ข้าคือท่านย่า วัยเตาะแตะ

    ตอนที่130 อาหารมื้อดึกในแต่ละมื้อดึกๆ??

         หวังว่าภายในค่ำคืนนี้พวกเหล่าบรรดาท่านพ่อ ท่านลุง พี่ชาย หลานชาย เหลนชายคงจะไม่นอนฝันร้ายว่าโดนดอกไม้รุมทึ้งแทนหรอกนะ!!

         แต่กับบรรดาสาวๆคงจะนอนหลับฝันดีกันอย่างแน่นอนเพราะว่าดูมีความสุขสำราญใจตลอดเวลา

         “เด็กๆมานั่งกันให้เรียบร้อยเร็วเข้า อาหารจัดวางไว้บนโต๊ะแล้ว”ท่านแม่

         “ตึก…ตัก…”เสียงฝีเท้าวิ่งนำมาก่อนใครเพื่อนเลย

         “มาแล้ว มาแล้ว ข้ามาแล้วเจ้าค่ะท่านแม่”เหนี่ยวเหนี่ยว 

         “มาแล้ว เจ้าค่ะ”เหลนสาว

         “มาแล้ว ขอรับ”เหลนชาย

         เหนี่ยวเหนี่ยวแค่ได้ยินว่าถึงเวลาอาหารแล้ว ก็รีบเร่งฝีเท้าสั้นๆป้อมๆของนางซอยขาวิ่งไปอย่างรวดเร็วและรีบนั่งบนเก้าอี้อย่างเรียบร้อย

         “เฮ้อ……ไว้กว่าคนอื่นๆเสียจริงเลยนะเรื่องกินเนี่ยต้องยกให้เป็นที่หนึ่งจริงๆเลย”ท่านแม่ อดที่จะบ่นลูกสาวเพียงคนเดียวของนางเป็นไม่ได้ เพราะเรียกปุ๊กก็วิ่งนำโด่งมาก่อนคนอื่นๆอีก ไม่ต้องพูดซ้ำซ้อนถึงสองรอบแต่อย่างใด เพียงแค่รอบเดียวสำหรับเรื่องอาหารกิน ขนมของว่างพวกเด็กๆจะเชื่อฟังเป็นอย่างมาก

         “จริงเจ้าค่ะท่านแม่”พี่สะใภ้ทั้งสองคน

         “บางครั้งพูดยังไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำไปนะคะเวลา พวกข้าเรียกให้มากินอาหาร หรือขนมน่ะเจ้าค่ะ”พี่สะใภ้รอง

         “อันนี้เรื่องจริงเลยน้องสะใภ้รอง”พี่สะใภ้ใหญ่

         “เรื่องการกินนี่หูดีมากจริงๆเจ้าตัวแสบน่ะ”ท่านแม่

         “เจ้าค่ะ”พี่สะใภ้ทั้งสอง

         พวกท่านแม่ พี่สะใภ้ ก็ได้แต่มองพวกเด็กๆที่พากันวิ่งหน้าตาตั้งมาที่โต๊ะอาหารที่จัดเตรียมวางอาหารเอาไว้เรียบร้อยแล้วด้วย

         “ฟืด….ฟืด……”

         “หอมจังเลย น่ากินไปหมดทุกอย่างเลยนะเนี่ยนะ ฟืด…ฟืด…”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “เอื๊อก….เอื๊อก…..”

         เสียงสูดดมกลิ่นอาหารบนโต๊ะอย่างจริงจังของพวกเด็กๆ สีหน้าแววตามีความสุขกันเหลือเกิน น้ำลายก็เริ่มไหลออกมาจากมุมปากกันบ้างแล้วสำหรับพวกเด็กๆ 

         “โอ้…สงสัยจะชักช้าไม่ได้แล้วล่ะเดี๋ยวน้ำลายได้ท่วมโต๊ะอาหารพอดีล่ะนะ”ท่านแม่ หยอกเย้าลูกสาวและเหลนๆที่ตอนนี้พากันเช็ดน้ำลายที่มุมปากกัน

         “ตักข้าวใส่ถ้วยกันเลยไหมจ้ะเด็กๆ??”พี่สะใภ้ใหญ่

         “ตักเลยเจ้าค่ะ”เหลนสาว

         “ตักเลยขอรับ”เหลนชาย

         “ตักเยอะๆล้นถ้วยให้ข้าด้วยเจ้าค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง”เหนี่ยวเหนี่ยว 

         นางทำท่าทางบอกถึงปริมาณข้าวที่จะตักใส่ถ้วยให้นางกินว่าเอาสูงเท่าไหร่ 

         “จ้าๆ แม่ตัวตะกละน้อย ใส่ถ้วยพิเศษเหมือนเดิมใช่หรือไม่น้องเล็ก???”พี่สะใภ้รอง

         “ใช่ๆเจ้าค่ะ พี่สะใภ้รองข้าเอาถ้วนใหญ่พิเศษเหมือนเดิมเลย”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ข้าก็ขอถ้วยใหญ่พิเศษเช่นกันเจ้าค่ะ”เหลนสาวใหญ่ยายา

         “พวกข้าด้วยเจ้าค่ะท่านย่า..”เหลนสาวน้อยคนอื่นๆเองก็พากันยกมือขึ้นสูงๆเพื่อขอถ้วยข้าวใหญ่พิเศษแบบท่านย่าเล็กกันด้วย

         “เอาล่ะ เอาล่ะ ได้ยินแล้วไม่ต้องส่งเสียงแล้ว”พี่สะใภ้ใหญ่

         “ได้เจ้าค่ะ…”เหลนสาว

         “พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง กดๆข้าวด้วยนะเจ้าคะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “.............”พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พากันมองหน้าและส่ายหัวกันไปมาอยู่หลายรอบกันเลยทีเดียว

         “ได้จ้ะ”พี่สะใภ้ใหญ่

         “ขอกินถ้วนใหญ่พิเศษ ใส่ข้าวล้นสูงเท่านี้ยังไม่เพียงพอมีการให้กดข้าวกดแบบแน่นๆอีกนะเจ้าคะ ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่”พี่สะใภ้รอง

         “เฮ้อ…เจ้าก็แกล้งทำเป็นกดข้าวลงไปให้นางเห็นละกัน เพราะไม่งั้นนะจะงอแงเอาได้ ดูสินั่นตาจ้องมองมาที่ถ้วยใส่ข้าวแล้ว”ท่านแม่

         “ได้เจ้าค่ะท่านแม่”พี่สะใภ้ทั้งสองคน

         ท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง ก็พากันพูดเบาๆ และแกล้งทำตักข้าวใส่ถ้วยและกดข้าวลงไปเพื่อให้ได้ใส่ข้าวได้เยอะๆตามที่เหนี่ยวเหนี่ยวร้องขอเอาไว้ แต่จริงๆแล้วพวกท่านไม่ได้ทำแต่อย่างใด เพราะถึงอย่างไรก็ต้องตักข้าวใส่ถ้วยที่สองอยู่แล้ว 

         เพราะการกินข้าวของพวกเด็กๆไม่เคยต่ำกว่าสองถ้วยกันเลย มีแต่จะเกินสองถ้วย และต้องพากันห้ามปรามเอาไว้ด้วย เพราะหลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว พวกเด็กๆก็มักจะต่อด้วยการกินขนมของว่างทันที 

         อาหารมื้อแรกของวันที่อยู่ภายในเมืองเฮยอ้านแห่งนี้ ก็ทำให้ทุกๆคนมีบรรยากาศแบบใหม่ๆกันสำหรับการกินอาหารร่วมกัน และดูจะกินได้เยอะกว่าเก่าอีกด้วย??หรือจะกินเยอะเป็นปรกติเสียมากกว่า ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน สถานที่ใด เวลาใดก็ไม่น่าจะมีผลต่อการกินมาก หรือกินได้น้อยเลยสำหรับพวกเด็กๆ แค่ถึงเวลาจะกินอาหารก็ยังคงดูมีความสุขกับการกินเช่นเดิมนั่นแหละ

         “กินอาหารใต้แสงจันทร์ แสงดวงดาว..มีความสุขจริงๆเลย”เหนี่ยวเหนี่ยว ที่กินข้าวเคี้ยวหงุบหงับพลางแหงนมองความมืดมิดบนท้องฟ้าของเมืองเฮยอ้านไปด้วยอย่างเพลิดเพลิน

         “จริงเจ้าค่ะ ท่านย่าเล็ก”เหลนๆสาวน้อย

         “อยู่ที่เมืองเฮยอ้านพวกเราคงจะผอมกันแย่เลยเนอะเพราะคงจะกินอาหารกันได้แค่เพียงมื้อเดียวต่อวันน่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “เอ๋…..???”เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆในตอนนี้อยู่บนหัวของทุกๆคนเสียแล้วสิ 

         “.............??”พวกผู้ใหญ่ มองคนที่บ่นห่วงผอมอย่างไม่อยากจะเชื่อจริงๆ ตัวกลมเสียอย่างนั้นจะผมไปได้อย่างไรกันล่ะ?? แม้ขณะนี้ก็กำลังกินข้าวถ้วนที่สองอยู่อีกด้วยมันจะพากันผอมไปได้อย่างไรกัน??

         “โอ้….”พวกเหลนสาวพากันตกใจยกใหญ่ กับสิ่งที่ท่านย่าเล็กพูดออกมา 

         “อาหารมื้อเดียวหรือเจ้าคะท่านย่าเล็ก”เหลนสาวรองมี่เฟิง

         “ก็ใช่น่ะสิ อาหารมื้อเดียวน่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “แบบนี้พวกเราแย่แน่ๆเลยนะเจ้าคะท่านย่าเล็ก??”เหลนสาวสามยวี๋ยวี๋

          “ท่านย่าทวด ท่านย่า ท่านแม่ ท่านป้า จะใจร้ายถึงขนาดให้พวกเรากินอาหารแค่มื้อเดียวต่อวันหรือเจ้าคะท่านย่าเล็ก??”เหลนสาวสี่ทู่จึ

         “............!!”ท่านแม่ พี่สะใภ้ หลานสะใภ้

         พวกท่านที่โดนถูกพาดพิงก็ได้แต่พากันทำหน้าตาเลิ่กลัก มองกันไปมาอย่างไม่เข้าใจที่เหนี่ยวเหนี่ยวกำลังมีบทสนทนาพูดคุยกับเหลนสาวอยู่ในตอนนี้ว่าจุดประสงค์ของหัวข้อที่คุยกันอยู่มันหมายถึงอะไรกันแน่ เพราะพวกท่านยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกนางกำลังพูดคุยกันอยู่ในตอนนี้แม้แต่นิดเดียว ยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงงมากจริงๆ 

         “ไม่หรอก ท่านแม่ของข้ากับท่านแม่ของพวกเจ้าไม่ได้ใจร้ายไม่ให้กินข้าวหรอก”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “แล้วมันหมายถึงอะไรหรือเจ้าคะท่านย่าเล็ก??”เหลนสาวรองมี่เฟิง

          “ก็เจ้าดูเมืองเฮยอ้านสิ เมืองแห่งความมืดมิดมีแต่ตอนกลางคืนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นข้ากับพวกเจ้าจะเป็นไปได้อย่างไรที่จะได้กินอิ่มสำหรับมื้ออื่นๆน่ะ เพราะที่นี่มีแต่มื้อรอบดึกน่ะ”เหนี่ยวเหนี่ยว

          “อ้า….จริงด้วย”เหลนสาวน้อย

         “มื้อรอบดึก….”เหลนสาวน้อย

         “..................!!”พวกเหลนชาย

         “..................!!”พวกผู้ใหญ่

         “อ่าฮะใช่แล้ว พวกเรากินแต่อาหารมื้อดึกแทนนี่อย่างไรเล่า มื้อเดียวทั้งวันนั่นแหละ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         พวกผู้ใหญ่ที่ได้ยิน ได้ฟังคำตอบก็พากันนั่งแบบงงๆกันไปเลย จะว่าไปเหนี่ยวเหนี่ยวนางก็พูดได้ถูกต้องที่เมืองเฮยอ้านมีแต่อาหารรอบมื้อดึกจริงๆนั่นแหละ ชาวบ้านชาวเมืองที่นี่ก็ต้องนั่งกินอาหารแต่ละมื้อท่ามกลางความมืดตลอดเวลา

         มื้ออาหารมื้อแรกของวันที่อาศัยอยู่ในเมืองเฮยอ้านสำหรับเหนี่ยวเหนี่ยวกับทุกๆคนนั้นก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และพากันอิ่มท้องสุขสบาย 

         ต่างคนต่างก็พากันนั่งเล่น เพื่อรอให้อาหารย่อยให้ดีเสียก่อนแล้วจึงค่อยเริ่มทำงานกันต่อ หรือไม่ก็หารือกันเรื่องต่างๆไปก่อนที่เหนี่ยวเหนี่ยวจะมีแผนอื่นต่อ

         “พอกินอิ่มตาของข้าก็ไม่มีแรงจะลืมตาขึ้นแล้ว มันหนักตามากๆเลย”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ห๊าววววว…..”

         “จริงเจ้าค่ะ ท่านย่าเล็ก”เหลนสาวน้อย

         “นอนพักกลางคืนน้อยๆกันดีกว่านะเหลนๆ ข้าจะลืมตาไม่ไหวแล้วจริงๆ”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ข้าก็จะนอนเช่นกันเจ้าค่ะ”เหลนสาวสามยวี๋ยวี๋

         “พวกข้าขอนอนพักกลางคืนน้อยๆก่อนนะเจ้าคะท่านแม่ ท่านป้า พี่สะใภ้ หลานสะใภ้”เหนี่ยวเหนี่ยว

         “ห๊าววววววว……..”

         “...............??”ท่านแม่ ท่านป้า พี่สะใภ้ หลานสะใภ้

         พวกท่านพากันนิ่งและคิดถึงคำพูดที่เหนี่ยวเหนี่ยวพึ่งจะพูดออกมาเมื่อตะกี้นี้อย่างพยายามเข้าใจว่านางจะสื่อความหมายถึงสิ่งใดกัน

         “นอนพักกลางคืนน้อยๆ งั้นเหรอ???”พี่สะใภ้ใหญ่

         “ก็คงจะมีความหมายไม่ต่างจากที่บอกกินอาหารมื้อดึกทุกมื้อนั่นแหละ เพราะพวกเจ้าก็ดูสิเมืองเฮยอ้านน่ะเมืองแห่งความมืด จะไปมีกลางวันได้อย่างไรกันเล่าะ??? เหนี่ยวเหนี่ยวนางจึงบอกข้ากับพวกเจ้าทุกๆคนว่า นอนพักกลางคืนแทนนอนพักกลางวันน่ะ”ท่านแม่ง

         “อ้อ….”พี่สะใภ้ หลานสะใภ้ ท่านป้าทั้งสอง

         “นี่พวกเราต้องฟังและแปลภาษาพูดของนางออกมาทุกครั้งไปสินะเจ้าคะท่านแม่”พี่สะใภ้รอง

         “ก็ใช่ล่ะนะ เฮ้อ…..”ท่านแม่

         พวกท่านต่างพากันพยักหน้าเข้าใจความหมายของเหนี่ยวเหนี่ยวที่พูดออกมาเมื่อตะกี้นี้แล้ว

         “คร่อก…..ฟี้….คร่อกฟี้..”

         เสียงกรนน้อยๆดังออกมาเสียแล้ว เพียงแค่สิบลมหายใจก็พากันหลับไปหมดแล้วสำหรับสาวน้อยทั้งหลาย พวกเด็กผู้ชายก็เพียงแค่หามุมนั่งเล่นพูดคุยพักผ่อนกันอยู่เลย แต่ก็คงจะไม่นานนักคงจะพากันนอนหลับพักผ่อนกันบ้างเป็นปรกติที่ทำกันอยู่ในทุกๆวัน 

         และพวกผู้ใหญ่เองก็จะคอยตักเตือนให้พวกเด็กๆพากันนอนหลับพักผ่อนกลางวันกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพื่อสุขภาพของพวกเด็กๆ 

         “ในที่สุดก็ได้พักผ่อนกันเสียทีนะพวกเรา”ท่านแม่ ที่มองผ่านไปยังพวกกลุ่มแม่นางน้อยที่พากันสิ้นฤทธิ์กันเสียทีหนึ่ง

         “ใช่ ความสงบสุขกลับมาอีกครั้งของวันนี้”ท่านป้าอี้

         “เวลาตอนหลับตาเนี่ยพวกนางน่ารัก และดูไร้เดียงสามากจริงๆนะ ผิดกับตอนที่ลืมตาตื่นกันจริงๆเลย แตกต่างกันสิ้นเชิงจริงๆ”ท่านป้าฉือ

         “ใช่ๆ”ท่านแม่ ท่านป้าอี้

         “เดี๋ยวพวกเจ้าพากันไปทำอย่างอื่นต่อได้เลย มีเวลาได้มากที่สุดก็ตอนที่พวกเด็กๆพากันนอนหลับพักผ่อนนี่แหละ”ท่านแม่

          “เจ้าค่ะ”พวกบรรดาสะใภ้ทั้งสามตระกูล

          “พวกข้าว่าจะทำขนมกันต่อเจ้าค่ะ”พี่สะใภ้รอง

          “งั้นเหรอ ก็ตามใจพวกเขาเลย”ท่านแม่

         บรรดาเหล่าฮูหยินทั้งหลายเมื่อมองไปที่พวกเด็กๆที่ต่างพากันทยอยนอนหลับกันหมดแล้ว พวกท่านเองก็ไม่เคยปล่อยตัวให้ว่างกันนานนัก ต่างก็ชักชวนกันทำขนมของว่างกันต่อเลยไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าจริงๆ 

         ส่วนพวกท่านพ่อ ท่านลุง พี่ชาย หลานชาย ก็พากันนั่งจิบชากินของว่างกันไปอย่างสบายใจเป็นที่สุด มันเป็นช่วงเวลาที่พวกท่านรอคอยเสมอที่พวกเด็กๆไม่พากันมาปั่นป่วนนั่นเอง

         ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่ว่านี้จะน้อยนิดสำหรับเวลาในแต่ละวัน แต่พวกท่านก็จะคว้าโอกาสอันแสนงดงามนี้เสมอ ทำในสิ่งที่พวกท่านชอบมากที่สุดก่อนเลย

         “นั่งจิบชา กับบรรยากาศใหม่ๆในเมืองเฮยอ้านก็ดีไม่ใช่เล่นนะ พวกเจ้าว่าหรือไม่กัน??”ท่านพ่อ

         “ใช่ๆ”ท่านลุง พวกพี่ชาย หลานชาย

         “ปี้ว….ปี้ว….”

         “บึ้ม….บึ้ม….”

         “ฟึ่บ…..ฟึ่บ…”

         “...............!!!”ท่านพ่อ ท่านลุง พี่ชาย หลานชาย

         พวกท่านพ่อพากันนั่งพักผ่อนจิบชากันอย่างเพลิดเพลินไม่เท่าไหร่ก็ได้ยินเสียงอันแปลกประหลาด และโดนจู่โจมแบบไม่ทันได้ตั้งตัวกันอีกครั้ง!!!

         “เกิดอะไรขึ้น….??!!”ท่านพ่อ ท่านลุง พี่ชาย หลานชาย

          “หรือว่า…….???!!!”ท่านพ่อ ท่านลุง พี่ชาย หลานชาย

    ************

         อาหารมื้อแรกจากต่างเมืองก็ยังคงทำให้ทุกๆคนมีความสุขกับการกินอยู่ดี เผลอๆกินมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

         คอยติดตามกันตอนต่อไปว่าเหนี่ยวเหนี่ยวจะพาพวกเหลนๆไปปั่นป่วนอะไรกันต่อ