นี้ไม่...”
    “เขาคือพยานคนสำคัญและเขาก็เป็นคนที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องพูดให้มากความอีกเข้าใจไหม”
    เซล่าตวาดเสียงใส่ทหารเพราะไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ และไม่อยากให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงแม้ว่าเผ่าเอลฟ์จะไม่ชอบการมาของมนุษย์แต่เธอก็ต้องให้เขาเข้าไปเพราะยังไงเขาก็เป็นผู้มีพระคุณ
    ผมแปลกใจกับท่าทีของเซล่าที่เชื่อใจผมขนาดที่ไม่อยากให้มีการตรวจสอบก่อนเข้าไปในเผ่า มันทำให้ผมเกิดความรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาถึงแม้ว่าสภาวะทางอารมณ์จะยังเป็นแค่เด็กวัยรุ่น ถ้าเทียบกับการดูคนและวิเคราะห์เหตุผลแล้วนับว่าเป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่งรู้จักแยกแยะถูกผิดได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังมีภาวะความเป็นผู้นำที่สูงมาก ถ้าผมคาดเดาไม่ผิดแล้วละก็เธอน่าจะมีฐานะเป็นลูกสาวของหัวหน้าเผ่าไม่ก็ผู้ท้าชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าแน่ๆ
    “เข้าใจแล้วครับ ถ้าคุณหนูยืนยันมาแบบนั้น”
    กว่าจะเดินเข้ามาจากทางเข้ามายังถิ่นที่อยู่อาศัยของเผ่าเอลฟ์ก็ยังต้องเดินเข้ามาอีกห้ากิโลเมตร เมื่อผมได้เข้ามาที่นี่ก็ทำให้ตัวผมเองได้รับความสนใจจากเอลฟ์ทั้งเผ่าในทันทีอาจเป็นเพราะว่าไม่เคยมีมนุษย์คนไหนก้าวเท้าเข้ามาที่นี่แม้แต่ครั้งเดียว
    “เซล่า เธอพาเจ้ามนุษย์เข้ามาที่นี่ทำไม?”
    เจ้าของเสียงคือชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์คนหนึ่งมีลักษณะโดยรอมไม่ได้แตกต่างไปจากเซล่ามากนัก แถมยังมีสภาวะพลังที่แข็งแกร่งมากด้วย
    “นายได้รับอนุญาตให้สามารถออกความคิดเห็นได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่ามาวางท่าทียกตนข่มท่าน ฉันไม่ชอบถอยไป”
    “เซล่านี่เธอคิดว่าเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนมนุษย์มันได้ทำอะไรกับเผ่าพวกเราเอาไว้บ้าง เธอคิดจะลืมมันไปแล้วเหรอ?”
    “ฉันไม่เคยลืมเรื่องที่พวกมันฆ่าแม่ของฉันแต่เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ฆ่าแม่ฉันสักหน่อยและยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตของฉันเอาไว้แล้วทำไมฉันต้องทำให้เขาที่ไม่มีส่วนรู้เห็นเพียงเพราะว่าเขาเป็นมนุษย์อย่างนั้นเหรอ นายก็แค่อยากยกความผิดไปให้พวกมนุษย์นายคงไม่ลืมหรอกนะว่าเมื่อสามร้อยปีก่อนก็เป็นเพราะพวกมนุษย์เคยช่วยเผ่าพวกเราไว้จากการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์”
    “วันนี้ถ้าฉันไม่ได้ไล่มันออกไปก็อย่าหวังว่าฉันจะยอมรามือไปเพียงแค่นี้”
    ดาบหมื่นสรรพสิ่ง
    ดาบที่เอวของเขาได้ถูกเขาดึงออกมาจากฝักพลังอำนาจของตัวดาบแผ่กดดันคนทุกคนราวกับมีคนมาจับให้คุกเข่าลงไป คนที่ไม่มีความแข็งแกร่งมากพอจะถูกอำนาจของดาบกดดันจนต้องคุกเข่าลงไปแต่ว่าผมเองก็งุนงงมากเพราะทุกคนต่างคุกเข่าจะเว้นก็แต่ผมกับเซล่าที่ยังยืนอยู่ในท่าที่สบายที่สุด
    ชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์คนนั้นก็ได้แต่ตกตะลึงกับการที่อำนาจของดาบวิเศษไม่สามารถกดดันผมได้ หรือว่าจะเป็นที่เผ่าพันธุ์ของผมกันนะ ชายหนุ่มเผ่าเอลฟ์สังเกตเห็นความผิดปกติได้เพราะกลิ่นอายแม้จะคล้ายคลึงกับมนุษย์มากจนแทบจะแยกไม่ออกแต่เขามั่นใจได้เลยว่าชายที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ใช่คนของเผ่ามนุษย์แน่นอน
    เขาเก็บดาบกลับไปแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น่าฟังขึ้นกว่าก่อนหน้านี้
    “ไม่ นายไม่ใช่มนุษย์ แต่นายเป็นคนของเผ่าอื่น”
    คำพูดนี้ทำให้เซล่าตกใจไปกับตัวผมด้วย ทำให้เธอจ้องมองมาที่ผมอย่างตั้งใจ ผมก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกันนะก็ถูกสาวสวยคนหนึ่งตั้งใจมองขนาดนี้ จากนั้นเธอก็ขมวดคิ้วขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยอาการตกตะลึง
    “นาย...เป็น...แวมไพร์?” . .

    .