ฉันยังคงนั่งจมจ่อมอยู่กับความคิดบ้า ๆ และโชคชะตาแสนห่วยแตกของตัวเอง มือข้างหนึ่งประคองหลอดแก้วคอยคนก้อนน้ำแข็งในแก้วบลูมาร์การิต้าเดิมให้กระทบขอบแก้วส่งเสียงดังใส ๆ สลับกับเพลงแจ๊สที่จังหวะทุ้มต่ำและทวีความเซ็กซี่เร้าอารมณ์ขึ้นเรื่อย ๆ ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนก็ก้าวเข้ามาทาบทับพื้นที่เคาน์เตอร์บาร์เบื้องหน้า แสงไฟสีเหลืองนวลจากโคมไฟคริสตัลห้อยระย้าถูกบดบังไปกึ่งหนึ่ง กลิ่นหอมสะอาดของน้ำหอมผู้ชายราคาแพงระยับแนววู้ดดี้ผสมไม้สนซีดาร์และเปลือกส้มอบอุ่นโชยมาแตะจมูก มันช่างดูหรูหรา ลึกลับ และชวนให้รู้สึกวาบหวามปั่นป่วนในช่องท้องอย่างน่าประหลาดใจ
ฉันเงยใบหน้าหวานขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ก่อนจะลมหายใจสะดุดหยุดกึกไปวินาทีหนึ่งเต็ม ๆ เมื่อพบว่าคนที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้าคือผู้ชายที่หน้าตาดีจนเกือบหยุดหายใจ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สัดส่วนนายแบบไม่ต่ำกว่าร้อยแปดสิบห้าเิเ สวมเสื้อเชิ้ตสีดำสนิทปลดกระดุมบนสองเม็ด เผยแผงอกแกร่งตึงแน่นรำไรท้าทายสายตา ทับด้วยเสื้อสูทสากลสีเทาเข้มเนื้อดีที่มีการปักด้ายสีทองหรูหราเป็ลวดลายประณีตตรงขอบแขนเสื้อ ใบหน้าคมคายราวกับประติมากรรมกรีกชั้นยอด ั์ตาคู่คมกริบสีดำสนิทปานมหาสมุทรไร้ก้นบึ้งกำลังจับจ้องมองตรงมาที่ฉัน แววตาของเขาดูเหมือนจะมีไอความร้อนบางอย่างพวยพุ่งออกมาจนทำให้ผิวแก้มของฉันร้อนผ่าวแดงระเรื่อขึ้นมาดื้อ ๆ
*ผู้ชายอะไรจะหล่อขนาดนี้ หล่อวัวตายควายล้ม หล่อจนพระอาทิตย์ยังต้องหลบทางให้... แต่เดี๋ยว ทำไมสายตาของเขาที่จ้องฉันมันดูแปลก ๆ จ้องเหมือนเห็นเหยื่อหรือของเล่นที่อยากกลืนลงท้องรวดเดียวงั้นแหละ... หรือว่าบาร์หรูระดับนี้จะมีมิจฉาชีพหน้าตาดีมาล่าเหยื่อด้วย? ถ้าใช่จริงก็นับว่าตาถึงนะ เพราะฉันในตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือให้ปล้นนอกจากตัวเปล่า ๆ กับหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วละย่ะ!* เสียงในหัวของฉันเริ่มวิเคราะห์ฟุ้งซ่านอย่างตลกขบขันเพื่อกลบความตื่นเต้นในหัวใจ
จังหวะนั้นเอง แก้วค็อกเทลทรงสั้นแก้วใหม่เอี่ยมสีส้มสดใสราวกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง ตกแต่งด้วยเปลือกส้มม้วนเกลียวสวยและฟองโฟมละมุนหนานุ่ม้าสไลด์มาตามเคาน์เตอร์บาร์ไม้อย่างแ่เบา ก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้าฉันข้าง ๆ แก้วบลูมาร์การิต้าเดิมที่น้ำแข็งละลายจนเจือจางหมดแล้ว
"ยินดีต้อนรับสู่ The Midnight Room ครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ ทว่าทรงพลังสะกดใจดังขึ้นจากริมฝีปากหยักสวยได้รูปของเขา ชายหนุ่มแปลกหน้าขยับตัวนั่งลงบนเก้าอี้บาร์ตัวข้าง ๆ ฉันอย่างเงียบเชียบและสง่างาม ระยะห่างที่ลดลงกะทันหันบวกกับกลิ่นอายมาเฟียผู้น่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันทำให้ฉันเกร็งตัวตรงจนแผ่นหลังตึงไปหมด รู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับสิงโตเ้าป่าที่เดินเข้ามาดมกลิ่นเหยื่อ
"เอ่อ... คือฉันไม่ได้สั่งแก้วนี้นะคะ" ฉันรีบออกตัว ปฏิเสธแก้วเครื่องดื่มสีส้มนั้นทันทีด้วยความระวังตัวตามสัญชาตญาณผู้หญิงที่มาเที่ยวคนเดียวในสถานที่สลัวยามค่ำคืน
"ผมรู้ครับ พนักงานของผมสังเกตเห็นคุณนั่งมองแก้วน้ำแข็งละลายมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว" เขาเอ่ยพลางหมุนแก้วบรั่นดีในมือตัวเองช้า ๆ ั์ตาคู่คมกริบกวาดมองใบหน้าและริมฝีปากของฉันนิ่ง ราวกับเขากำลังอ่านความคิดทะลุเข้าไปในิญญาของฉัน "เครื่องดื่มแก้วแรกของคุณคงจะจืดชืดหมดรสชาติแล้ว ผมเลยให้บาร์เทนเดอร์ผสมแก้วนี้มาบริการ... ถือเป็เครื่องดื่มต้อนรับพิเศษสำหรับค่ำคืนนี้โดยเฉพาะ"
"ขอบคุณค่ะ แต่ฉันคงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ" ฉันขยับยิ้มบาง ๆ พยายามรักษามารยาทและความปลอดภัยของตัวเอง "ปกติฉันไม่รับเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่หล่อเกินมาตรฐานบาร์ทั่วไปแบบคุณ"
คิรินเลิกคิ้วหนาขึ้นเล็กน้อย แววตาคู่คมวับขึ้นคล้ายพึงใจในความดื้อดึงระวังตัวของฉัน "แก้วนี้ชื่อ 'ซันเซ็ตซาวเวอร์' รสชาติอมหวานซ่อนเปรี้ยวเด่นชัด และมีดีกรีแอลกอฮอล์ที่แรงกว่าแก้วสีฟ้านั่นพอสมควร... มันเหมาะสำหรับการดับความเศร้าในหัวใจที่กำลังลุกไหม้มากกว่าน้ำค็อกเทลละลายน้ำแก้วนั้นนะ" เขาขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ฉันอีกนิด กระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แ่เบาทว่าสั่นะเืทำเอาขนอ่อนที่ต้นคอของฉันลุกซู่ "และผมรับประกันว่ามันไม่มีพิษมีภัย... นอกจากจะช่วยทำให้คุณลืมความทุกข์ได้ชั่วคราว"
ฉันจ้องมองั์ตาคู่คมกริบของเขา สบตาข้ามแสงไฟสีน้ำเงินสลัว หัวใจในอกซ้ายเต้นผิดจังหวะไปอย่างรุนแรง ความอบอุ่นปนกลิ่นอายอันตรายของมาเฟียสะกดการต่อต้านของฉันจนหมดสิ้น บวกกับความรู้สึกเ็ปลึก ๆ ในใจเื่หนี้สินและคำบอกเลิกของกรแฟนเก่าที่กรีดแทงอยู่ตลอดเวลา ฉันอยากลืม... อยากหลุดพ้นจากความทรมานนี้ชั่วคราวอย่างที่เขาว่าจริง ๆ
สุดท้าย ฉันก็ยอมแพ้พยักหน้าเบา ๆ แล้วยื่นมืออันสั่นเทาไปประคองแก้วค็อกเทลสีส้มขอบอุ่นขึ้นมาจิบจิ๊ดหนึ่งเพื่อชิมรสชาติ
เอ๊ะ... อร่อยแฮะ! รสชาติของมันละมุนลิ้นมาก มีความเปรี้ยวอมหวานของน้ำส้มสดผสมกลิ่นหอมสมุนไพรอ่อน ๆ ดื่มง่ายกลมกล่อมแปลก ๆ ไม่เห็นจะแรงอย่างที่เขาโฆษณาตรงไหนเลยนี่นา...
และด้วยสภาวะสมองที่กำลังลนลานจากความมึนเก่าสะสม บวกกับความเพลินจนลืมตัว รู้ตัวอีกทีฉันก็เผลอยกแก้วกระดกซดรวดเดียวหมดแก้วดัง *อึก... อึก... อึก!*
คิรินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ถึงกับชะงักมือที่กำลังหมุนแก้วบรั่นดี แววตาคมกริบของเขาจ้องมองฉันตาค้างไปชั่วขณะ ส่วนฉันวางแก้วเปล่าสีส้มลงบนเคาน์เตอร์บาร์ดัง *ปัง!* ก่อนจะหลุดส่งเสียงเอิ๊กเบา ๆ ในคอออกมาอย่างลืมรักษาภาพลักษณ์ผู้ดี... ชิบหายแล้วเกล! แกเผลอกระดกเหล้าที่เขาเตือนว่าดีกรีแรงรวดเดียวหมดแก้วเหรอเนี่ย?!
และในเสี้ยววินาทีต่อมา ความร้อนผ่าวของแอลกอฮอล์ระดับเข้มข้นสูงก็พุ่งวาบซ่านลงสู่กระเพาะแล้วะเิตัวออกอย่างรุนแรงทันที! หัวของฉันหมุนติ้วเบาหวิวเหมือนลอยได้ ความรู้สึกเกร็งระวังภัยเมื่อครู่ละลายหายวับไปกับตาในพริบตาเดียว
"เป็ยังไงบ้างครับ?" ชายหนุ่มสูทเทาเอ่ยถาม แววตาคมสะท้อนประกายขบขันแกมเอ็นดูอย่างปิดไม่มิดที่เห็นฉันซดหมดแก้วในอึดใจ
"อื้อหือ... หวานเจี๊ยบ... เอ๊ย แรงดีค่ะ!" ฉันตอบเสียงยานครางเบา ๆ แก้มสองข้างร้อนวาบจนเดาได้เลยว่าคงแดงแจ๋เป็ลูกมะเขือเทศสุกแน่ ๆ "ขอบคุณสำหรับเครื่องดื่มต้อนรับที่หมดไวนะคะคุณคนแปลกหน้าสุดหล่อ"
ฉันหัวเราะคิกคักกับตัวเองเพราะความมึนเมาที่เริ่มเข้าครอบงำสติ ความอึดอัดใจและทิฐิทั้งหมดพังทลายลง ฉันหันเก้าอี้บาร์ไปหาเขาเต็มตัว เท้าคางมองใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของคนข้าง ๆ แล้วพูดจ้อระบายความเจ็บใจออกมาอย่างกักเก็บไม่อยู่เหมือนคนบ้าเขื่อนแตก
"รู้ไหมคะ... วันนี้เป็วันที่บัดซบและเฮงซวยที่สุดในชีวิตของฉันเลยล่ะคุณ" ฉันเบะปากบ่น แววตาสั่นระริกคลอเบ้าด้วยความโกรธแค้น "ฉันเพิ่งโดนแฟนที่คบมาสี่ปีหักหลัง... มันหลอกให้ฉันเซ็นชื่อกู้ร่วมคอนโดมิเนียมและเซ็นค้ำประกันหนี้สินธุรกิจส่งออกของมัน แล้วมันก็นอนกอดเงินก้อนสุดท้ายหนีไปกับชู้รัก ทิ้งหนี้สินร่วมห้าล้านสี่แสนบาทไว้ให้ฉันจ่ายคนเดียวเฉยเลย! ห้าล้านสี่แสนเลยนะคุณ! เงินตั้งขนาดนั้นพนักงานออฟฟิศอย่างฉันต้องทำงานอีกกี่สิบชาติกี่ร้อยปีถึงจะจ่ายหมดคะเนี่ย?"
ฉันยกมือขึ้นขยี้หัวตัวเองจนเส้นผมหลุดลุ่ยไม่เป็ทรง คิดตลกประชดประชันประชดชีวิตออกมาดัง ๆ "นี่ฉันยังคิดอยู่เลยนะคะว่าเอาอวัยวะข้างในไปขายทอดตลาดมืดดีไหมนะ ไตหนึ่งข้าง ปอดหนึ่งข้าง... เอ๊ะ แต่ถ้าขายไตสองข้างฉันก็ตายสิเนอะ แย่จัง แผนนี้ใช้ไม่ได้ผลซะด้วยสิ!"
คิรินนั่งฟังเงียบ ๆ เขาไม่พูดขัดจังหวะเลยแม้แต่คำเดียว มือเรียวยังคงหมุนแก้วบรั่นดีช้า ๆ ั์ตาสีดำสนิททอดมองดูท่าทางโกรธแค้น สับสน ปนตลกเพี้ยน ๆ ของฉันด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและดุดันจนฉันเผลอใจสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ แววตาของมาเฟียหนุ่มสะท้อนประกายบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก
"ห้าล้านสี่แสนบาท..." คิรินทวนตัวเลขนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความใแม้แต่น้อย ราวกับเงินจำนวนนั้นเป็เพียงเศษกระดาษที่ไร้ค่าในสายตาของเขา เขาโน้มใบหน้าคมคายเข้ามาใกล้จนฉันได้กลิ่นน้ำหอมและลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเด่นชัดขึ้น
"คุณคิดว่ามันเยอะงั้นเหรอ?" คิรินถามพลางเหยียดยิ้มบางเบาที่มุมปากอย่างนึกสนุกและนึกสมเพชแฟนเก่าของฉันในใจ "สำหรับผม... เงินห้าล้านบาทแลกกับการคัดเศษสวะและคนทรยศออกจากชีวิตคุณ ถือว่าเป็ค่าบทเรียนราคาแพงที่คุ้มค่ามากนะเกลิตา"
ฉันเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย รู้สึกชาวาบไปทั้งตัวเหมือนโดนสายไฟรั่วช็อตเข้าที่หัวใจ คำพูดของเขามันช่างเ็า แข็งกระด้าง ดิบเถื่อนตามวิถีคนมีอิทธิพล แต่กลับแฝงความจริงใจอันร้ายกาจที่ทำให้หัวใจที่เหี่ยวเฉาของฉันเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างรุนแรง แววตาดุดันและจริงจังของเขาที่จ้องมองมาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเป็ลูกแกะที่โดนสะกดด้วยมนต์ของหมาป่าจอมเ้าเล่ห์
"คุณ... รู้ชื่อจริงของฉันได้ยังไงคะ?" ฉันถามเสียงหลง พยายามประคองสติที่เหลืออันน้อยนิดถามออกไปเมื่อสังเกตว่าเขาเรียกชื่อจริงของฉันเต็มยศ ทั้งที่ฉันยังไม่ได้บอกชื่อเขาสักคำเดียว
คิรินไม่ตอบคำถามนั้น เขาละสายตาไปมองรอบ ๆ บาร์ที่บัดนี้เสียงดนตรีเริ่มเปลี่ยนจังหวะเร้าอารมณ์ดังขึ้น ผู้คนเริ่มหลั่งไหลเข้ามาจนบรรยากาศรอบข้างเริ่มส่งเสียงดังวุ่นวาย คิรินขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สูทตัวเทาเข้มสะบัดตามการเคลื่อนไหวอย่างสง่างามและมีมาด เขาโน้มตัวลงมาหาฉันจนระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่เิเ แววตาคมกริบสะกดจิตกระซิบแ่เบาข้างใบหูที่ร้อนผ่าวของฉัน
"ข้างล่างนี้คนเริ่มเยอะและเสียงดังเกินไปแล้ว..." คิรินยื่นมือหนาเรียวยาวสีผิวขาวตัดกับแสงไฟสีส้มอุ่นมาตรงหน้าฉัน "สนใจขึ้นไปดื่มในที่ที่เงียบกว่านี้และคุยต่อ้ากับผมไหมครับ?"
ฉันมองมือหนาของเขาที่ยื่นมารอรับสลับกับใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ดิบอันตรายของมาเฟียจอมบงการคนนี้ หัวใจในอกซ้ายของฉันกระหน่ำเต้นรัวแรงจนแทบจะกระดอนออกมาข้างนอก สมองที่ถูกฤทธิ์ค็อกเทล 'ซันเซ็ตซาวเวอร์' ครอบงำพยายามส่งเสียงเตือนว่าการเดินขึ้นห้องส่วนตัวกับผู้ชายแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันและรู้ชื่อจริงของเรามันอันตรายถึงชีวิต... แต่ความมึนเมา ความอ่อนแอทางอารมณ์ และแรงดึงดูดข้ามชาติภพที่ฉันไม่เข้าใจกลับควบคุมร่างกายของฉันไปก่อนสติสตัง
ฉันค่อย ๆ ยื่นมือเรียวเล็กอันสั่นเทาของตัวเองไปวางทับบนฝ่ามือหนาอันอุ่นร้อนและทรงพลังของคิรินอย่างยินยอมพร้อมใจ... ราวกับลูกแกะที่ก้าวเดินเข้าสู่กรงขังของหมาป่าอย่างเต็มใจ