ปรมาจารย์ไร้เดียงสา
บทที่ 15 งานเลี้ยงน้ำชา
มี่มี่ที่ได้รักษาต้าถงสำเร็จก็เริ่มมีผู้ป่วยคนอื่นยินยอมให้นางรักษาเพิ่มขึ้น แต่ส่วนมากเป็พวกที่อาการไม่หนักหนาสาหัสเท่าไรนัก แต่มี่มี่ไม่ได้เกี่ยงว่าผู้มาขอให้นางรักษาจะมีอาการร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง ขอเพียงมีคนยินยอมให้นางช่วยแค่นี้นางก็ดีใจมากแล้ว นางตั้งใจไว้ว่าจะทำงานเก็บเงินอีกสักสามเดือนค่อยเดินทางเข้าเมือง เพราะการเดินทางและใช้ชีวิตในเมืองต้องใช้เงินไม่น้อย จากที่องค์ชายสี่เคยบอกไว้ว่านางจะได้เงินเดือน 10 ตำลึงต่อเดือน หากนางมีเงินเก็บถึง 30 ตำลึงก็น่าจะไม่ลำบากมากนักที่จะเดินทางไปเมืองหลวงและพักอยู่ที่นั่น
"นี่ๆ เ้ารู้ไหม วันนี้มีผู้สูงศักดิ์เดินทางมาที่ค่ายเราเพิ่มอีกแล้วนะ"
"รู้สิ เื่ใหญ่ขนาดนี้ใครจะไม่รู้กัน"
เหล่าหมอและผู้ช่วยต่างซุบซิบกันขณะรักษาคนไข้ แม้แต่ทหารที่นอนป่วยยังพูดคุยเื่นี้กันไม่หยุด จนมี่มี่ที่ไม่ได้สนใจเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว แต่นางก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าใครมา นางจึงถามอี้เฉินขึ้นในความคิดว่า
'มาวมาว เ้ารู้ไหมว่าใครมา'
อี้เฉินตอนนี้อยู่นอกกำแพงนอนฟังเสียงในหัวตัวเองนับจำนวนบรรดาผู้ป่วยที่มี่มี่ช่วยรักษาอย่างมีความสุข แม้ในหนึ่งวันจะได้ราวๆ ห้าหรือหกคน แต่เขาก็ยังรู้สึกดีกว่าแต่ก่อนที่ไม่มีแม้แต่คนเดียว เมื่อเขาได้ยินคำถามของมี่มี่แทรกเข้ามาเขาก็เอ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า
'เ้าไปอยู่ที่ไหนมา เขารู้กันทั้งค่ายแล้วว่าองค์ชายห้ากับอ๋องเจ็ดมา'
'งั้นหรือ แล้วพวกเขามาทำอะไรกัน?'
'ข้าจะไปรู้ได้ไง'
กล่าวจบอี้เฉินก็ไม่สนใจจะตอบสิ่งใดอีก เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าสองคนนั้นมาทำอะไรที่นี่ มี่มี่ที่ได้ยินก็แบะปากนิดหนึ่งก่อนจะหันไปหาผู้ป่วยรายต่อไปที่้าให้นางช่วยรักษา วันนี้หมอใหญ่ลู่ที่หายป่วยได้กลับมาทำงานเป็วันแรก นับั้แ่ที่นางเข้ามาที่ห้องพักผู้ป่วย นางก็เพิ่งได้พบหมอใหญ่ลู่เป็ครั้งแรกเช่นกัน จะว่าพบเป็ครั้งแรกคงไม่ถูก เพราะนางเคยพบชายวัยกลางคนผู้นี้สองครั้งแล้วเพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาคือหมอใหญ่ของที่นี่
มี่มี่ได้แต่รู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่ไปรักษาหมอใหญ่ผู้นี้ หมอใหญ่ลู่ที่เห็นมี่มี่เข้าก็เอ่ยทักทายอย่างใจดีว่า
"ฮ่าๆ ขอบใจมากที่ช่วยเขียนเทียบยาให้ เ้าอยู่ที่นี่เป็อย่างไรบ้าง"
"ก็ดีเ้าค่ะ"
หลังจากนั้นมี่มี่ก็ได้เล่าเื่คนไข้คนแรกของนางในห้องพักผู้ป่วยแห่งนี้ให้หมอใหญ่ลู่ฟัง เขาเองก็รู้สึกแปลกใจมาก นางบอกว่าเป็การรักษาครั้งแรก แต่กลับทำได้ดีถึงเพียงนี้ แสดงว่าอาจารย์ของนางต้องสอนมาเป็อย่างดีแน่นอน เมื่อคุยกันจบต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง
จนเมื่อถึงเวลาพัก มี่มี่ก็เดินออกมาจากห้องพักผู้ป่วย มุ่งหน้าไปที่โรงครัว ระหว่างทางนางพบเข้ากับบุรุษสองคนที่เดินอยู่เบื้องหน้า ผู้หนึ่งคือองค์ชายสี่นี่นางรู้จัก แต่อีกคนที่นางไม่คุ้นหน้าเดินอยู่ข้างกัน เมื่อองค์ชายสี่หันมาเห็นมี่มี่เข้าก็กำลังจะเอ่ยคำทักทาย แต่กลับช้ากว่าบุรุษข้างกายเขาที่เอ่ยขึ้นมาก่อนว่า
"แม่นางน้อย เราเคยพบกันที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า"
องค์ชายสี่ที่ได้ยินคำถามของน้องชายก็หันไปมองด้วยความแปลกใจ ก่อนจะคิดในใจว่า มุกจีบสาวของเ้าช่างโบราณยิ่งนัก มี่มี่ที่ได้ฟังคำถามก็มีสีหน้าสงสัย ก่อนจะตอบออกไปว่า
"พบกันที่นี่ครั้งแรกนะเ้าคะ"
องค์ชายห้าที่ได้ยินคำตอบได้แต่หรี่ตาลงและมองไปที่แม่นางน้อยตรงหน้า เขารู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าจะพบนางมาก่อน แต่ไม่รู้ว่าเคยเจอที่ไหน หรือเขาอาจจะคิดไปเอง องค์ชายสี่ที่ตอนแรกคิดจะชวนมี่มี่ไปพร้อมกันก็หยุดชะงักเมื่อนึกถึงเื่ราวในมื้ออาหารครั้งก่อนหน้าที่เขาได้นั่งทานร่วมกับนาง ในตอนนั้นเขากลับรู้สึกว่าแม่นางน้อยผู้นี้ควรผันตัวเองไปเป็นักเล่าเื่มากกว่าเป็หมอเสียอีก เพราะเื่ที่นางเล่าทำให้เขาเห็นภาพอย่างกับตัวเองไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ สุดท้ายแม้ไม่ชวนไปโรงครัวพร้อมกัน ก็ยังต้องเดินไปทางเดียวกันอยู่ดี องค์ชายห้าที่รู้ว่ามี่มี่เป็หมอ ก็เหมือนพบสหายรู้ใจ พูดคุยเื่การรักษาโรคกันไปตลอดทาง จนองค์ชายสี่รู้สึกว่าตัวเองมายืนอยู่ผิดที่หรือเปล่ากันนะ
------------
ณ งานเลี้ยงในเมืองหลวง
วันนี้ในวังหลวงได้จัดให้มีงานเลี้ยงน้ำชา แม้จะบอกว่าเป็งานเลี้ยงน้ำชา แต่ใครจะไม่รู้บ้างว่ามันคืองานเลี้ยงดูตัวดีๆนี่เอง บรรดาฮูหยินทั้งหลายต่างพาบุตรหลานออกมาอวดโฉมความงามจนละลานตา วันนี้มีฮองเฮาเป็ประธานจัดงานเลี้ยง ยิ่งทำให้เหล่าบรรดาแเื่ตื่นเต้นเป็การใหญ่ เพราะมีองค์ชายอีกหลายคนที่ยังไม่มีชายาเป็ตัวเป็ตน
"นั่นใช่คุณหนูตระกูลจงหรือเปล่า เห็นว่าโดนไทเฮาลงโทษหนักเลยนี่นา ยังจะกล้ามาเดินในงานเลี้ยงอีกหรือนี่"
"น่าจะใช่นะ ได้ข่าวว่าถูกถอนหมั้นแล้วด้วย สงสัยคิดว่าเผื่อบังเอิญต้องตาคนใหญ่คนโตกระมัง"
ผู้คนในงานต่างกระซิบกระซาบถึงคุณหนูตระกูลจงเป็การใหญ่ นางคือจงหว่านเอ๋อ คุณหนูใหญ่ตระกูลจง ที่ก่อนหน้านี้ทำเื่ให้เป็ที่เคืองพระทัยของไทเฮาจนถูกสั่งลงโทษนานนับเดือน ตอนนี้นางพ้นจากการลงโทษแล้ว จึงได้ตามท่านย่าและมารดามาที่งานเลี้ยงแห่งนี้ นางที่ได้ยินเสียงนินทาได้แต่บิดผ้าเช็ดหน้าตัวเองไม่หยุดในมุมที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ก่อนจะเอ่ยกับมารดาขึ้นว่า
"ท่านแม่ จะให้ข้ามาทำไมก็ไม่รู้ ดูสิใครๆต่างก็พากันซุบซิบนินทาข้าไม่หยุดเลย"
"โถ่ลูกรัก ไม่แน่เ้าอาจจะต้องตาฮองเฮากลายเป็พระชายาขององค์ชายสักคนก็ได้นะ"
"เฮอะ เป็องค์ชายแล้วอย่างไรเ้าคะ ไม่รู้ว่าหน้าตาดีเท่าอ๋องเจ็ดไหม ว่าไปแล้วก็น่าโมโห ข้าออกจะงดงามปานนี้เหตุใดเขาถึงไม่สนใจข้ากัน"
"ได้ข่าวว่าองค์ชายแต่ละคนก็หล่อเหลาสง่างามไม่แพ้กัน ต้องเหมาะสมกับลูกแม่อยู่แล้วแน่ๆ"
"ก็ขอให้เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ"
สองแม่ลูกคุยกันจนเริ่มงาน วันนี้ฮองเฮามาพร้อมกับสวีกุ้ยเฟย พวกนางได้หารือกันแล้วว่าจะลองมองดูบุตรสาวตระกูลใหญ่ให้กับโอรสของตน โอรสของสวีกุ้ยเฟยคือองค์ชายสี่ ซึ่งตอนนี้อายุได้ 18 ปี แต่ยังไม่มีชายา เพราะความที่เขาชอบออกไปผจญภัย โดยเฉพาะทางเขตชายแดน ทำให้นางไม่มีเวลาให้โอรสได้มาเลือกดูสตรีที่ตนพึงใจ ทางด้านฮองเฮามีโอรสทั้งหมดสองคน คือองค์ชายรองและองค์ชายห้า โอรสคนโตของนางนั้นมีชายาเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ ที่ตอนนี้กำลังตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว ส่วนโอรสคนเล็กของนางปีนี้อายุได้18 ปี เท่าๆกับองค์ชายสี่ แต่เกิดช้ากว่า 2 เดือน ตอนนี้ยังไม่มีชายาเช่นกัน เพราะเขาชอบเรียนรู้ด้านการแพทย์และออกไปหาความรู้นอกวังอยู่บ่อยครั้ง อย่าว่าแต่พาเขามาดูตัวเลย ขนาดเรียกหายังแทบไม่พบ
เมื่อเริ่มงานได้มีการแสดงความสามารถของคุณหนูตระกูลต่างๆ มีคุณหนูจากหลากหลายตระกูลออกมาแสดงความสามารถ ฮองเฮากับสวีกุ้ยเฟยอีกทั้งยังมีฮูหยินใหญ่ตระกูลซูมานั่งร่วมสนทนากัน พวกนางทั้งสามเป็เพื่อนกันมาั้แ่เด็กจึงสนิทสนมกันราวกับพี่น้อง ฮองเฮาที่เห็นฮูหยินใหญ่ซูดูเหมือนจะให้ความสนใจการแสดงตรงหน้าเป็อย่างมากก็อดเอ่ยหยอกเย้าขึ้นไม่ได้ว่า
"เหลียนเหลียน เ้าสนใจคุณหนูบ้านใดมาเป็สะใภ้หรือ"
"ฮองเฮาทรงล้อหม่อมฉันเล่นแล้ว ลูกชายไม่เอาไหนวันๆเอาแต่ขลุกอยู่กับสหาย พอสหายไปชายแดนก็ดิ้นรนจะตามไปด้วย จนหม่อมฉันปวดหัวไปหมด ใครจะไปกล้าหาสตรีมาให้เขากัน หากไม่ถูกใจได้หนีไปอยู่ชายแดนไม่กลับบ้านเป็แน่เพคะ"
สวีกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดของสหายก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"หัวอกเดียวกับข้าเลย ดูลูกชายข้าสิ เป็องค์ชายดีๆไม่ชอบ อยากไปเป็แนวหน้าในสนามรบ ข้าล่ะเหนื่อยใจจริงๆ "
"ข้าเองก็ไม่ต่างกัน ลูกชายคนเล็กนี่ก็เหลือเกิน อยากแต่จะเรียนวิชาแพทย์จนสละสิทธิ์การคัดเลือกเป็รัชทายาท อีกทั้งยังบอกอีกว่าจะเลือกคู่ครองด้วยตัวเองเท่านั้น เฮ้อ"
ทั้งสามที่มีหัวอกเดียวกันต่างนั่งทอดถอนหายใจ จนสุดท้ายเหล่าคุณหนูที่ตั้งหน้าตั้งตาแสดงความสามารถต่างก็ต้องอกหักไปตามๆกัน เพราะทั้งสามเอาแต่นั่งคุยกันจนไม่ได้สนใจการแสดงอีกเลย
ปล.ฝากกดเลิฟ กดหัวใจ ฝากเพิ่มเข้าชั้นด้วยนะคะ ❤️❤️❤️