นางและเฟิงเออร์กล่าวขอบคุณตามมารยาทไปแล้ว หากบุรุษผู้นี้จะมีอัธยาศัยไมตรีต่อกันสักนิดก็ควรตอบกลับนางกับเฟิงเออร์บ้างสักหน่อยจึงจะนับได้ว่ามีมารยาทต่อกัน แต่ยามนี้นอกจากใบหน้านิ่งเฉย ดวงตาดำสนิทคู่นั้นยังจ้องมาที่นางอย่างไม่อาจคาดเดา ความกระอักกระอ่วนใจค่อยๆ ก่อตัวจนเฟิงเออร์เริ่มจะวางสีหน้าท่าทางไม่ถูก ส่วนนางเองก็ยังจ้องตอบ กล้าจ้องหน้านางขนาดนี้ ได้! งั้นจ้องมานางก็จะจ้องกลับไม่มีโกงแน่นอน
ยามนี้มาคิดๆ ดูแล้วจะว่าบุรุษตรงหน้ามีใจจะช่วยเหลือก็คงไม่ถูก หากแต่เป็เพียงความบังเอิญที่ไม่อยากถูกล้มทับก็เท่านั้น เมื่อได้สติกลับมาสมองน้อยๆ ก็เริ่มนึกย้อนเหตุการณ์ขึ้นอีกรอบ ยามนั้นเขาไม่ได้ััโดนตัวนาง มีเพียงบางสิ่งที่มาช่วยพยุงดันหลังของนางไว้ ขณะที่กำลังพิจารณาเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด สายตาก็พลันมองสำรวจั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าของบุรุษตรงหน้าอย่างพิจารณา
“เฟิงเออร์ มู่ตาน” เสียงระฆังพักยกจากเฟิงเฉินดังมาแล้ว
“พี่ใหญ่” เฟิงเออร์ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอกรีบเอ่ยเรียกเสียงดัง
ส่วนเฟิงเฉินเร่งสาวเท้าเข้ามาใกล้ในใจยังคิดเป็ห่วงกับเื่ที่เขาไม่อาจคาดเดา
“ข้าไม่อยู่ประเดี๋ยวเดียวเ้าก่อเื่อันใด”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจเ้าค่ะ” เด็กน้อยเอ่ยตอบเสียงอ่อนลง
“น้องสาวข้ายังเล็กหากทำสิ่งใดให้ท่านไม่สบายใจ ข้าในฐานะพี่ชายต้องขอโทษแทนพวกนางทั้งสองด้วย” เฟิงเฉินชิงเอ่ยขอโทษก่อน ด้วยแต่ไหนแต่ไรมาตัวเขาเองขอโทษคนอื่นจนชินชาเสียแล้ว จะผู้ใดผิดมันสำคัญที่ใด หากขอโทษแล้วเื่ราวสามารถคลี่คลายได้นั่นย่อมดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตัวเขาและน้องๆ ยามนี้
“พี่ชายท่านนี้ช่วยข้ากับพี่มู่ตานไม่ให้ล้มเ้าค่ะ” เด็กน้อยเล่าเื่ราวอย่างรวบรัด ในขณะที่สองพี่น้องกำลังอธิบายกันอยู่ บุรุษหน้านิ่งไม่ได้กล่าววาจาใด เขาเพียงเก็บพัดในมือเข้าไปไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะก้าวเดินจากไปโดยไม่หันกลับมา
“พี่ชาย... พี่ชาย...ท่านอย่าเพิ่งรีบไปเ้าค่ะ” เฟิงเออร์รีบะโเรียก
“เขาเดินไปไกลแล้ว จบเื่ก็ดีแล้วเ้าจะเรียกให้กลับมาด้วยเหตุอันใดอีกเล่า” เฟิงเฉินที่อยากให้ทุกอย่างจบลงโดยเร็วรีบเอ่ยทัดทานน้องสาวของตน
“ก็ข้ายังติดใจนี่เ้าคะ พี่ชายคนนั้นยังไม่ได้รับคำขอโทษจากข้า คราวหน้าเขาจะทวงบุญคุณกับข้ากับพี่มู่ตานหรือไม่เล่า” เด็กน้อยรีบเอ่ยขัดขึ้น
“ข้าว่าข้าอยากจะชวนพี่ชายผู้นั้นไปกินหมั่นโถวฝีมือพี่มู่ตานที่บ้านสักมื้อ รับรองหากได้กินหมั่นโถวกับขนมเซียนหลันฝีมือพี่มู่ตาน พี่ชายท่านนั้นต้องยอมรับคำขอโทษจากพวกเราแน่ อีกอย่างหลังจากเขากินของจากเราแล้วคราวนี้ย่อมไม่มีสิ่งใดติดค้างต่อกันอีก” เด็กน้อยเสนอความคิด แต่สำหรับพี่ชายและพี่สาวร่วมสาบานของนางแน่นอนว่าต้องไม่คิดเช่นนั้นแน่
"ใครบอกเ้า!" เฟิงเฉินถามเมื่อได้ยินความคิดแปลกประหลาดเช่นนี้
"ตัวข้านี่แหละเ้าค่ะ" เด็กน้อยยังคงเอ่ยตอบพี่ใหญ่ของนางอย่างมั่นใจ
“ถือว่าพวกเราขอบคุณน้ำใจเขาไปแล้ว ส่วนเขาจะรับหรือไม่รับคงไม่ใช่หน้าที่ที่เราจะต้องกังวลอีก” มู่ตานเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดจะขุ่นเคืองแบบที่สองพี่น้องตระกูลเฟิงไม่เคยได้ยินมาก่อน
ยามนั้นเขาใช้พัดนั่นดันหลังนางก็เพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ได้คิดช่วยเหลืออย่างจริงใจสักหน่อย จะให้ข้าทำขนมให้คนไร้มารยาทเช่นนั้นกินหรือ รอให้ฟ้าถล่มลงมาก่อนเถอะ!
เฟิงเฉินที่สังเกตเห็นสีหน้าไม่พอใจของมู่ตานรีบพูดตัดบทขึ้นทันใด
“เฟิงเออร์ฟังพี่ชายเ้าให้ดี มีหลายวิธีนักที่จะตอบแทนน้ำใจผู้ที่ทำดีกับเรา หากแต่ไม่จำเป็ต้องเชื้อเชิญทุกคนเข้าบ้าน เ้าเข้าใจที่พี่ชายพูดหรือไม่!” เฟิงเฉินเอ่ยเตือนเสียงเข้ม พลันสายตาก็อดชำเลืองมองประเมินสีหน้าอารมณ์จากหญิงสาวข้างกายไม่ได้เช่นกัน ครั้นเมื่อเห็นว่ามู่ตานไม่ได้มีท่าทีอะไรกับคำเขาพูดเมื่อครู่ จึงรีบเอ่ยชวนทั้งคู่ไปเดินชมตลาดแทน ในใจยามนี้ได้แต่เพียงบอกกับตัวเองว่า จะปล่อยให้สองสาวอยู่ห่างกายจนกว่าจะกลับบ้านไม่ได้อีกแล้ว!
.
.
.
หลังกลับจากตลาดไท่หยาง ทุกคนจัดการเช็ดหน้าเช็ดตัวเตรียมเข้านอน ยามนี้เฟิงเออร์ะโขึ้นไปจองพื้นที่ด้านในของเตียงไว้แล้วอย่างเช่นทุกวัน เด็กน้อยนอนตะแคงดูหญิงสาวที่กำลังนั่งอ่านตำราอย่างเพลิดเพลิน
“สนุกหรือเ้าคะ”
เมื่อได้ยินเสียงใสถาม มู่ตานก็ม้วนเก็บตำราที่เพิ่งซื้อกลับมาจากตลาดอย่างเบามือ
“รบกวนเ้าหรือไม่”
“ไม่เลยเ้าค่ะ ข้าเพียงแต่สงสัยว่าพี่มู่ตานอ่านสิ่งใด เห็นนั่งอ่านอยู่เป็นานสองนานแล้วั้แ่กลับเข้ามาในห้อง สนุกหรือไม่เ้าคะ หากสนุกเล่าให้ข้าฟังด้วยได้หรือไม่” เด็กน้อยส่งยิ้มน่ารักเพื่อเป็การเอาใจ
“เล่าหรือ” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
“เ้าค่ะ ข้ายังอ่านอักษรไม่ออก” เด็กน้อยยิ้มเก้อเขินเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ
“พี่มู่ตานก็รู้เมื่อก่อนข้ากับพี่เฟิงเฉินอยู่กันอย่างไร ไม่มีโอกาสได้ไปสถานศึกษาเหมือนเด็กคนอื่นๆ ในหมู่บ้านหรอกเ้าค่ะ แต่ในหมู่บ้านไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวที่ไม่ได้เรียนหรอกนะเ้าคะ” เด็กน้อยยังคงส่งรอยยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน
ทุกคำที่เฟิงเออร์พูดฟังเผินๆ อาจดูเป็เื่ธรรมดา หากแต่เมื่อพินิจในคำเ่าั้ให้ดี บางทีก็คล้ายนางกำลังปลุกปลอบตัวเองอยู่กลายๆ หรือไม่ หัวใจของมู่ตานยามนี้ราวกับกำลังถูกบีบรัดอย่างรุนแรง เหตุใดนางจึงเพิ่งจะมาสังเกตว่าเฟิงเออร์ของนางไม่รู้หนังสือ มู่ตานลอบตำหนิตนในใจ เร็วเท่าความคิดนางรีบลุกจากตั่งน้อยเดินไปนั่งที่ขอบเตียงกับเฟิงเออร์ทันที
“เมื่อครู่ข้ากำลังอ่านกฏหมายว่าด้วยการค้าของแคว้นเยี่ย ต่อไปภายหน้าหากพวกเราคิดค้าขายให้มั่นคงย่อมต้องรู้กฏหมายเหล่านี้ไว้จะได้ไม่ถูกเอาเปรียบอย่างไรเล่า” นางเอื้อมมือไปแตะจมูกเด็กน้อยที่นอนตะแคงตัวฟังอย่างนึกเอ็นดู
“เป็เช่นนี้นี่เอง พี่มู่ตานของข้าเก่งที่สุดเลยเ้าค่ะ ข้าอยากจะเก่งแบบท่านบ้าง” เด็กน้อยพูดอย่างกระตือรือร้น
“เฟิงเออร์ของข้าเก่งที่สุดอยู่แล้ว ว่าแต่เ้าอยากไปเรียนที่สำนักศึกษาหรือไม่” มู่ตานถามหยั่งเชิง
“ไม่อยากไปเ้าค่ะ” เด็กน้อยเอ่ยตอบแทบจะในทันที
“หากไปสถานศึกษาข้าต้องโดนรังแกอีกแน่” ปลายเสียงติดแ่เบาทำให้ผู้ฟังรับรู้ได้ถึงความกังวลในใจ
“ที่นั้นมีอาจารย์ อาจารย์ย่อมต้องคอยดูแลศิษย์ แล้วเหตุใดจึงคิดว่าจะโดนรังแกเล่า” นางสอบถามด้วยเพราะก่อนหน้านี้นอกจากเฟิงเออร์จะชอบเก็บตัวไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนๆ วัยเดียวกันแล้ว หลายครั้งนางก็มักบ่นว่าถูกเด็กคนอื่นกลั่นแกล้งอยู่เสมอ
“ก็เด็กพวกนั้นชอบล้อข้า ชอบกลั่นแกล้งข้า ตอนนี้ถ้ายิ่งรู้ว่าแม้แต่อักษรตัวเดียวข้าก็อ่านไม่ได้มีหวังคงยิ่งถูกหัวเราะว่าสมองหมูเป็แน่” เด็กน้อยพูดพลางยกผ้าห่มคลุมหน้าจนมิดชิด
“เฟิงเออร์” มู่ตานเอ่ยเรียกเสียงอ่อนโยนพลางดึงผ้าห่มที่คลุมใบหน้าจิ้มลิ้มนั้นลง
“เพราะไม่รู้เราจึงยิ่งต้องศึกษา เช่นที่ข้าต้องอ่านตำรากฏหมายเมื่อครู่อย่างไรเล่า” นางอธิบายให้เด็กน้อยฟังอย่างอดทน
“เื่เรียนเ้าลองเก็บไปคิดดูก่อนเถิด แต่เื่สำคัญที่รอไม่ได้ที่สุดยามนี้ข้าว่าคือเื่ที่เ้าโดนกลั่นแกล้ง” มู่ตานมองเข้าไปในดวงตาจริงใจคู่นั้น เหตุใดเด็กน้อยที่น่ารักและใสซื่อเช่นนี้ถึงได้ถูกเด็กคนอื่นรังแกกัน
เมื่อเฟิงเออร์ไม่ได้กล่าวตอบสิ่งใดนางจึงถือโอกาสอธิบายต่ออย่างอดทน
“ในวันที่พวกเราพบกันเ้าต้องวิ่งหนีตัวต่อจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด วันนี้เ้าไม่ยอมออกไปเล่นเพราะกลัวโดนรังแก แล้วพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แล้วไหนจะวันต่อๆ ไปอีกเล่า เ้าคิดว่าจะสามารถหลบเลี่ยงอยู่แต่ในบ้านไปได้ตลอดเช่นนั้นหรือ?” มู่ตานตบหลังเด็กน้อยเบาๆ ราวกับจะปลอบ
ยามนี้จากเด็กน้อยที่เคยช่างเจรจากลับกลายเป็เงียบขรึมไม่แม้แต่จะตอบรับหรือปฏิเสธความคิดเห็นของนาง ส่งให้ภายในใจมู่ตานรู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย หากแต่เื่นี้นางจะปล่อยให้เฟิงเออร์ต้องเผชิญกับปัญหาคนเดียวต่อไปไม่ได้อีกต่อไปแล้วจริงๆ
“เฟิงเออร์ที่ข้ารู้จักฉลาดปราดเปรื่อง เปี่ยมไปด้วยปฏิภาณไหวพริบ อีกทั้งยังขยันขันแข็งยิ่ง ข้าเชื่อว่าด้วยคุณสมบัติที่เ้ามีย่อมต้องไม่น้อยหน้าผู้ใดในสำนักศึกษาและจะต้องรู้จักวิธีรับมือกับเด็กเกเรพวกนั้นได้เป็อย่างดีแน่”
“ข้าจะทำได้เช่นนั้นจริงๆ หรือเ้าคะ” เสียงเล็กๆ เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่มั่นใจ
“ั้แ่เ้ารู้จักข้า ข้าเคยเอ่ยโกหกเ้าสักครึ่งคำหรือไม่เล่า” นางจงใจทอดเสียงหนักแน่น
“เอาเถอะอย่างเพิ่งคิดมากไปเลย ยามนี้ดึกแล้วเ้าก็นอนพักผ่อนเอาแรงเสียก่อน ข้ารับรองต่อไปนี้จะไม่ปล่อยให้ใครมารังแกน้องสาวของข้าได้อีก ส่วนเื่เข้าสำนักศึกษาพวกเรายังพอมีเวลา เพราะถึงอย่างไรข้ายังต้องคุยกับพี่ใหญ่ของเ้าก่อน” พูดจบมู่ตานก็จัดผ้าห่มขึ้นคลุมให้เฟิงเออร์จนถึงอก พลันส่งยิ้มบางเบาราวกับจะให้กำลังใจ ก่อนจะลุกขึ้นไปดับเทียน แล้วกลับมาล้มตัวลงนอนข้างๆ เฟิงเออร์ตามเดิม
ผ่านไปไม่นานเสียงลมหายใจของเด็กน้อยก็ค่อยๆ กลายเป็จังหวะสม่ำเสมอ เป็เด็กก็ดีเช่นนี้แม้จะมีเื่ให้กังวลใจหากแต่ก็ยังกินอิ่มหลับสนิท เมื่อเห็นดังนั้นนางจึงหลับตาลงก่อนจะค่อยๆ เข้าสู่นิทราตามไป
.
.
.
ย่างเข้ายามจื่อผู้คนส่วนใหญ่ต่างเอนกายหลับใหลไปนานแล้ว หากแต่ห้องอาบน้ำของจวนฉินอ๋องยังคงคลุ้งไปด้วยไอน้ำอุ่น แสงจากไข่มุกราตรีทอประกายวับแวววาวราวกับกำลังอวดตัว กลิ่นสมุนไพรอ่อนๆ ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่ง
“มู่ตานอย่างนั้นหรือ?” เขาหยิบกลีบดอกไม้ที่ลอยอยู่ในอ่างน้ำขึ้นดู พลางเอ่ยเรียกชื่อใครบางคนที่เพิ่งเห็นหน้ากันวันนี้เบาๆ รอยยิ้มเ้าเล่ห์พลันผุดขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะจางหายคล้ายกับไม่เคยเกิดขึ้น กลีบดอกไม้ในมือล่วงลงน้ำอีกครา น้ำอุ่นกำลังทำหน้าที่ช่วยผ่อนคลาย เขาหลับตาลงเพื่อซึมซับกับบรรยายกาศรอบกายอีกครั้ง
.
ยามนี้แสงเทียนในห้องหนังสือถูกจุดจนสว่างไสวราวกับแสงสว่างยามกลางวัน ข้าวของทุกชิ้นในห้องล้วนได้รับการจัดวางอย่างเหมาะสม ไม่มากไม่น้อย ชวนให้ความรู้สึกโปร่งสบายยิ่ง
เฉียนคุณกำลังทำหน้าที่ฝนหมึกและเตรียมสิ่งของจำเป็ไว้ล่วงหน้า ด้วยเพราะทุกวันหลังอาบน้ำ ฉินอ๋องมักจะใช้เวลาอยู่กับตำรา หรือไม่ก็ศึกษางานที่ได้รับมอบหมายจากองค์ฮ่องเต้ การจัดการทุกอย่างให้พร้อมสรรพจึงกลายเป็สิ่งที่เขาต้องทำอย่างขาดเสียมิได้
หลังจากที่เฉียนคุนจัดเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยได้ไม่นานบานประตูห้องหนังสือก็ถูกผลักออกอย่างแ่เบา เฉียนคุนขยับไปยืนประจำที่เพื่อรอรับคำสั่งเผื่อกรณีหากมีสิ่งใดขาดเหลือ ฉินอ๋องก้าวเข้ามายังกลางห้องมองตำราที่อ่านค้างไว้บนโต๊ะก่อนจะเอ่ยบอกกับคนสนิทหนึ่งเดียว
“เปลี่ยนกระดาษเป็ของเถ้าแก่เวิ่นเถิด ข้าอยากจะวาดรูป”
“ท่านอ๋องจะวาดรูปหรือขอรับ” เฉียนคุนทวนคำสั่งของฉินอ๋องอีกครั้งด้วยกำลังสงสัยว่าเขาฟังสิ่งใดผิดหรือเข้าใจสิ่งใดผิดไปหรือไม่ หากจนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับ
“ทราบแล้วขอรับ” เฉียนคุนรีบรุดก้าวเข้ามาทำหน้าที่อย่างไม่มีขาดตก เขาวางกระดาษสีขาวนวลลงบนโต๊ะก่อนจะใช้ที่ทับลวดลายพยัคคำรามรีดไล่กระดาษอย่างคล่องแคล่ว น่าแปลกยิ่ง! หลายปีแล้วที่ฉินอ๋องไม่ได้วาดภาพ แล้ววันนี้เกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่เฉียนคุนได้แต่คิดในใจเงียบๆ
ยามนี้ฉินอ๋องยืนอยู่หน้าแผ่นกระดาษสีขาวนวล พลางัักระดาษอย่างเผ่าเบาคล้ายจะสำรวจ
“เฉียนคุนเ้าเคยได้ยินเื่คนที่เกิดมาพร้อมกับกลิ่นหอมบ้างหรือไม่” ฉินอ๋องเอ่ยถามเรียบเรื่อย
ครุ่นคิดเพียงครู่เฉียนคุนก็พลันเอ่ยตอบข้อมูลที่นึกขึ้นได้ทันที
“ท่านอ๋องหมายถึงตำนานที่เล่าลือของเหล่าพ่อค้าทางใต้หรือขอรับ ข้าน้อยเคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่เคยพบพานด้วยตนเอง” เขายังคงก้มหน้าเล็กน้อยยามตอบ ฉินอ๋องไม่กล่าวสิ่งใดต่อ จากนั้นจึงเริ่มตวัดปลายพู่กันอย่างใช้สมาธิ หมึกสีดำเส้นแล้วเส้นเล่าเริ่มทำหน้าที่บอกเล่าภาพในหัวที่ฉินอ๋อง้า
ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามฉินอ๋องจึงวางพู่กันลง ก่อนจะเอาที่ทับกระดาษออก ภาพที่เพิ่งวาดเสร็จถูกยกขึ้นส่องแสงไฟ ปรากฏเป็ภาพดอกโบตั๋นแย้มบานพร้อมกับผีเสื้อที่กำลังสยายปีกบิน แม้จะเป็เพียงภาพสีขาวดำแต่กลับให้ความรู้สึกอ่อนช้อยงดงามไร้ที่ติ ดูมีชีวิตชีวายิ่งนัก
“พรุ่งนี้ข้าจะไปตลาดไท่หยาง พวกเ้าเตรียมตัวให้พร้อม ส่วนภาพนี้เอาไปแขวนที่ห้องนอนข้า"
เฉียนคุนรับภาพมาไว้ในมือ
“ทราบแล้วขอรับ ท่านอ๋องโปรดวางใจ”
.
.
.
หลังจากเทศกาลลี่เซี่ยท่านอ๋องก็ปลอมตัวไปตลาดไทหย่างติดต่อกันถึงสิบวันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เฉียนคุนและบรรดาผู้ติดตามนึกสงสัยยิ่งนัก หากฉินอ๋องประสงค์สิ่งใด แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟพวกเขาก็พร้ะลุยเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อติดตามสิ่งเ่าั้มาให้จงได้ แต่ครั้งนี้นอกจากท่านอ๋องจะไม่แจ้งสิ่งใดให้ทราบแล้ว การออกไปนอกจวนยังประหลาดกว่าทุกครั้งยิ่ง เพราะนอกจากการไปเดินรอบตลาดกับนั่งจิบชาที่โรงเตี้ยมแล้ว ก็ไม่พบว่าท่านอ๋องจะนัดกับผู้ใดหรือซื้อสิ่งใดกลับจวนอีก แล้วเพราะเหตุใดกันเล่าถึงทำให้ท่านอ๋องออกจากจวนติดต่อกันถึงสิบวันเช่นนี้!