น่านน้ำหอบเอาอุปกรณ์วาดภาพมาบริเวณสวนหลังบ้าน เป็หนึ่งในการบ้านที่เขาต้องทำส่งในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็วิชาที่เขาชื่นชอบ และถนัดมากที่สุด
เด็กหนุ่มจัดแจงของวางไว้ในพื้นที่ที่ตนเองหยิบจับได้สะดวก การทำงานศิลปะในที่เงียบสงบและร่มรื่นแบบนี้ทำให้สมองโล่งสามารถรังสรรค์ภาพวาดออกมาได้อย่างดี เสียงเพลงสากลเบา ๆ เปิดคลอเคล้าสร้างบรรยากาศรอบตัวให้น่าทำงานเพิ่มขึ้น
บริเวณสวนหลังบ้านเป็ที่ที่น่านน้ำชอบมานั่งเล่นมากที่สุด เพราะไม่ค่อยมีใครเข้ามา แม้แต่เ้าของบ้านอย่างคุณรังสรรค์ คุณหญิงกนกอร หรือลูก ๆ ทั้งสามคน ต่างไม่ได้ให้ความสนใจกับส่วนนี้ของบ้าน เพียงแค่ให้ลุงแช่มเป็ดูแล ไม่ให้พวกหญ้าขึ้นมารกก็เท่านั้น
เสียงนกร้องเบา ๆ ดังอยู่ไม่ไกล เรียกความสนใจจากเด็กหนุ่มได้เป็อย่างดี น่านน้ำวางสมุดวาดภาพก่อนจะเดินไปตามเสียงที่ได้ยิน ชะเง้อมองอยู่หลายนาทีถึงได้เห็นว่ามีรังนกอยู่บนต้นไม้ ซึ่งไม่ได้สูงเท่าไรนัก ร่างเล็กเดินไปหยิบบันไดที่ลุงแช่มเอาไว้ต่อเท้าเวลาตัดแต่งกิ่งมาตั้งใกล้ ๆ ต้นไม้ ก่อนขึ้นไปยืนดูลูกนกตัวเล็กในรัง ใบหน้าจิ้มลิ้มเผยยิ้มอ่อนให้กับความน่ารัก
คนตัวเล็กวิ่งกลับมาหยิบโทรศัพท์เพื่อถ่ายรูปเก็บเอาไว้ เอาไปเป็แบบวาดภาพเสริมก็น่าจะดูมีอะไรมากขึ้น
“น่ารักจัง..” เสียงหวานเอ่ยแ่เบาราวกับกระซิบ ด้วยความสูงของต้นไม้แม้จะต่อเท้าด้วยบันไดแล้วก็ยังมองไม่ค่อยเห็นจึงต้องเขย่งเท้าช่วย ทว่าในจังหวะหนึ่งบันไดกลับโงนเงนจนร่างหงายหลังคว้ากิ่งไม่ไว้ไม่ทัน อาจจะยังเป็โชคดีที่ไม่ทันร่วงลงถึงพื้นก็มีคนช่วยรับไว้เสียก่อน
“ระวังหน่อยสิครับ เดี๋ยวก็เจ็บตัวหรอก”
เด็กหนุ่มใไม่หายคิดว่าตัวเองจะลงไปนอนกองอยู่บนพื้นแล้วซะอีก มีหวังถ้าหลังหรือเอวกระแทกกับพื้นหญ้าคงได้ช้ำไปหลายวัน
น่านน้ำรีบทรงตัวยืนตรงยกมือไหว้ขอบคุณคนอายุมากกว่าที่ช่วยเหลือเขาเอาไว้
“ขอบคุณที่ช่วยครับเฮียคินทร์”
คินทร์รับไหว้พร้อมยกยิ้มให้เด็กตรงหน้า ถ้าไม่เดินมาเจอป่านนี้คงได้เจ็บตัวไปแล้ว
ปกติเขากลับบ้านช้ากว่านี้ แต่วันนี้เสร็จงานเร็วเลยอยากกลับมาก่อน ทว่าที่บ้านกลับไม่มีใครอยู่สักคน มีแม่บ้านเดินเข้ามาบอกว่าน่านน้ำอยู่ที่สวนเขาจึงเดินมาดูแต่กลับไม่เจอคนมีเพียงสมุดวาดภาพกับอุปกรณ์ต่าง ๆ วางอยู่
เดินหามาเรื่อย ๆ จนเจอกับเด็กตัวเล็กที่พยายามชะเง้อมองอะไรสักอย่างบนต้นไม้ แต่พลาดท่าเกือบตกลงมา โชคดีที่เขาเข้าไปรับไว้ได้ทัน
“น่านมาทำอะไรอยู่ตรงนี้”
“พอดีน่านได้ยินเสียงนกร้องเลยเดินมาดู” เอ่ยตอบเสียงอ้อมแอ้ม เพราะกลัวว่าจะโดนดุ “บนนั้นมีรังนกอยู่”
“มีนกอยู่ในรังเหรอครับ”
“ครับ.. มีลูกนกตัวเล็ก ๆ สองตัว”
คนถามพยักหน้ารับเมื่อได้ฟังคำตอบ “ไม่เห็นต้องทำหน้าเหมือนกลัวเฮียขนาดนั้นเลย เฮียไม่ได้จะว่าอะไรสักหน่อย”
“...”
น่านน้ำก้มหน้างุดไม่กล้าที่จะสบตากับอีกฝ่าย ยิ่งถูกมองด้วยสายตาอ่อนโยนยิ่งทำตัวไม่ถูก รู้สึกคันยุบยิบอยู่ในใจ
“เฮียเห็นน่านวางสมุดวาดภาพไว้ที่สวน การบ้านหรือเปล่า หรือแค่ออกมาวาดรูปเล่น” คินทร์พยายามชวนน่านน้ำคุยก่อนอย่างเช่นทุกครั้ง เพราะหากรอให้เด็กคนนี้ชวนเขาคุยก่อนมีหวังคงไม่ได้คุยกัน
“การบ้านครับ”
“เดี๋ยวน่าจะกลับไปนั่งทำต่อหรือเปล่า”
“ครับ”
“เฮียขอไปนั่งด้วยได้ไหม”
“...”
“ถ้าไม่สะดวกก็ไม่เป็ไรนะ” เมื่อเห็นอีกคนนิ่งไปก็กลัวว่าจะอึดอัดหากเขาจะขอไปนั่งด้วย
“เปล่าครับ ถ้าเฮียอยากนั่งจะไปนั่งด้วยก็กันได้”
เด็กหนุ่มเอ่ยพูดเสียงเบาทว่ายังดังพอที่คนตรงหน้าจะได้ยิน คินทร์ยกยิ้มเอ็นดู ท่าทีนอบน้อมอ้อมแอ้ม กล้า ๆ กลัว ๆ ความจริงแล้วคินทร์ไม่จำเป็ต้องขออนุญาตเขาด้วยซ้ำ เพราะเ้าตัวเป็เ้าของบ้านจะไปตรงไหนนั่งตรงไหนก็ย่อมได้
ถึงจะอยู่ด้วยกันมาเดือนกว่าแล้ว แต่น่านน้ำก็ยังปิดกั้นตัวเอง กำแพงในใจของเด็กคนนี้สูงเกินกว่าจะก้าวข้ามไปได้ในคราเดียว
ลมพัดโชยมาเป็ระลอกสม่ำเสมอ พระอาทิตย์เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกใกล้จะตกดินในอีกไม่กี่นาทีนับจากนี้ เสียงดินสอขีดเขียนบนกระดาษดังคลอเคล้าไปกับเสียงเพลงเบา ๆ
คินทร์นั่งมองภาพที่อีกคนวาดอย่างเพลินตา ลอบชื่นชมฝีมืออยู่ในใจ ก่อนหน้านี้รับปากไว้ว่าตนจะนั่งเงียบ ๆ ไม่รบกวน เขาทำแบบนั้นจริง ๆ
นานนับชั่วโมงไม่มีบทสนทนาใด ๆ เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองคน ทว่าคินทร์ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็เพราะตัวเองเป็คนรักสงบอยู่แล้ว การที่ได้นั่งเงียบ ๆ มองอะไรเพลิน ๆ จึงไม่ใช่เื่งุ่นง่านอะไร
“พี่น่าน!” เสียงนุ่มยังไม่แตกหนุ่มของน้องเล็กของบ้านเรียกคนอายุมากกว่าดังลั่น พลางวิ่งพรวดเข้ามา เด็กอารมณ์ดีช่างพูดอย่างคีนรีบเอ่ยถามคำถามมากมาย พร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ “พี่น่านมาทำอะไรตรงนี้ แล้วนี่วาดอะไรอยู่ ขอดูหน่อยได้ไหม หือ! สวยมาก! พี่น่านสอนคีนวาดแบบนี้บ้างสิ แล้ว---”
น่านน้ำยกยิ้มบาง ๆ ให้คนที่พูดเจื้อยแจ้วอยู่ข้างกาย ก่อนที่คีนจะหุบปากฉับทั้งที่ยังพูดไม่ทันจบ
“คีน! พี่น่านทำงานอยู่เห็นหรือเปล่า” เสียงเข้มเอ่ยดุน้องชาย ครั้นเ้าตัววุ่นวายมากเกินไป
“โธ่! คีนก็แค่ขอดูเอง ทำไมเฮียต้องทำเสียงดุ”
“ต้องให้เฮียพูดซ้ำไหม” แม้ภายนอกคินทร์จะดูเป็คนอบอุ่นใจดีกับน้อง ๆ แต่ทว่าเป็เื่ที่จริงจังเ้าตัวก็เป็คนน่ากลัวมากคนหนึ่ง อาจจะเพราะเป็พี่ชายคนโต ถึงได้มีหลายมุมที่แสดงออกมา ทั้งยังต้องคอยเป็แบบอย่างให้น้องชาย ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถสอนน้องได้ว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร
“ไม่เป็ไรครับเฮียคินทร์ อย่าว่าน้องคีนเลย”
คนกลางอย่างน่านน้ำเอ่ยปากเข้าข้างเด็กชายวัยสิบสามปี ถึงยังไงเสียคีนก็ยังเด็ก แค่เข้ามาชวนคุยตามประสาไม่ได้เป็เื่ใหญ่อะไรมากมายสำหรับเขา
“พี่น่านของคีน” เด็กชายข้างกายเบะปากคล้ายจะร้องไห้พลางกอดแขนน่านน้ำเอาไว้แน่น ดีใจที่อีกคนเข้าใจและไม่ได้ต่อว่าตนเอง “เดี๋ยวนี้นะเฮียชอบดุคีน คีนจะยกพี่น่านเป็พี่ชายคนโปรดแทนเฮียคอยดูเถอะ”
“เราน่ะโดนตามใจจนเคยตัวถึงได้ดื้อแบบนี้ น่านก็อย่าไปตามใจคีนมากนัก”
คนถูกกล่าวหามุ่ยหน้าใส่พี่ชาย ก่อนจะหันกลับไปให้ความสนใจกับภาพวาดของน่านน้ำต่อ
แม้คีนจะอายุน้อยกว่าน่านน้ำถึงสามปีแต่ขนาดตัวกลับเท่ากัน เผลอ ๆ ตัวใหญ่กว่าด้วยซ้ำ อาจเป็เพราะน่านน้ำเป็เพศพิเศษถึงได้ตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้มราวเด็กผู้หญิง
หลังจากทุกอย่างกลับสู่ความสงบน่านน้ำได้วาดงานต่อนิดหน่อย ก่อนจะเก็บของเข้าบ้าน เพราะถึงเวลาทานมื้อเย็น
ทุกมื้อบนโต๊ะอาหารยังคงเหมือนเดิม ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาทานของตัวเองโดยไม่พูดไม่จากัน จะมีก็แต่คินทร์ที่คอยตักอาหารใส่จานให้น้องชาย รวมถึงน่านน้ำที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับตัวเอง
ทานข้าวเสร็จเด็กหนุ่มก็ช่วยพวกแม่บ้านยกจานไปเก็บ ทั้งยังช่วยล้างถ้วยล้างชาม แม้จะโดนห้ามเอาไว้ก็ไม่ฟัง พวกสาวใช้มองหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย กลัวเหลือเกินว่าสักวันจะโดนคุณหญิงคุณชายต่อว่าที่ปล่อยให้น่านน้ำมาทำอะไรแบบนี้
ร่างเล็กทอดน่องเดินมายังริมระเบียงห้องพร้อมอุปกรณ์วาดรูป องค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพเสร็จแล้ว เหลือแค่เก็บรายละเอียด เขาตั้งใจจะทำให้เสร็จก่อนจะไปอาบน้ำนอน พรุ่งนี้จะได้ลงสีอย่างเดียว
เวลาผ่านมาเกือบครึ่งชั่วโมงกับการจดจ่ออยู่กับการวาดภาพ เปลือกตาสีมุกค่อย ๆ ปิดลงเมื่อรู้สึกปวดตา ก่อนลืมตาขึ้นช้า ๆ ละสายตาออกจากแผ่นกระดาษ มองไปยังทิวทัศน์ด้านหน้าในเวลากลางคืน
ผืนฟ้ามืดสนิท ไร้ซึ่งดวงดาวประดับ จะมีก็แต่พระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ที่ท่อแสงอ่อนรอบ ๆ ตัวเอง ครั้นทอดมองอยู่ครู่หนึ่งความทรงจำหลาย ๆ อย่างกประเดประดังเข้ามาจนหลุดไปอยู่ในภวังค์
น่านคิดถึงคุณพ่อคุณแม่...
คิดถึง่เวลาเคยเกิดขึ้นและสูญเสียไป คิดถึงใบหน้าของบิดามารดาที่ตนมักเห็นอยู่เป็ประจำค่ำเช้าเข้านอน
ตอนนี้ย่างเข้าปีที่สองแล้วที่เขาได้สูญเสียบุคคลที่รักทั้งสองไป ไม่เคยมีสักวินาทีที่เขาลืมเลือนพวกท่าน
พลันความทรงจำที่เด่นชัดขึ้นมาตอกย้ำ าแในใจที่ยังไม่หายดีทำให้เขาเ็ปซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้ตัวอีกทีแก้มใสก็เปื้อนไปด้วยน้ำตาเสียแล้ว
เด็กหนุ่มรีบดึงสติยกมือขึ้นปาดน้ำตา เกรงว่ามันจะหยดลงบนงานวาดของตัวเอง
ถึงจะเสียใจที่ชีวิตต้องพบเจอเื่ราวแย่ ๆ แต่ตอนนี้ก็ดีกว่าตอนที่อยู่บ้านป้าษา.. อย่างน้อยก็ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวจนเกินไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอยู่หลายครั้ง เรียกสติคนที่กำลังคิดฟุ้งซ่านให้ลุกขึ้นมาเปิด
“เฮียเอานมอุ่นมาให้ ดื่มก่อนนอนจะได้นอนหลับสบาย”
เด็กหนุ่มหลุบตามองแก้วนมในถาดก่อนจะเงยหน้ามองคนตัวโต “ขอบคุณครับ”
คาดว่าก่อนมาถึงเขาน้องชายทั้งสองคนก็คงจะได้ดื่มกันแล้ว เพราะในถาดมีแก้วเปล่าเปรอะคราบนมอีกสองแก้ว
“เป็อะไรหรือเปล่า ทำไมตาแดง ๆ”
คนช่างสังเกตโน้มลงเอียงหน้ามองั์ตาของคนตัวเล็ก ที่ดูผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย
“น่านขยี้ตาน่ะครับ ไม่ได้เป็อะไร” เขาไม่อยากพูดความจริง เพราะไม่อยากให้ใครมองว่าตนเองอ่อนไหวกับเื่ในอดีต มันคงจะดูอ่อนแอในสายตาคนอื่น “ขอบคุณสำหรับนมครับ เดี๋ยวน่านดื่มหมดแล้วจะเอาแก้วไปเก็บเอง”
พูดจบก็ค้อมศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนจะกลับเข้าห้องปิดประตูล็อกกลอนทันที ไม่รอให้อีกคนได้พูดอะไรต่อ คินทร์ไม่ได้คิดจะเซ้าซี้อะไรมากมาย เพียงแค่เก็บความสงสัยเอาไว้
น่านน้ำเก็บอุปกรณ์วาดภาพมาไว้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ นั่งลงมองแก้วนมอุ่นครู่หนึ่งก่อนยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนลงมาชั้นล่างล้างแก้วเก็บไว้ที่เดิม
…
เด็กหนุ่มหน้าใสเดินเล่นอยู่ที่สวนอย่างเช่นทุกวัน หลังจากทานข้าวเช้าพร้อมคุณคนอื่น ๆ เสร็จก็ปลีกตัวออกมาทำการบ้านที่ค้างไว้จนเสร็จ วันนี้เป็อีกวันที่น่านน้ำต้องอยู่บ้านคนเดียว แม้จะมีสาวใช้หลายคนทว่าพวกหล่อนเป็หญิง เขาจึงไม่รู้ว่าควรพูดคุยด้วยเื่อะไร อีกอย่างทุกคนก็ดูจะเกร็ง ๆ เวลาอยู่กับเขา การเลือกออกมาอยู่ที่เงียบ ๆ คนเดียวแบบนี้เป็เื่ที่ชินไปแล้ว ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่เสียอีก
เ้าของบ้านอย่างคุณรังสรรค์ก็ออกไปทำงานที่บริษัทแม้วันนี้จะเป็วันอาทิตย์ก็ตาม ส่วนคุณหญิงกนกอรไปทำผมทำเล็บตามนัดของเพื่อน ๆ ลูกชายอีกสามคนก็แยกกันไปคนละทาง คนโตอย่างคินทร์ออกไปไหนไม่รู้ั้แ่เช้า ไม่ได้อยู่ทานข้าวพร้อมกันด้วยซ้ำ คนกลางอย่างเคนรายนั้นคงไปเล่นเกมบ้านเพื่อนอีกตามเคย และน้องเล็กมีนัดทำรายงานกับกลุ่มเพื่อน
คนไม่มีเพื่อนอย่างน่านน้ำก็ต้องอยู่บ้านถูกแล้ว ทั้งที่เข้าเรียนมาได้อาทิตย์กว่าเขายังไม่มีเพื่อนที่สามารถพูดคุยได้เลยสักคน อาจเป็เพราะเข้าเรียนช้ากว่าคนอื่น ๆ จึงสนิทกับคนอื่นได้ยาก เพราะคนอื่นมีกลุ่มที่สนิทกันหมดแล้ว
อีกอย่างน่านน้ำไม่ใช่คนช่างพูดอย่างเมื่อก่อน การจะเข้าหาใครก่อนจึงกลายเป็เื่ยากสำหรับเขา ไม่ใช่แค่คนอื่นที่ก้าวข้ามกำแพงมาหาเขาไม่ได้ เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ข้ามกำแพงความกลัวของตัวเองไม่ได้เหมือนกัน
มีหลายครั้งที่เขาได้ยินเพื่อน ๆ ในห้องจับกลุ่มซุบซิบนินทาเื่ที่เขาเข้ามาเรียนหลังจากปิดรับนักเรียนไปแล้ว คำพูดหนาหูที่กล่าวกันก็ไม่พ้นที่บอกว่าเขาเป็เด็กเส้น เพราะมีผู้ปกครองเป็คนใหญ่คนโต
ทั้งที่ได้ยินเต็มสองหูแต่กลับเถียงออกไปไม่ได้… ในเมื่อมันคือเื่จริง
คุณรังสรรค์เป็ผู้สนับสนุนรายใหญ่ของโรงเรียน ให้ทุนการศึกษานักเรียนทุกเทอม ไม่แปลกที่เด็ก ๆ จะรู้จักกันเป็อย่างดี ไหนจะรายการสัมภาษณ์ที่ได้ออกทีวีอยู่บ่อยครั้ง
ถึงเขาจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวนี้มาก่อน แต่ทว่าในตอนนี้กลายเป็เด็กที่อยู่ในการดูแลของทุกคนที่นี่
น้ำจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบเจอคำพูดมากมายจากปากของหลาย ๆ คน จะแก้ต่างให้ตัวเองก็ยากเกินไป..
“มานั่งอยู่คนเดียวอีกแล้วเหรอครับ” ลุงแช่มเอ่ยทักทันทีที่เจอเด็กคนนี้นั่งอยู่ที่เดิมทุกวัน แม้จะเป็เื่ชินตาแต่อดทักไม่ได้จริง ๆ
“ครับ ตรงนี้ร่มรื่นแล้วก็ลมพัดดีด้วยน่านเลยชอบมานั่งเล่น.. เหมือนตอนอยู่ที่บ้านเก่าของคุณพ่อคุณแม่”
เสียดายที่บ้านหลังนั้นถูกยึดไปแล้ว ทว่าความทรงจำที่เกิดขึ้นที่นั่นไม่ได้ถูกยึดไปด้วย ทุกอย่างยังเด่นชัดอยู่ทุกคราที่คิดถึง
“งั้นเรามาช่วยกันจัดดอกไม้ให้น่าอยู่เพิ่มขึ้นดีไหมครับ”
ลุงแช่มเห็นใบหน้าเศร้าหมองของเด็กคนนี้ก็รับรู้ได้ทันทีว่าคงผ่านเื่ทุกข์ใจมาไม่น้อย จึงเปลี่ยนเื่คุยชวนทำสวนอย่างที่เ้าตัวชอบอาสาช่วยอยู่บ่อยครั้ง ไหน ๆ ส่วนนี้ของบ้านคุณท่านทั้งสองมอบหน้าที่ให้เขาเป็คนดูแล และน่านน้ำชอบมานั่งเล่นอยู่คนเดียวบ่อย ๆ อย่างนั้นช่วยกันจัดแต่งอีกหน่อย เผื่อว่ามันจะน่าอยู่มากขึ้นจะได้ใช้เป็ที่พักพิงใจให้เด็กคนนี้ไม่มากก็น้อย
TBC.
#คำขอจากเฮียคินทร์