ถึงแม้การต่อสู้ตัวต่อตัวระหว่างลาถีเท่อกับกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง ลาถีเท่อจะได้รับชัยชนะอย่างเหนือกว่า ในขณะที่เก๋อจือกำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ โม่จ้านกับเจียนั่วคลี่ยิ้มสบตากัน เตรียมจะแปะมือฉลองชัย พลังเวทธาตุน้ำแข็งที่พุ่งไปยังสนามรบกลับทำให้คนทั้งสามถึงกับสั่นสะท้าน หันหน้ามองไปยังจุดที่พลังเวทธาตุน้ำแข็งรวมตัวกัน
เก๋อจือได้สติกลับมาเป็นคนแรก เขารีบชูคทาธาตุไฟขึ้นอย่างตื่นตระหนก พยายามขับไล่ธาตุน้ำแข็งออกไปอย่างสุดความสามารถ
“โม่เจ๋อเอ่อร์ เจียนั่ว เร็ว! เร็วเข้า รีบบอกให้ลาถีเท่อปล่อยมือ กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งวิวัฒนาการแล้ว!!”
โม่จ้านตกตะลึงอย่างหนักเมื่อได้ยินเช่นนั้น เหงื่อเย็นผุดเต็มร่างรีบร้องตะโกนไปทางลาถีเท่อ ทางด้านเจียนั่วกลับดึงหอกพุ่งออกไปข้างหน้า คิดอยากจะดึงดูดความสนใจของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเพื่อยื้อเวลาให้ลาถีเท่อผู้มิอาจสัมผัสถึงพลังธาตุ
การวิวัฒนาการจากระดับห้าไประดับหกคือเส้นแบ่งสุดท้ายของการวิวัฒนาการจากสัตว์ปีศาจธรรมดาเป็นสัตว์ปีศาจระดับสูง เพราะสัตว์ปีศาจระดับสูงมีความสามารถในการควบคุมพลังธาตุอย่างแม่นยำ สามารถโจมตีใส่ศัตรูด้วยพลังเวททำลายล้างสูง คล้ายกับจอมเวทระดับกลางของเผ่ามนุษย์เป็นอย่างมาก สัตว์ปีศาจระดับห้าโดยส่วนมาก บ้างถูกเผ่าพันธุ์เดียวกันหรือนักล่าสังหาร บ้างหยุดอยู่เพียงระดับห้าชั่วชีวิต มิอาจวิวัฒนาการต่อไป
ไม่ว่าสัตว์ปีศาจชนิดใดที่วิวัฒนาการขึ้นระดับหก ระดับความแข็งแกร่งก็จะพุ่งทะยานและโดดเด่นในฝูง ขอเพียงสัตว์ปีศาจระดับหกไม่ไปยั่วยุสัตว์ปีศาจในระดับสูงกว่า ไม่ช้าก็เร็วจะสามารถวิวัฒนาการขึ้นเป็นสัตว์ปีศาจขั้นสูงระดับแปด ปกครองถิ่นของตนเพียงผู้เดียว ดังนั้นสัตว์ปีศาจระดับหกและสัตว์ปีศาจระดับสูงจึงน้อยมาก ยากจะถูกผู้คนพบเห็น
ภายใต้การคุกคามของความตาย กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งระดับห้ากลับวิวัฒนาการอย่างกะทันหัน ทว่าลาถีเท่อไม่สามารถรับรู้พลังธาตุทั้งยังไม่รู้ตัวถึงความเปลี่ยนแปลงของสัตว์ใต้ร่าง และแน่นอนว่าไม่มีทางมองเห็นว่าสว่านแหลมคมสามแท่งกำลังรวมตัวกลางอากาศและจ่อมาทางแผ่นหลังของตนอย่างแม่นยำภายใต้การควบคุมของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็ง
กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเพิ่งวิวัฒนาการยังหายใจมิค่อยออกด้วยเพราะอยู่ในสภาวะกึ่งหายใจลำบาก แน่นอนว่าความแม่นยำในการยิงแท่งน้ำแข็งย่อมต้องแย่กว่าปกติสักหน่อย แท่งที่ใหญ่ที่สุดแทงทะลุแผ่นหลังของลาถีเท่อ อีกแท่งหนึ่งปักลงบนต้นขา ส่วนอีกแท่งหนึ่งกลับพลาดเป้าไปโดนขากวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งเสียเอง
“...อั่ก!! แค่ก....อุ๊บ....”
“โฮกกก-----!!”
แม้จะไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ทว่าสัญชาตญาณการต่อสู้ของเด็กหนุ่มเผ่าหมานเร่งเร้าให้ลาถีเท่อปล่อยแขนทั้งสองข้างและกลิ้งลงจากหลังกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งลุกขึ้นทันทีก่อนจะวิ่งขากะเผลกไปทางป่า เสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดยังคงไม่หยุดลง ลาถีเท่อกัดฟันแน่นก่อนส่งมือไปยังบาดแผลบนต้นขา
“อย่าขยับ! นอนตะแคงลงตรงนั้นดีๆ! เก๋อจือรีบไปนำกล่องปฐมพยาบาลมาเร็วเข้า!!”
เจียนั่วร้องตะคอกห้ามมิให้ลาถีเท่อขยับ เก๋อจือที่ตกตะลึงเสียจนทึ่มทื่อไปแล้วถูกเสียงร้องตะคอกทำให้ได้สติกลับมาทันใด จากนั้นวิ่งไปยังสถานที่วางกล่องปฐมพยาบาลเอาไว้
...เพราะการปล่อยปละละเลยของตนทำร้ายลาถีเท่อแล้วใช่หรือไม่?
แขนซ้ายที่ยื่นออกมาของโม่จ้านสั่นเทาอยู่กลางอากาศ ตนยืนนิ่งอยู่ที่เดิม นึกมิถึงว่าจะขาดสติในทันใด ขณะมองเลือดสีสดของลาถีเท่อหลั่งไหลออกจากบาดแผล ย้อมผืนดินใต้ร่างเสียจนแดงฉาน ภายในหัวของโม่จ้านเกิดเสียงดัง ‘ผึง’ คล้ายกับลมหายใจแปรเปลี่ยนเป็นถี่กระชั้น พลังธาตุแต่ละชนิดถูกดูดเข้าหามิต่างจากแม่เหล็กดูดผงตะไบเหล็กขึ้นจากทรายก่อนจะไหลเวียนล้อมรอบกายโม่จ้าน
“...โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้า เจ้า เหตุใดเจ้า---หวา!!”
เก๋อจือเพิ่งจะส่งกล่องปฐมพยาบาลให้เจียนั่วกลับพบถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติของพลังธาตุอีกครั้ง ทว่าเมื่อเก๋อจือเงยหน้าขึ้นครานี้กลับได้ตกตะลึงอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว --- ดวงตาทั้งสองข้างของโม่เจ๋อเอ่อร์เปลี่ยนจากสีแดงเข้มเป็นสีแดงฉาน พลังธาตุแต่ละชนิดเบียดเสียดกันอย่างไร้ระเบียบอยู่รอบกายโม่เจ๋อเอ่อร์
ไม่รอให้เก๋อจือเอ่ยถามจบ โม่จ้านพลันพุ่งไปด้านหน้าด้วยความเร็วสูง ไล่ตามไปยังด้านหลังของกวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งตัวนั้น
เจียนั่วในยามนี้กำลังตั้งอกตั้งใจจัดการบาดแผลให้ลาถีเท่อ ตนรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวผิดปกติของพลังธาตุเช่นกัน เพียงแต่หลังจากพบว่าเป็นโม่เจ๋อเอ่อร์ มิรู้ว่าเพราะเหตุใดตนจึงรู้สึกวางใจราวกับสมควรเป็นเช่นนั้นและนำสมาธิทั้งหมดมาจดจ่ออยู่บนกายของลาถีเท่อ
แท่งน้ำแข็งที่แทงลงบนต้นขาของเด็กหนุ่มเผ่าหมานไม่ลึกมาก ทั้งมิได้กระทบถึงเส้นเอ็นสำคัญ เพียงฆ่าเชื้อแล้วพันแผลให้ดีเป็นพอ ทว่าน้ำแข็งอีกแท่งแทงร่างกายของลาถีเท่อจากแผ่นหลังส่วนล่างทะลุออกมายังหน้าท้อง เลือดได้อาบย้อมอาภรณ์และพื้นดินใต้ร่างเด็กหนุ่มเผ่าหมานเป็นวงกว้าง
ในฐานะอัศวินควบม้าลงสนามรบ ตนรู้ดีว่าหากคนทั่วไปได้รับบาดแผลในระดับเช่นนี้จะต้องรักษาชีวิตเอาไว้มิได้เป็นแน่ ต่อให้มีหมออยู่ในเหตุการณ์ หลังน้ำแข็งถูกละลายด้วยเลือด ปากแผลจะเปิดออกโดยสิ้นเชิง หากมิตายด้วยเสียเลือดมาก ก็มีแนวโน้มว่าจะตายเพราะอาการติดเชื้อในภายหลัง
“...ท่านเจียนั่ว ขอร้อง ได้โปรดช่วยเขาด้วย..ช่วยลาถีเท่อด้วย”
เด็กหนุ่มเผ่าหมานหอบหายใจหนัก ใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากสั่นระริกสื่อให้เห็นว่าลาถีเท่อกำลังพบเจอกับความเจ็บปวดรุนแรง ขณะมองสีหน้าเคร่งขรึมไร้สิ่งใดเปรียบของเจียนั่ว น้ำตาของเก๋อจือพลันพรั่งพรูออกมา คว้าแขนเจียนั่วพลางวิงวอนด้วยความร้อนใจ
เจียนั่วกัดริมฝีปากล่างอย่างลังเล มือทั้งสองข้างกำเข้าหากัน คล้ายกับภายในใจกำลังดิ้นรนอย่างดุเดือด
ทำเช่นไรดี?
หากตนมิลงมือ เด็กหนุ่มเผ่าหมานจะต้องตายอย่างมิต้องสงสัย ทว่าทันทีที่ตนลงมือ เป็นไปได้สูงที่จะถูกเปิดโปงตัวตนและร่องรอย...
“อ๊ากกกก---!!!”
เสียงคำรามของโม่จ้านดังมาแต่ไกล เก๋อจือกับเจียนั่วสะดุ้งตกใจพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นไปมองในเวลาเดียวกัน ภาพที่เห็นทำให้คนทั้งสองต้องเบิกตาอ้าปากค้าง
เหล่าพลังธาตุเบียดเข้าด้วยกันจนหนาแน่น รวมตัวกันอย่างบ้าคลั่งกลายเป็นลักษณะแผ่นและก้อนลูกบาศก์ไร้ระเบียบ มิต่างกับหมอกหนาที่เกาะตัวเป็นกลุ่มก้อนใหญ่ระหว่างทำการเล่นแร่แปรธาตุ แผ่นหลังของโม่จ้านถูก ‘กลุ่มพลังธาตุ’ สูงประมาณสี่ถึงห้าคนต่อตัวบดบังเอาไว้ และคล้ายกับว่าเจ้าตัวจะไม่รู้เนื้อรู้ตัวแม้แต่น้อย มือข้างขวายกขึ้นแผ่วเบา กลุ่มพลังธาตุพลันรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นแขนขนาดยักษ์ข้างหนึ่ง
กวางอูฐหุ้มเกราะน้ำแข็งวิ่งขากะเผลกไปไกลเสียแล้ว มองเห็นเป็นเพียงจุดเล็กๆ เท่านั้น โม่จ้านที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟไล่ตามไปอีกครั้ง ฝ่ามือใหญ่รุดไปข้างหน้าเช่นกัน บ้าระห่ำราวกับหากมิตายจะมิยอมหยุด
“...เก๋อจือ เจ้าไปช่วยโม่เจ๋อเอ่อร์ ทางนี้ยกให้เป็นหน้าที่ข้า!”
เจียนั่วสูดหายใจเข้าลึก ออกแรงทุบต้นขาตนเองอย่างแรงหลายทีก่อนผลักเก๋อจือออกไป เก๋อจือมองลาถีเท่อที่ลมหายใจรวยรินก่อนจะมองโม่เจ๋อเอ่อร์ที่คล้ายกับเสียสติอยู่ไกลๆ ร่างทั้งร่างพลันตื่นตระหนกอย่างยิ่ง มิรู้ว่าควรจะทำอย่างไร
“วางใจเถิด ลาถีเท่อมิเป็นอันใด! ทางฝั่งโม่เจ๋อเอ่อร์คล้ายจะผิดปกติอย่างมาก ต้องไหว้วานเจ้าแล้ว”
น้ำเสียงแน่วแน่ของเจียนั่วมีพลังทำให้ผู้อื่นสงบใจ เก๋อจือที่ดวงตาแดงก่ำพยักหน้าก่อนจะเริ่มร่ายเวทธาตุลมไล่ตามไปทางโม่เจ๋อเอ่อร์
หลังหางตามองเห็นเด็กหนุ่มผมแดงจากไป เจียนั่วส่ายหน้า แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ อัศวินค่อยๆ แบมือข้างขวา วงเวทย์ขนาดเล็กปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ พลังธาตุแสงโดยรอบถูกดึงดูดเข้ามาทันที รวมตัวกันอย่างช้าๆ คล้ายกับปุยขาวของเมล็ดหลิวในสายลมอ่อน
เจียนั่วประคองพลังธาตุแสงที่รวมตัวกันเป็นก้อนกลมอย่างระมัดระวังก่อนจะกดลงบนบาดแผลที่ยังมีเลือดไหลออกมาของเด็กหนุ่มเผ่าหมานอย่างแผ่วเบา พลังธาตุแสงอันอบอุ่นพลันแทรกซึมเข้าไปและเริ่มช่วยร่างกายแข็งแกร่งซ่อมแซมอาการบาดเจ็บร้ายแรงถึงชีวิต
สีหน้าของลาถีเท่อค่อยๆ สงบลง ลมหายใจเริ่มเชื่องช้าสม่ำเสมอ ขณะมองบาดแผลที่ค่อยๆ หดเล็กลงและพลังธาตุแสงที่ไหลเวียน เจียนั่วถอนหายใจออกมา แบมือทั้งสองข้างนวดดวงตาของตนก่อนจะซบหน้าลงไปอย่างค่อนข้างหดหู่
ทั้งๆ ที่ตนตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ใช้พลังเวทธาตุแสงอีกต่อไป...
เพียงแต่เมื่อนึกถึงสีหน้ายามโม่เจ๋อเอ่อร์กลับมาพบเจอศพของเด็กหนุ่มเผ่าหมาน ตนกลับมิอาจควบคุมความบุ่มบ่ามที่จะ ‘ทำลายกฎ’ --- หากเด็กหนุ่มเผ่าหมานตายไป โม่เจ๋อเอ่อร์จะต้องล้มเลิกกลุ่มทหารรับจ้างเพราะรู้สึกผิด ตนทำได้เพียงกลับไปเดินบนเส้นทางเดียวดายอีกครั้ง
ตนไม่มีทางยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะสีหน้าเจ็บปวดหรือผิดหวัง ตนล้วนแต่มิอยากเห็นทั้งสิ้น หากเป็นตนในเมื่อหลายเดือนก่อน ไม่ว่าอย่างไรก็คงนึกมิถึงว่าเจียนั่วผู้โอ้อวดว่าเด็ดเดี่ยวแน่วแน่จะถูกคนผู้หนึ่งทำให้จุดมุ่งหมายไขว้เขว...
เจียนั่วยกยิ้มขมขื่น ยกมือกดขมับพลางใช้หอกยันพื้นเพื่อลุกขึ้น
การเยียวยาด้วยพลังธาตุแสงสิ้นเปลืองพลังวิญญาณอย่างมาก โดยปกติจะเป็นหน้าที่ของบาทหลวงและบาทหลวงใหญ่ที่มิได้ลงสนามรบ หากแต่ตนเป็นตัวประหลาด พลังวิญญาณและพละกำลังเหนือกว่าอัศวินเวททั่วไป และนี่ก็คือหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ตนถูกเลือกให้เป็นรองผู้บัญชาการกองอัศวินแห่งพระวิหาร
เหอะ ยามนี้เป็นเช่นนี้ก็มิเลวเช่นกัน เป้าหมายของกลุ่มทหารรับจ้างมิได้ขัดแย้งกับเป้าหมายของตน รั้งอยู่อีกสักหน่อยก็มิเห็นเป็นอันใด
เจียนั่วกดข่มความคิดอยากจะร่วมเดินทางกับผู้ใดสักคนไปอีกสักระยะ และพยายามหาข้ออ้างให้ตนเอง