ตอนที่ 35 ใช้วิธีสกปรก
เรื่องที่ฉาจื่อส่งจดหมายแนะนำตัวเองกับเงินจำนวนหนึ่งไปที่จวนข้าหลวงได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และเพื่อนบ้านทุกคนต่างรอคอยดูเรื่องตลกของเขา
“ข้าว่าฉาจื่ออันคงเลอะเลือนไปแล้ว เงินตั้งหกตำลึงเอาไปทำอย่างอื่นได้มากมาย จะเอาไปเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์บ้าบอนี้ ราวกับว่าจะมีชื่อเสียงขึ้นมางั้นแหละ สิ้นเปลืองเงินเสียเปล่า ๆ”
“ได้ยินมาว่าภรรยาเขาสนับสนุนเขาอย่างมาก สองคนนี้คงบ้าไปแล้ว นั้นมันเงินตั้งหกตำลึงเชียวนะ เหตุใดพวกเขาถึงตัดใจใช้กันอย่างง่ายดาย”
“เฮอะ มีเงินไม่รู้เอาไปใช้ตรงไหนว่างั้น หากเป็นข้านะ ข้าจะไม่ใช้เงินส่วนนี้แน่นอน มีเงินก็ดีนะสิ จะได้ไม่ต้องอิจฉา”
“เช่นนั้นคงเสียสติไปแล้วแน่ งานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ ฉาจื่ออันคิดว่าตัวเองทำได้ทุกอย่างเพราะอ่านหนังสือมามากหรือ ถุย!”
เหยียนปี้ฮุ่ยเดินหูผึ่งฟังผู้คนรอบ ๆ คุยกันอยู่บนถนนหมู่บ้าน นางไม่ต้องไปไถ่ถามอะไร ก็เข้าใจเรื่องทุกอย่าง พลันแววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ รีบเดินกลับไปที่บ้านตนทันใด เมื่อเข้าไปในบ้าน ก็เห็นหัวหน้าหมู่บ้านวุ่นอยู่ในลานบ้าน นางจึงลากเขาเข้าไปในห้อง “เมื่อครู่ข้าได้ยินคนข้างนอกคุยกันเรื่องหนึ่ง เจ้าตามข้าเข้ามาก่อน”
หัวหน้าหมู่บ้านมุ่ยหน้าอย่างรำคาญ “ข้างนอกจะมีเรื่องอะไรได้อีก นอกซะจากว่าจะเป็นเรื่องสะใภ้สามของตระกูลฉา?” เขาพูดไปด้วยและถูกนางลากเข้าห้องไปด้วย
เหยียนปี้ฮุ่ยแสดงท่าทางทึ่งออกมา “เจ้ารู้ว่าเป็นเรื่องของตระกูลฉาด้วยรึ ฉาจื่ออันจะเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ เรื่องนี้ไม่รู้ว่าคุณชายรองจะรู้แล้วหรือไม่ ได้ยินว่าสองสามวันมานี้ฉาจื่ออันกักตัวฝึกฝนอยู่แต่ในบ้าน หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าในงานชมรมนี้เขาอาจดังขึ้นมาก็ได้ เจ้าต้องคิดหาวิธีให้ดี”
หัวหน้าหมู่บ้านขมวดคิ้ว หลุดตวาดออกมาอย่างทนไม่ไหว “เขาชอบแต่งกวีก็ให้เขาแต่งไป ชอบทำอะไรก็ให้ทำไป เจ้าจะไปยุ่งเรื่องของเขาทำไม ต่อให้เขาจะได้ที่หนึ่งก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา ในบ้านยังมีงานให้ทำมากมาย เจ้าหลบไปก่อนไป”
เหยียนปี้ฮุ่ยชอบนินทาเรื่องชาวบ้านคนอื่นลับหลังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว พอนานวันเข้าเขาก็คุ้นชินกับเรื่องนี้แล้ว วัน ๆ ไม่ทำอะไรเอาแต่ไปส่องบ้านนู้นทีบ้านนี้ทีและซุบซิบนินทากันก็เป็นเรื่องที่เห็นได้บ่อย
เหยียนปี้ฮุ่ยเห็นท่าทางไม่เป็นเดือดเป็นร้อนใจของเขาก็รู้สึกทั้งโมโหทั้งร้อนรน และด้วยความโมโห นางจึงบิดแขนเขาไปหนึ่งครั้ง “เหตุใดเจ้าถึงได้โง่เช่นนี้ หากฉาจื่ออันได้ที่หนึ่งขึ้นมาจริง และแย่งหน้าแย่งตาของคุณชายรองไป เมื่อถึงตอนนั้นคุณชายรองตำหนิลงมา และโกรธเคืองพวกเรา เรื่องนี้ใครจะรับผิดชอบ? มิสู้นำเรื่องนี้ไปบอกแก่คุณชายรองตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนจะจัดการอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของเขา จะสามารถได้ที่หนึ่งหรือไม่นั้นก็เรื่องของฉาจื่ออัน และต่อให้ฉาจื่ออันจะโชคไม่ดีได้ที่หนึ่งมา คุณชายรองจะโมโหแค่ไหนก็ไม่โทษเจ้าข้าหรอก”
หัวหน้าหมู่บ้านนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขาไม่ทันได้คิดว่าเรื่องนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณชายรอง หลังจากคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็คิดว่าคำพูดนี้ถูกต้อง หากคุณชายรองชนะก็นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก แต่หากคุณชายรองแพ้ขึ้นมาจากนั้นก็ตำหนิลงมา โกรธเคืองพวกเขาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้บทลงโทษแก่พวกเขาคงได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ก็มองเหยียนปี้ฮุ่ยสูงขึ้นไม่นึกเลยว่านางจะมีความคิดละเอียดรอบครอบเช่นนี้ “เรื่องนี้เจ้าพูดถูก ข้าต้องไปคุยกับคุณชายรองเดี๋ยวนี้เลย” เรื่องนี้จะช้าไม่ได้ เขาเอามือไพล่หลังเดินออกไปด้านนอก
อวี๋ซิ่งเหวินยังไม่รู้เรื่องนี้ เมื่อฟังหัวหน้าหมู่บ้านพูดก็หัวเราะเยาะเย้ยทันที “ฉาจื่ออันคิดจะเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์รึ? ฮา ฮา ครั้งก่อนเขียนกวีอยู่สองประโยคก็คิดว่าตัวเองมีความสามารถแล้ว ข้าว่าเขาไม่ได้ไปแต่งบทกวีหรอก เขาให้คนอื่นเขียนบทกวีขึ้นมาและส่งทอดต่อ ๆ ไป” น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหยียดหยาม
หัวหน้าหมู่บ้านลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเตือนขึ้นมาอย่างกลั้นไว้ไม่ไหว “ความสามารถอันน้อยนิดของฉาจื่ออันย่อมเทียบกับคุณชายรองที่มีความรู้ความสามารถไม่ได้หรอก ทว่าได้ยินว่าเขาจดจ่ออยู่กับการฝึกแต่งบทกวีในสองสามมานี้ ข้าน้อยคิดว่าแม้เขาจะเทียบคุณชายรองไม่ได้ แต่หากมีชื่อเสียงจากงานชุมนุมนี้ เราจะไม่เสียเปรียบเขารึ”
นัยน์ตาเขาสั่นระริก “อีกอย่างพวกเราขโมยบทกวีที่เขาทำขึ้นในไม่กี่วันก่อนมาได้ รอจนถึงวันงานเขาแต่งบทกวีออกมาไม่ได้ ทำเรื่องขายหน้าให้ผู้คนหัวเราะเยาะ มันไม่ส่าแกใจกว่ารึ” เขาพูดไปด้วยและยิ้มเย้ยหยันไปด้วย
อวี๋ซิ่งเหวินชังฉาจื่ออันมาก ทุกคนต่างรู้ดี เขาออกความเห็นให้แก่คุณชายรอง เมื่อถึงตอนนั้นฉาจื่ออันขายหน้าขึ้นมาจริง แล้วคุณชายรองพอใจขึ้นมาจะต้องไม่ลืมเขาแน่
ความแปลกใจแวบผ่านนัยน์ตาอวี๋ซิ่งเหวินไป
บ้านตระกูลฉา
หลิงซานฉิงเข้าห้องเพาะเลี้ยงยังไม่ออกมา ฉาจื่ออันก็อยู่ในห้องเตรียมบทกวี แม้ทั้งสองจะอยู่ชายคาเดียวกัน แต่ตลอดทั้งวันพบหน้ากันไม่กี่ครั้ง
ขนาดที่ว่ามีแขกเข้ามาพบ ก็มีเพียงสวีอิงเอ๋อร์เท่านั้นที่ออกมาต้อนรับ
แขกที่มาคือผู้ชายที่มีท่าทางเหมือนองครักษ์ และเหมือนรู้ว่าที่นี่เป็นบ้านของฉาจื่ออัน จึงเดินเข้ามาโดยไม่ถามสิ่งใดเลย
ทันใดนั้นก็มีคนเข้ามา แม้กระทั้งทักทายยังไม่พูดสักคำ หากไม่ใช่ว่าอิงเอ๋อร์เคยเห็นเหตุการณ์นี้มาบ้าง นางคงตกใจเขาไปแล้ว และหญิงสาวก้าวเข้าไปสองก้าวกล่าวต้อนรับทันที “คุณชาย ขอริอาจถามท่านคือ?”
องครักษ์กวาดมองดูรอบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “นี่คือบ้านเจ้ารึ? นี่ใช่บ้านฉาจื่ออันคุณชายฉาหรือไม่”
สวีอิงเอ๋อร์ส่ายหน้า แล้วพยักหน้า “ไม่ นี่ไม่ใช่บ้านข้า แต่เป็นบ้านของคุณชายฉานั้นถูกต้องแล้ว ขอริอาจถามท่านมีธุระอันใดกับคุณชายฉารึ?”
“ท่านข้าหลวง[1] ให้ข้ามาส่งเทียบเชิญ บอกว่าต้องส่งให้ถึงมือคุณชายฉา ตอนนี้คุณชายฉาอยู่ที่ใด ข้าต้องส่งให้ถึงมือเขา”
สวีอิงเอ๋อร์ชี้ไปที่ห้องห้องหนึ่ง องครักษ์พยักหน้ารับ ก่อนก้าวเดินและผลักประตูเข้าไป ฉาจื่ออันขมวดคิ้วเมื่อถูกคนรบกวน “บอกแล้วไม่ใช่รึว่าไม่ให้ผู้ใดมารบกวน เหตุใดเจ้า...”
ขณะพูดเขาก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นคนที่มาเป็นคนแปลกหน้า เสียงก็หยุดชะงักทันที “ท่านคือ...จริงสิเทียบเชิญงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์? ท่านคือคนที่มาส่งเทียบเชิญรึ? เชิญเขามา เชิญเขามา ขออภัยที่เสียมารยาท”
องครักษ์เหลือบมองกระดาษที่ถูกเขียนเต็มไปด้วยตัวอักษรบนโต๊ะเขียนหนังสือครู่หนึ่ง ก่อนกระแอมออกมาหนึ่งครั้ง “คุณชายฉาเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าได้รับคำสั่งให้มาส่งเทียบเชิญให้ท่านก็เท่านั้น แต่ตลอดทางที่เดินทางมา ข้าไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักหยด ไม่ทราบว่า...”
“มี มี มี เอาเทียบเชิญวางไว้ตรงนี้ก็ได้ ข้าจะไปรินน้ำมาให้” นี้เป็นหลักฐานที่ใช้เข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ พลาดนิดหน่อยไม่ได้เชียว แค่น้ำแก้วเดียวจะเป็นไรไป
หลังจากองครักษ์เห็นเขาลับจากห้องไปแล้ว ก็เดินเข้าไปที่โต๊ะหนังสือ
ฉาจื่ออันยกน้ำเข้ามา องครักษ์กลับไม่อยู่ในห้องแล้ว เขาเกาหัวครู่หนึ่ง “คนละ ไม่ใช่ว่ากระหายน้ำหรือ” เขาแอบเอ่ยเสียงเบา วางแก้วน้ำลงและรีบเข้าไปหยิบเทียบเชิญขึ้นมาแล้วถูไถไปมาที่ใบหน้า เขาชอบของสิ่งนี้มาก หลังจากนั้นเขาก็เปิดบัตรเชิญดู ตัวอักษรบนนั้นตราตรึงอยู่ในใจเขา
โดยเฉพาะประโยคเรียนเชิญฉาจื่ออันคุณชายฉาเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ในครั้งนี้ “ทำให้เขาชอบมากขึ้น นี้เป็นคุณสมบัติที่ทำให้เขามีสิทธิเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ ยิ่งไปกว่านั้นมันคือความคาดหวังของเขาในหลายปีมานี้”
ตอนนี้ เขาได้รับมันแล้ว ในที่สุดเขาก็สามารถเข้าร่วมงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ได้แล้ว
ฉาจื่ออันที่กำลังดีอกดีใจอยู่นั้นยังไม่รู้ว่ามีสิ่งใดกำลังรอเขาอยู่
เช้าตรู่วันงาน ฟ้ายังไม่สว่าง ฉาจื่ออันค้นตู้เสื้อผ้าไปมาโดยไม่สนใจว่าจะเสียงดังหรือไม่ หลังจากค้นไปมาเขาก็หาเสื้อผ้าที่ตัวเองพอใจไม่ได้
หลิงซานฉิงได้ยินเสียงกุกกักดังอยู่ข้างหูทำให้นางตื่นจนนอนไม่หลับ พลิกตัวกลับไปกลับมา จนสุดท้ายทนรำราญไม่ไหว จึงตะโกนเสียงดังออกไป “เจ้ารนหาที่ตายรึ เช้าขนาดนี้ไม่หลับไม่นอนเจ้าอยากขึ้นสวรรค์สินะ?”
มือฉาจื่ออันชะงัก เสื้อผ้าที่ถืออยู่ในมือร่วงลงกับพื้น ฟ้ายังไม่สว่าง เสียงตะคอกนี้ทำให้เขาตกใจไม่น้อย เขามองไปยังเตียง เห็นหลิงซานฉิงไม่ขยับใด ๆ เขาก็กลืนน้ำลาย หรือเขาจะหูแว่วไป?
ครั้งนี้เขาหุบปากไม่ส่งเสียง หลิงซานฉิงก็ระเบิดความโมโหออกมา “ทำไม ทำให้ข้าตื่นแล้วเจ้าก็เงียบรึ เช้าปานนี้เจ้าหาอะไรอยู่?”
ที่แท้ก็ไม่ได้หูแว่ว ฉาจื่ออันแอบบ่นพึมพำ กวาดมองเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ก็ทำหน้าบูดบึ้ง “วันนี้เป็นวันงานแล้ว ข้าต้องหาเสื้อผ้าที่เหมาะสม แต่ข้าหาแล้วหาอีกก็ไม่มีตัวไหนที่เหมาะสมเลย”
งานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์เป็นงานใหญ่ คงมีลูกเศรษฐีมากมายมาไม่น้อยแน่ หากเขาสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดา ยังไม่ทันได้ทำอะไรคงโดนดูถูกไปก่อนแล้ว เขากลัวว่าจะไม่มีสิทธิแม้แต่จะพูด
หลิงซานฉิงส่งเสียงตอบรับเป็นอันเข้าใจอย่างไม่ใส่ใจ “คนสำคัญอยู่ที่ภายในใช่ที่ภายนอก เจ้าสนใจอะไรมากมาย ต้องมีสักคนแหละที่มองเจ้าจากภายใน”
เมื่อฉาจื่ออันฟังคำโบราณ เขาก็ก้มหน้าตอบรับกลับมา “เจ้าไม่เข้าใจหรอก เจ้ารู้ได้ไงว่านั้นมีความรู้สึกอย่างไร หากไม่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันก็ไม่เข้าใจหรอก” น้ำเสียงเบาลงเรื่อย ๆ นี่คือจุดด้อยที่ทำให้เขาเชิดหน้าไม่ได้มากที่สุด ตัวเขาคิดว่าไม่ได้ยากไร้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขายากไร้มาก
“...เจ้าคนซื่อบื้อ” หลิงซานฉิงพูดเสียงเบา เจ้าคนซื่อบื้อนี่ รู้ทั้งรู้ว่านางมีเงิน และรู้ว่าตัวเองไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ เหตุใดไม่รู้จักมาขอเงินนาง?
เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่งก็คิดว่ากล่าวประโยคนี้ออกไปไม่ได้ หากกล่าวออกไป เขาต้องพูดตอกกลับมาว่า ‘ลูกผู้ชายอกสามซอกจะแบมือขอเงินจากผู้หญิงได้อย่างไร’ เมื่อฟังแวบแรกอาจรู้สึกถึงความจริงจังแต่แท้จริงแล้วคำพูดนั้นก็ไม่มีอะไรเลย
“โต๊ะเขียนหนังสือมีกล่องหนึ่งวางอยู่ เจ้าเดินไปหยิบเอง” ตอนที่พูดนางไม่ได้มองไปที่เขา แต่นอนหนุนหัวอยู่บนหมอน น้ำเสียงแฝงไปด้วยความงัวเงียที่ยังไม่ตื่นดี
ฉาจื่ออันพึมพำอะไรบางอย่าง จากนั้นก็มองไปที่โต๊ะหนังสือ ฟ้ายังไม่สว่างมาก และเพื่อความประหยัด เขาก็จุดเทียนเพียงแค่เล่มเดียว
มองแวบหนึ่งเขาเห็นไม่ชัด แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้แล้วเปิดกล่องออก ดวงตาเขาก็เปล่งประกาย “ซานฉิง นี่คือ...” เขาวางเทียนลง นำเสื้อคลุมยาวสีหยกในกล่องออกมา เนื้อผ้าชั้นดีพอลูบไปแล้วรู้สึกสบายและนุ่มมาก ข้างใต้ยังยังมีเสื้อซับในสีขาวดั่งพระจันทร์ แต่เสื้อซับในกลับเป็นผ้าเนื้อดี เมื่อทั้งสองสิ่งมารวมกัน แม้จะเป็นเดือนแรกของฤดูใบไม้ร่วง เมื่อสวมใส่ก็ไม่ทำให้รู้สึกหนาว ชุดด้านนอกใส่แล้วรู้สึกเย็นสบาย พอตอนเที่ยงวันก็ไม่ร้อนอะไร
นางเตรียมชุดนี้ไว้ให้เขารึ? เขาหยิบเสื้อตัวนอกขึ้นมาอย่างดีใจ ทาบลงกับตัวเพื่อมองอย่างละเอียด
แสงแรกแห่งอรุณสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างกระทบลงบนชุดสีหยกอย่างนุ่มนวล แต่บริเวณอื่นของห้องยังคงมืดอยู่ ในตอนที่อับแสงนี้ ราวกับว่าแสงนี้ไม่ได้สาดส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่าง แต่ส่องสว่างออกมาจากเสื้อผ้าชุดนี้
เขามีท่าทางตื่นเต้น ถือเสือผ้าและเดินไปอยู่ข้างเตียง มองหลิงซานฉิงที่เหมือนกึ่งหลับกึ่งตื่น พลางสูดหายใจเข้าลึก“”มีภรรยาเช่นนี้ สามีก็ไม่ต้องการสิ่งใดแล้ว ซานฉิง ขอบคุณเจ้ามาก ๆ เจ้าไปซื้อเสื้อชุดนี้มาตั้งแต่ตอนไหนรึ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าใส่ขนาดเท่าไหร่?”
[1] เรียกตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายบริหารในระดับจังหวัด