HACK ME! ศึกรักสังเวียนไซเบอร์ (มี Ebook)

    ตอนที่ 13 งานโรงเรียน vs กาลาร์ดินเนอร์

    13 | งานโรงเรียน vs กาลาร์ดินเนอร์    “เฮ้อ จะติดเอาโล่เลยหรือไงนะ ขยับสักทีเหอะ” ฉันบ่นกับตัวเองอย่างหัวเสียหลังจากคุยกับนายนักรบที่สตูดิโอเสร็จ เราก็แยกย้ายกัน เขาขอตัวกลับไปร้านขนม ส่วนฉันก็แวะไปเอาของที่คอนโดฯ ก่อนจะตรงดิ่งกลับบ้าน แล้วก็มานั่งแหง็กอยู่บนทางด่วนนี่มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้วกับระยะทางเพียงแค่ไม่กี่กิโลเมตร เมืองหลวงในยามหลังเลิกงานนี่ช่างวุ่นวายและแออัด คับคั่งไปด้วยยานพาหนะน้อยใหญ่ที่เข้าแถวเรียงรายกันจนเต็มถนนและไม่มีทีท่าว่าแถวจะขยับ ประกอบกับวันนี้เป็นวันศุกร์ ผู้คนต่างก็ทยอยกันกลับบ้านต่างจังหวัดทำให้รถยิ่งแน่นกว่าทุก ๆ วันวันนี้อะไร ๆ ก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย อุตส่าห์ชวนนายตัวแสบมาถ่ายรูป ทำดีด้วยอย่างที่ไม่เคยทำก็เพราะอยากจะสืบข้อมูลเรื่อง the Ripper จากนายนั่น แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรที่มีประโยชน์เลยสักนิด แถมยังต้องยอมให้นายนั่นแอบแต๊ะอั๋งฟรี ๆ อีก มันน่านัก! นี่ถ้าฉันไม่อยากได้ข้อมูลจากนายละก็นะ นายเละแน่ เชอะ! ตอนนี้ก็เท่ากับว่ายังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานอะไรที่จะยืนยันได้ว่านายนักรบคือ the Ripper มันบังเอิญเกินไปหรือเปล่านะที่นายนักรบมาส่งขนมเอาตอนที่ห้องฉันโดนงัดพอดี แต่ก็นั่นแหละ เขาอาจไปส่งขนมจริงอย่างที่บอกก็ได้ส่วนภาพจากกล้องวงจรปิดนั้น เป็นไปได้ไหมว่านายนักรบอาจแค่บังเอิญมาหยุดยืนแถวหน้าห้องฉัน ไม่ว่าจะเพราะสับสนเลขห้องหรืออะไรก็ตาม อีกอย่าง คนอย่าง the Ripper เองก็น่าจะรู้จักระวังตัวไม่ให้ไปปรากฏในกล้องวงจรปิดด้วยสิ เขาอาจเข้ามาที่นี่และออกไปโดยไม่ผ่านกล้องสักตัวเลยก็ได้หรือถ้าผู้ชายที่ยืนหน้าห้องฉันคือ the Ripper จริง ๆ ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจสวมนาฬิกาแบบเดียวกันกับของนายนักรบ เพราะถึงจะเป็นรุ่น limited edition แต่มันก็ไม่ได้มีเรือนเดียวในโลกสักหน่อย อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่นาฬิกาของสองคนนั้นรุ่นเดียวกันพอดี แบบนี้ฉันก็ต้องกลับไปเริ่มหาข้อมูลใหม่น่ะสิเฮ้อ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว บางทีก็อยากเลิกทำงานนี้แล้วเหมือนกัน อยากออกมาใช้ชีวิตเหมือนสาวอายุยี่สิบเจ็ดทั่ว ๆ ไปอย่างใครเขาสักทีหลังจากที่คิดอะไรเพลิน ๆ อยู่สักพัก รถก็เริ่มขยับได้และวิ่งได้สะดวกขึ้น แต่กว่าจะกลับถึงบ้านก็พลบค่ำ เมื่อเลี้ยวเข้าไปในรั้วบ้านก็เห็นว่ามีรถเบนซ์สีดำคันงามจอดอยู่ก่อนแล้ว แสดงว่ามีแขกมาที่บ้านซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คุณภาคิณ นั่นเอง“สวัสดีครับ คุณซัน” เขาทักทายพร้อมกับยิ้มให้ ยิ้มแบบที่ชวนใจละลายนั่นแหละ ฉันได้แต่ยิ้มตอบ เพราะตั้งแต่วันนั้นที่แยกกันไป ฉันยังไม่ได้ขอโทษเขาเลยเรื่องที่ปล่อยให้คนโรคจิตไล่เขากลับ  “ซัน กลับมาพอดีเลยลูก แม่เพิ่งทำกับข้าวเสร็จแล้วมานั่งคุยกับคุณภาคิณเมื่อกี้นี้เอง ไป เราไปทานข้าวกันเลยดีกว่านะ แม่ตั้งโต๊ะรอแล้วจ้ะ” แม่พูดพร้อมกับรอยยิ้มเต็มหน้า แหม..คุณนายจันทร์ พอมีหนุ่ม ๆ มากินข้าวด้วยก็อารมณ์ดีใหญ่เลยนะ ฉันอดจะแหย่คุณนายเธอไม่ได้เลยเข้าไปกอดแล้วหอมแก้มสองข้าง ซุกหน้ากับอก เอาหัวถู ๆ ไถ ๆ จนแม่หัวเราะคิก  “ยัยซัน แม่จั๊กจี๋นะลูก เล่นอะไรพิเรนทร์ ๆ แบบนี้อายคุณภาคิณเขาไหมเนี่ย” แม่พูดกลั้วหัวเราะพร้อมกับตีแขนดังเพียะเป็นเชิงดุ แต่ก็ยังยิ้มหน้าบานอยู่ดี “ลูกคนนี้นี่ พอเลย ๆ ไปเก็บของแล้วลงมาทานข้าวกันได้แล้ว คุณภาคิณมารอตั้งแต่สี่โมง ป่านนี้หิวแย่แล้วลูก เรายังมัวแต่เล่นอยู่อีก” บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่น ก็นักธุรกิจปากหวานช่างขยันชมฝีมือการทำอาหารของแม่จันทร์  แถมยังหมั่นตักนู่นนี่ให้ฉันไม่ขาดสาย สีหน้าเป็นปลื้มของคุณนายก็เลยลอยจนเต็มโต๊ะ แหม...ไม่บอกก็ดูออกเลยว่าอยากได้คนนี้เป็นลูกเขยใช่ไหมคะแม่หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ฉันก็ช่วยแม่เก็บจานชามเข้าครัวจนเรียบร้อย ก่อนจะออกมานั่งคุยเป็นเพื่อนคุณภาคิณระหว่างรอขนมหวานมาตบท้าย ฉันเลยถือโอกาสนี้ ขอโทษคุณภาคิณเสียเลย“เรื่องเมื่อวันก่อนที่...นายนักรบเสียมารยาทไล่คุณกลับ ซันต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ”  “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเข้าใจว่าคุณนักรบเขาอารมณ์ไม่ดี คงจะอยากคุยกับคุณซันให้รู้เรื่องก็เลยใจร้อนไปหน่อย ผมไม่ถือหรอกครับ” เขาตอบกลับอย่างใจดี “แล้วคุณกับคุณนักรบเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้มีปัญหากันใช่ไหมครับ”ฉันแอบอึ้งนิดหน่อย ไม่รู้จะตอบยังไงเลยได้แต่เลี่ยง ๆ ไป“คือ...เราเป็นแค่เพื่อนบ้านกันธรรมดา ไม่ได้มีอะไรพิเศษอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเคลียร์อะไรหรอกค่ะ”คุณภาคิณยกยิ้มมุมปากเหมือนถูกใจคำตอบของฉัน “ครับ ผมก็แค่กลัวว่าจะเป็นต้นเหตุให้คุณต้องมีปัญหากับคุณนักรบน่ะครับ”“ไม่หรอกค่ะ คุณไม่ได้ทำอะไรผิดนี่คะ”ฉันฝืนยิ้มให้ คุณภาคิณก็ยิ้มรับอย่างสบายใจ หารู้ไม่ว่าวันนั้นหลังจากเขากลับไปแล้วทางนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เกิดการปะทะกันยกใหญ่ บ้านแทบแตก แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า นายนักรบจะพิเศษสำหรับฉันนะ ก็นายนั่นน่ะชอบกวนประสาทแล้วเข้ามาหาเรื่องฉันเองต่างหากแม่ยกถาดขนมเข้ามาพอดี ฉันกำลังจะลุกไปรับมาวางบนโต๊ะ แต่คุณภาคิณเร็วกว่า ลุกไปรับถาดขนมได้ก่อนจนแม่ยิ้มหน้าบานอย่างเป็นปลื้ม ฉันเองก็แอบปลื้มอยู่ไม่น้อยในความเป็นสุภาพบุรุษของเขา คุณภาคิณเรียกได้ว่าเป็นผู้ชายในฝันของผู้หญิงหลาย ๆ คนเลยทีเดียว แต่สำหรับฉันแล้ว เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทสนมกัน และคงดีถ้าจะเป็นเพื่อนกันแบบนี้ต่อไป“อ้อ เห็นคุณภาคิณบอกน้าว่าจะชวนยัยซันไปไหนเหรอคะ แล้วชวนเจ้าตัวเขาหรือยังล่ะคะ” พอนั่งลงแม่ก็เอ่ยถามขึ้นมา ฉันงงว่าแม่พูดถึงเรื่องอะไรเลยหันไปมองคุณภาคิณเป็นเชิงถาม “อ๋อ คุณซันครับ ผมอยากจะชวนคุณไปงานเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดของบริษัทผมวันศุกร์หน้าน่ะครับ คุณซันว่างไหมครับ” “คือ...”ฉันยังไม่ทันตั้งตัวเลยได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่รู้จะตอบยังไงดี งานเปิดตัวสมาร์ตโฟนของ Cosmos ที่ว่านี้ฉันเองก็ติดตามข่าวใกล้ชิดอยู่เหมือนกัน เห็นว่าเป็นงานใหญ่ระดับ Grand Opening เลยทีเดียว จัดที่โรงแรมหรูห้าดาวย่านสุขุมวิท คุณภาคิณเป็นถึงกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทย่อมต้องเป็นดาวเด่นคนหนึ่งในงานอย่างไม่ต้องสงสัย  ดังนั้นถ้าฉันไปงานคู่กับคุณภาคิณ มันก็เท่ากับว่า... เปิดตัวหญิงสาวคู่ใจหนุ่มหล่อทายาทบริษัทใหญ่ Cosmos น่ะสิ!“คุณซันว่าไงครับ พอจะว่างไปงานกับผมไหม” เขาถามซ้ำอีกครั้งก็ยิ่งกดดันหนักเข้าไปอีก เอายังไงดีล่ะเนี่ย คุณแม่จันทร์ก็ส่งสายตาคาดคั้นมาด้วยอีกคน สายตาของแม่ถอดออกมาเป็นคำพูดได้ว่า ‘ตอบตกลงเดี๋ยวนี้นะยัยซัน!’ โอย...แม่จ๋า ไม่เข้าข้างลูกบ้างเลยหรือเราจะไปงานกับคุณภาคิณแล้วแกล้งท้องเสีย หาทางหลบหน้านักข่าวเอาทีหลังดีหรือจะแกล้งป่วยซะตั้งแต่ตอนนี้เลยไม่มีทางออกให้ฉันสักทางเหรอ“เอ่อ ถ้าคุณซันลำบากใจ...” คุณภาคิณเอ่ยออกมาเบา ๆ เพียงแค่นั้นคุณนายจันทร์ก็โบกไม้โบกมือปฏิเสธใหญ่“ไม่ใช่หรอกจ้ะคุณภาคิณ  สงสัยลูกซันจะเขินเพราะไม่ค่อยได้ออกงานสังคมน่ะจ้ะ ใช่ไหมลูก” “เอ้อ ค่ะ” ฉันพยักหน้าแรง ๆ แม่ช่วยฉันวุ้ย อิอิ“ไม่ต้องเขินหรอกลูก เดี๋ยวแม่ช่วยหนูแต่งตัวเอง รับรองวันนั้นหนูจะสวยไม่แพ้พวกไฮโซคนไหนเลย ดีไหมลูก”อ้าว อย่างนี้ไม่เรียกช่วยนี่หว่า“เอ้อ ค่ะแม่” ฉันรับคำงง ๆ               “ตกลงว่า คุณซันไปกับผมใช่ไหมครับ” ได้ยินเสียงตื่นเต้นดีใจของชายหนุ่มผู้หล่อเหลาราวพระเอกซีรีส์ผู้นี้แล้ว  ฉันก็ชักขัดใจไม่ลงเสียแล้วสิ สุดท้ายจึงทำได้แค่ลอบถอนใจยาว ๆ ปั้นสีหน้าไม่ให้แสดงความเหนื่อยอ่อนออกมา แล้วตอบไปว่า                “คงไม่ได้หรอก!”                อ๊ะ เปล่านะ นี่ไม่ใช่เสียงฉัน                เสียงห้าว ๆ คุ้นหูแบบนี้นี่มัน...นายนักรบตัวดี                “สวัสดีครับแม่จันทร์ สวัสดีครับคุณภาคิณ” นายตัวแสบไหว้ทักทาย ทำเป็นมารยาทดี แล้วหันมาทำตาเล็กตาน้อยมาที่ฉันเป็นคนสุดท้าย  “สวัสดีนะคะ ซันนี่”ฉันอ้าปากค้าง  ถลึงตาใส่ บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าเรียกแบบนี้ ไม่เคยจำเลย เดี๋ยวเถอะ!                “น้าซันขา...” เจ้าตัวเล็กที่นายนักรบจูงมาด้วยปล่อยมือจากปะป๊าแล้ววิ่งมากระโดดนั่งตักฉัน หอมแก้มซ้ายทีขวาทีก่อนจะหัวเราะคิกคักแล้วหันไปทักทายคุณภาคิณกับแม่                “สวัสดีค่ะคุณยาย สวัสดีค่ะคุณลุงภาคิณสุดหล่อ” หนูน้อยยกมือปิดปากเขินอายคุณลุง ทุกคนต่างหัวเราะกับท่าทีน่าเอ็นดูของยัยตัวแสบ แหม...มันน่าฟัดนัก ฉันกดจมูกหอมแก้มยุ้ย ๆ เสียฟอดใหญ่ แต่ยัยหนูกลับหันมาตัดพ้อใส่ฉัน                “น้าซันอ้ะ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้เจอกันเลยนะคะ มัวแต่ทำงาน ตอนเย็นก็ไม่อยู่ทานข้าวกับหนูเกลกับปะป๊าและก็คุณยาย ตอนเช้าก็ไม่อยู่รอจุ๊บส่งหนูเกลไปเรียนอีก หนูเกลจะงอนแล้วนะคะ” ยัยจอมยุ่งพูดใส่เป็นชุดก่อนจะอมลมจนแก้มป่อง เดือดร้อนฉันต้องง้ออีกแน่                “โอ๋...หนูเกลคนดีของน้าซัน อย่าเพิ่งงอนสิคะ น้าซันต้องทำงานนี่นา แถมหนูเกลก็กินเก่งแบบนี้น้าซันก็ยิ่งต้องทำงานหนัก ๆ จะได้มีเงินมาเลี้ยงขนมหนูเกลเยอะ ๆ ไงคะ ไม่ดีเหรอ” ฉันต้องเอาเรื่องขนมมาล่อ ยัยตัวแสบถึงจะยอมหายงอน แต่เด็กน้อยยังไม่วายมีข้อแม้ที่สร้างความหนักอกหนักใจให้ผู้ใหญ่สองสามคนแถวนี้                “ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้หนูเกลหายงอนจริง ๆ ละก็ วันศุกร์หน้าน้าซันต้องไปงานโรงเรียนนะคะ หนูเกลจะแต่งตัวเป็นเจ้าหญิงแล้วออกไปเต้นด้วยค่ะ”เสียงใส ๆ พูดเจื้อยแจ้วด้วยความตื่นเต้น ฉันแอบโล่งใจที่ยัยตัวเล็กเปิดประเด็นขึ้นมาเอง ทำให้ฉันไม่ต้องตอบรับไปงานเลี้ยงเปิดตัวสมาร์ตโฟนคุณภาคิณมีสีหน้าลำบากใจผิดกับนายนักรบที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างผู้ชนะ แหม...สอนมาเองเลยสินะ ลูกไม้เนี้ย เจ้าเล่ห์!                “อ้าว แล้วกัน งานโรงเรียนหนูเกลกับงานของคุณภาคิณดันมาตรงกันอีก เอายังไงล่ะยัยซัน จะไปงานไหนล่ะลูก” แม่ถามจี้มาทางฉัน ทำอย่างงี้แม่ตีก้นหนูเลยดีกว่า อุตส่าห์เนียนไม่พูดอะไร ปล่อยให้มันเงียบ ๆ ไปแล้วเชียว แม่นะแม่                “งานของคุณลุงภาคิณก็วันศุกร์หน้าเหรอคะ” หนูเกลถามเสียงแจ๋ว หันไปมองผู้ใหญ่คนโน้นที คนนี้ที                “ค่ะหนูเกล พอดีลุงอยากให้น้าซันไปงานด้วยกัน วันศุกร์หน้าพอดีเลย ลุงอยากไปดูหนูเกลเต้นนะ แต่ลุงมีงานสำคัญจริง ๆ ค่ะ น่าเสียดายจัง” เขาอธิบายให้ยัยตัวเล็กเข้าใจ แถมตบท้ายด้วยลูกอ้อนจนยัยหนูเกลต้องเดินเข้าไปกอดปลอบใจ                “โอ๋ ๆ ไม่เป็นไรนะคะคุณลุงภาคิณ หนูเกลโตแล้ว หนูเกลเข้าใจค่ะ งั้นหนูเกลอนุญาตให้น้าซันไปกับคุณลุงภาคิณก็ได้ค่ะ ส่วนงานเต้นเดี๋ยวหนูเกลจะให้ปะป๊าถ่ายคลิปวิดีโอมาให้ดูนะคะ”                แล้วกัน!?                ฉันรีบโวยทันที “อ้าว หนูเกล หายงอนน้าซันแล้วเหรอคะ ไหนบอกว่าจะให้น้าซันง้อด้วยการไปดูหนูเต้นไงล่ะคะ”                “ใช่ ๆ อย่าใจอ่อนง่าย ๆ สิคะลูก”นายนักรบก็ช่วยเสริม คงกลัวว่าลูกสาวจะปล่อยให้ฉันไปกับคุณภาคิณจริง ๆ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันอยากจะพยักหน้าหงึก ๆ เห็นด้วยกับนายเพื่อนบ้าน                “ก็คุณลุงภาคิณน่าสงสารนี่คะ คุณลุงเขาอยากไปดูหนูเกลเต้นแต่ติดงานสำคัญ ปะป๊าเคยสอนให้หนูเกลรู้จักเสียสละ หนูเกลก็เลยยอมให้น้าซันไปกับคุณลุงดีกว่า เนอะคุณลุงเนอะ” ยัยตัวยุ่งหันไปพยักพเยิดกับคุณลุง แล้วก็ยิ้มหวานกันทั้งลุงทั้งหลาน เฮ้อ...เสน่ห์แรงจนสาว ๆ หลงกันเป็นแถว ๆ ไม่เว้นแม้แต่เด็กประถมเลยนะเนี่ย ส่วนนายนักรบซึ่งถูกลูกสาวพาดพิงถึงก็ทำหน้าเหมือนจะยิ้มก็ไม่ใช่ จะร้องไห้ก็ไม่เชิง                “หนูเกลได้ใส่ชุดเจ้าหญิงสีชมพูด้วยค่ะ มีโบข้างหลังแล้วก็มีมงกุฎด้วยนะคะ ถือคทารูปดาวด้วยค่ะ คุณลุงอยากเห็นไหมคะ” หนูเกลทำไม้ทำมือประกอบ คุณลุงเองก็ตั้งใจฟังอย่างตื่นเต้น                “หืม ต้องสวยแน่ ๆ เลย แล้วคนเก่งของลุงแต่งเป็นเจ้าหญิงอะไรคะ”                “ก๊อ...เจ้าหญิงเกลไงค้า” หนูน้อยยิ้มจนตาหยีสองลุงหลานคุยกันสนุกสนาน ยัยตัวป่วนยังเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องงานโรงเรียนอย่างร่าเริง พวกเราผู้ใหญ่ก็พลอยยิ้มตามไปด้วย เรื่องรถไฟชนกันเมื่อกี้ก็มีอันหายเงียบไปทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้คำตอบแน่ชัดว่า ตกลงแล้ววันศุกร์หน้า ฉันจะไปโผล่ที่งานไหนกันแน่              ผมกระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้ทำงานอย่างหัวเสีย  ก็เรื่องที่ไอ้เจ้านายหน้าหล่อมาชวนคุณซันของผมไปงานเปิดตัวสมาร์ตโฟนน่ะสิครับ กวนใจผมจนข่มตานอนไม่ลง ต้องลุกออกมาทำงานตอนตีสองกว่าอย่างนี้  คุณซันก็นะ ไม่ยอมตอบปฏิเสธไอ้หมอนั่นให้เด็ดขาดไปว่าเลือกไปงานโรงเรียนหนูเกลกับผม เฮ่อ...แล้วอย่างนี้จะวางใจได้ยังไงกัน ผมไม่อยากให้สองคนนั้นใกล้กันมากจริง ๆ พับผ่า                เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ไม่น่าถามเลย ก็นายนั่นน่ะ มีดีกว่าผมทุกอย่างเลยน่ะสิ อย่าให้ต้องเปรียบเทียบเลยครับ  เพราะมันเปรียบกันไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่ผมก็มีหัวใจนะ และผมก็มาก่อนด้วย ผมรักของผมมาตั้งนาน อยู่ดี ๆ จะมางาบไปเฉย ๆ แบบนี้ได้ไง                หงุดหงิดจริงว้อย!                ผมทุบโต๊ะทำงานระบายความคับแค้นจนหนำใจแล้วก็ถอนใจแรง ๆ ตบท้าย แค่นี้เองเหรอที่ผมทำได้เจ้าสจ๊วตลูกรักวิ่งดุ๊ก ๆ หน้าตื่นมาดูพ่อมันโมโห ผมจึงลูบหลังเบา ๆ ปลอบใจ ก่อนจะหันไปคว้าแว่นกรองรังสีคู่ใจมาสวมพร้อมปรับอารมณ์ให้พร้อมสำหรับการทำงาน ตัดขาดจากโลกภายนอกอันวุ่นวายอลหม่านเหลือจะกล่าว หยุดพักการเป็นนายนักรบ  สุขเสมอลงชั่วคราว เพราะเจ้าแห่งวงการไซเบอร์คือ the Ripper ผู้เดียวเท่านั้น!                และทันทีที่สุดยอดคอมพิวเตอร์ตรงหน้าผมพร้อมทำงาน กล่องสนทนาลับที่ไม่นึกเลยว่าจะเด้งขึ้นมาก็ปรากฏเต็มสายตา ๐ ไอ้โรคจิต! อ้าวเฮ้ย...  ๐ อะไรกันครับ คุณผู้หญิงครับ อาเจ๊ CZiS คู่ปรับเจ้าเก่าของผมนั่นแหละ ไม่ใช่ใครที่ไหน นี่ผมยังไม่ได้ทำอะไรเขาเลยนะ เพิ่งเปิดเครื่องเฉย ๆ ก็โดนด่าซะแล้ว อะไรของเขาเนี่ย ๐ ไม่อยากจะเชื่อเลยนะ ว่าแฮ็กเกอร์มือหนึ่งอย่าง the Ripper จะอุตส่าห์ปีนข้ามตึกเพื่อเข้ามาขโมยเมาส์ อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ผมหัวเราะออกมาเมื่อเข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย นับว่ายัยนี่ก็เก่งเหมือนกันที่รู้ว่าคนที่บุกรุกห้องเป็นผม เอ๊ะ...หรือเจ๊แกแค่จะลองเชิง ๐ เมาส์อะไร ไม่เห็นจะรู้เรื่อง ถ้าโดนงัดห้องก็ไปแจ้งตำรวจสิครับ ไม่ใช่มาโวยวายมั่วซั่วแบบนี้ ๐ หึ! ไม่ใช่ใครหรอกนอกจากแก ไอ้หัวขโมย ไอ้ทุเรศ ยอมรับมาซะดี ๆ ว่าแกปีนเข้าห้องฉัน!                                                                                                                                               ๐ ถ้าใช่ แล้วจะทำไม             ๐ ก็ถ้าอยากได้เมาส์น่ะนะ บอกกันดี ๆ ก็ได้ ฉันยกให้ฟรี ๆ เลย แค่เมาส์ยังไม่มีปัญญาซื้อ น่าสงสาร กระจอกแบบนี้จะล้วงความลับอะไรฉันได้            ฉันก็อุตส่าห์ตื่นตกใจที่ได้รู้ว่าแฮ็กเกอร์รุ่นใหญ่อย่าง the Ripper บุกเข้าห้อง             แต่ที่ไหนได้  ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติเลยสักอย่าง             ถ้าเข้ามาแล้วไม่มีปัญญาทำอะไรเลยแบบนี้ ก็ไม่ต้องมาให้เปลืองค่ารถไฟฟ้าหรอกนะ            นั่งกินขนมอยู่บ้านไปเถอะ พวกตีนแมวยังทำได้มากกว่านี้เลย  เฮอะ           นี่น่ะเหรอ แฮ็กเกอร์ระดับตำนาน ห่วยชะมัด! ผะ ผะ ผม... อ้าปากค้างไปเลยครับ เจ๊แกเล่นจัดเป็นชุดมาอย่างนี้ ผมต่อไม่ถูกเลย  โอ...ชีวิต  บุกฐานลับศัตรูก็ไม่สำเร็จ โดนศัตรูบุกฐานลับก็จับตัวไม่ได้ คนที่รักก็กำลังจะถูกแย่งไป เฮ้ย นี่มันวันอะไรกันวะ! ๐ เออ! ผมมันโรคจิต ผมมันห่วย ผมมันกระจอก ผมมันรถกระป๋อง มีอะไรอีกไหมที่อยากให้ผมเป็นน่ะ นี่... แล้วถ้าคุณจะมาหาผมก็น่าจะบอกกันก่อนนะ  จะได้เตรียมน้ำเตรียมท่าต้อนรับ ผมพิมพ์ไปทีเล่นทีจริง  เอาสิ...ถ้าเธอกล้าเปิดเผยตัวตนกับผม  ผมก็กล้าเปิดเผยตัวจริงกับเจ้าหล่อนเหมือนกัน ๐ เก่งเหมือนกันนี่ที่เดาออก แล้วยังไงล่ะ ก็จับตัวฉันไม่ได้อยู่ดีจะบอกให้เอาบุญนะว่าคนอย่างฉันไม่ได้เข้าไปขโมยเมาส์ใครเล่นเฉย ๆ แน่ ที่เข้าไปในห้องโสโครกนั่นฉันต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมา  ไม่เหมือนแกหรอก ไอ้หัวขโมยเหลือขอ ไอ้แฮ็กเกอร์ไร้น้ำยา! ผมกำหมัดแน่นด้วยความเคียดแค้น  นี่ถ้าได้มายืนจ้องตากันผมว่ามีไฟลุกแน่ละ ๐ แกหมายถึงอะไรผมพิมพ์ตอบสั้น ๆ มันต้องการจะบอกอะไรกับผมกันแน่ ในเมื่อทุกอย่างในห้องก็ปกติดีทุกอย่าง แล้วมันจะฉกเอาอะไรไปได้ล่ะ ๐ หึ นี่แกยังไม่รู้ตัวจริง ๆ ด้วยสินะ งั้นก็ขอบอกไว้เลยว่ามีของสำคัญของแกอยู่กับฉัน เพราะฉะนั้นอย่ามายุ่งกับ Dazzle เด็ดขาด ถ้าไม่อยากเดือดร้อนกันไปหมด  ผมหันไปมองรอบ ๆ ห้อง  ในนี้มีแต่สิ่งประดิษฐ์ หนังสือ กับเอกสารที่ไม่เป็นความลับ ความลับและข้อมูลสำคัญทั้งหมดอยู่ในคอมพิวเตอร์และระบบของผม ซึ่งยัยแฮ็กเกอร์ร็อตไวเลอร์นี่ก็ไม่ได้แตะต้องสักหน่อย อืม...อาจจะแค่ขู่ก็ได้มั้ง หรือไม่ก็อาจเก็บเอกสารอะไรไปแล้วทึกทักเองว่ามันสำคัญ ๐ งั้นก็... ขอให้ CZiS มีชีวิตรอด  เอ้ย...มีตัวตนอยู่ในวงการแฮ็กเกอร์ต่อไปได้นานพอที่จะมาทำให้ผมเดือดร้อนได้ก็แล้วกัน
    ๐ แก!
    ๐ แต่คำอวยพรของผม ท่าจะไม่มีวันเป็นจริงเสียแล้วละมั้ง
    ๐ ไม่มีทาง!
    ๐ จะบอกอะไรให้นะครับคุณแฮ็กเกอร์ ถ้ายังคิดจะแตะต้องระบบ Cosmic อยู่อีกละก็  CZiS ได้สิ้นชื่อแน่! ****************************************************************ฝากผลงานจ้า...Messy Buddy คุณบัดเดอร์ใช่เธอหรือเปล่า? (พิมพ์โดย สนพ. กรู๊ฟ พับลิชชิ่ง)error loaded
    #E-Bookพร้อมให้ดาวน์โหลด ที่ MEB ขอหัวใจ 5 ดวงด้วยนะค้าาา#หนังสือเล่มสั่งซื้อได้ที่เพจเฟสบุ๊ก Groove Publishingหรือเพจแสนแก้ว ได้เลยค่ะ ยินดีพูดคุยและเซ็นให้ทุกเล่มค่ะ