‘ หวังว่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวานคงจะเป็เพียงแค่ความฝัน’ เมธาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ
“คุณชาย...ไม่ใช่สิ คุณหนู ท่านตื่นพอดีเลย เดี๋ยวข้าจะพาท่านไปอาบน้ำนะเ้าคะ” เสี่ยวหยางที่ยืนอยู่ข้างเตียงคลี่ยิ้มให้คนบนเตียงอย่างเริงร่า
‘คงไม่ใช่ความฝันแล้วสินะ’ เมธาหรี่ตาลงด้วยความผิดหวังแล้วลุกขึ้นจากเตียง “ข้าอาบเองได้”
“งั้นข้าจะเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้ท่านนะเ้าคะ”
“อืม” เมธาหยิบผ้าขนหนูผืนสีขาวจากมือของเสี่ยวหยางแล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ
เมื่อเมธาถอดเสื้อคลุมสีแดงออกก็เผยให้เห็นชุดขาวที่ซ้อนด้านในมีอะไรบางอย่างยัดอยู่ตรงหน้าอกและสะโพกของเขา เมธาเคลื่อนมือเข้าไปให้สาบเสื้อของตนแล้วดึงก้อนกลม ๆ นั้นออกมาด้วยความสงสัย ปรากฏว่าสิ่งที่ทำให้หน้าอกของเขานูนขึ้นมาพร้อมกับสะโพกที่โด่งนั้นเกิดจากผ้าที่ม้วนกันเป็ก้อน
‘มิน่าเล่า ถึงได้รู้สึกหนักตัวทั้งด้านหน้าด้านหลังนัก’
เมธาถอดเสื้อผ้าออกจนร่างกายเปลือยเปล่าแล้วก้าวเดินลงไปแช่น้ำอุ่นในอ่างไม้ใหญ่ เมื่อผิวกายัักับน้ำอุ่นก็รู้สึกผ่อนคลายทันใด เขาตวัดน้ำลูบผิวไปทั่วกาย
พอเมธาเคลื่อนมือมาถึง่หน้าท้องของตน เขาก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ พร้อมกับเสียงท้องร้องโครกคราก
“อวี้ิได้กินอะไรมาบ้างไหมเนี่ย หน้าท้องถึงได้แบนราบขนาดนี้...จะว่าไปฉันก็ชักจะหิวข้าวซะแล้วสิ”
พอคิดได้เช่นนั้นในหัวของเมธาก็มีแต่เื่กินจนไม่มีกะจิตกะใจจะแช่น้ำอุ่นอันแสนสบายในอ่างต่อ เขาเสยผมที่เปียกชุ่มขึ้นพร้อมกับก้าวเท้าลงจากอ่างไม้ หยิบผ้าขนหนูมาโอบที่ส่วนล่างของตัวเองไว้แล้วเดินออกจากห้องน้ำ
เสี่ยวหยางที่ถือเสื้อผ้ารอเมธาอยู่หน้าห้องน้ำก็คลี่ยิ้มกล่าว “เดี๋ยวข้าจะแต่งตัวให้ท่านนะเ้าคะ”
เมื่อเสี่ยวหยางสวมชุดคลุมกระโปรงยาวสีส้มอ่อนให้เมธาเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็ผายมือเชิญให้เขาไปนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเสี่ยวหยางก็กล่าวขึ้นพร้อมกับคลี่ยิ้ม “เมื่อตอนที่ข้าและท่านอายุสิบขวบ ข้าคอยดูแลท่านในเื่พาท่านเดิน พาท่านอาบน้ำ และพาท่านทานข้าวมาตลอด จนบัดนี้ข้าและท่านอายุยี่สิบปีแล้ว อาการป่วยของท่านก็ดีขึ้น ข้าดีใจยิ่งนักเ้าค่ะ”
“อืม ที่ผ่านมาข้าต้องขอบคุณเ้ามากจริง ๆ ที่คอยดูแลข้าจนอาการป่วยของข้าดีขึ้น” เมธาคลี่ยิ้มเล็กน้อย
“ด้วยความยินดีเป็อย่างยิ่งเ้าค่ะ” เสี่ยวหยางหวีผมให้เมธาไปพักหนึ่งก่อนกล่าวเสียงเบา “คราแรกข้าคิดว่าท่านจะหนีออกไปจากที่นี่ได้เสียแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมธาก็หรี่ตาลง
‘คุณเสี่ยวหยางครับ ผมว่าการหนีหรือไม่หนีนั้นก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก เล่นไปตามน้ำคงจะดีกว่าครับ’ เมธาคิดในใจก่อนจะกล่าวน้ำเสียงเรียบ “เหวินจงไม่คิดจะทำอะไรข้าหรอก เช่นนั้นเ้าวางใจได้ ข้าจะเล่นเป็อวี้หลินอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ นี่แหละ”
เสี่ยวหยางติดดอกโบตั๋นสีแดงสดประดับผมเมธาแล้วคลี่ยิ้ม “เช่นนั้นข้าก็จะไม่หนีไปไหนเช่นกัน ข้าจะอยู่ที่นี่เป็เพื่อนท่าน”
“อืม ขอบใจเ้ามาก” เมธาคลี่ยิ้มให้นางเล็กน้อย
ไม่นานนักเสี่ยวหยางก็แต่งหน้าให้เมธาเสร็จเป็ที่เรียบร้อย ใบหน้าของเมธาถูกผัดแป้งจนขาวเนียนเป็ธรรมชาติ ริมฝีปากเรียวสวยถูกทาด้วยสีแดงอมส้ม แก้มทั้งสองข้างถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงชาดบาง ๆ นับว่ารูปโฉมของเมธาในตอนนี้งดงามราวกับหญิงสาวยิ่งนัก
เสี่ยวหยางหยิบผ้าที่ม้วนกันเป็ก้อนมาใส่ไว้ในเสื้อของเมธาพร้อมกับพูดเสียงเบา “เช้านี้ท่านต้องไปรับประทานอาหารเช้ากับคุณชายเหวินจง คุณหนูต้องเล่นให้สมบทบาทนะเ้าคะ”
“อะไรนะ! ทานข้าวเช้ากับเหวินจง นี่ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม!” เมธาร้องเสียงดังลั่นพร้อมกับคิดในใจ ‘เอาจริงดิ! ทั้งที่เมื่อคืนนี้โดนหมอนั่นว่าไปเสียยกใหญ่ขนาดนั้น จนคิดว่าจะได้อยู่ใครอยู่มันอย่างสงบ แต่ก็ยังมิวายจะได้เจอกันอีก’
“ท่านไม่ได้ฟังผิดไปเ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปที่ศาลาไม้แดงนะเ้าคะ”
“...อืม” เมธาขานรับโดยที่ไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก
ณ สวนหลังบ้าน มีต้นเหมยหลายต้นที่ออกดอกบานสะพรั่ง ตรงกลางสวนมีสะพานหินอ่อนข้ามสระน้ำใส ดอกปทุมสีขาวมากมายผลิดอกบานอยู่เต็มสระ ส่วนศาลาไม้สีแดงนั้นตั้งอยู่ถัดจากสะพานหินอ่อนไม่ไกลนัก
พอเมธาเดินมาถึงริมสะพาน เขาก็เห็นชายหนุ่มนามเหวินจงนั่งจิบชาอย่างสบายใจอยู่ในศาลาและกำลังมองมาที่เขาอยู่ ทำให้เมธากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากทันใด
‘ว่าแต่การเป็ผู้หญิงต้องทำยังไงบ้างล่ะ...ถ้าทำแบบพี่ปุ้งกี๋ก็น่าจะพอไหว’
เมื่อคิดได้อย่างนั้นเมธาก็จัดการยืดอกสะบัดผมยาวสลวยของตนไปหนึ่งทีพร้อมกับก้าวเท้าเดินส่ายสะโพกไปมาอย่างอ้อนแอ้น จนเหวินจงที่มองเมธามาั้แ่ต้นทาง พอเห็นท่าเดินอันแปลกประหลาดของเมธาแล้ว ก็พ่นน้ำชาออกมาทันใด
เหวินจงหยิบผ้าผืนเล็กขึ้นมาเช็ดปากตัวเองเบา ๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า “สะโพกของเ้าไปโดนอะไรเข้าล่ะ ถึงได้เดินเหมือนกับเป็ดเยี่ยงนั้น ฮึ น่าขันสิ้นดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมธาก็ยืนนิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไร เขามองไปที่ใบหน้าของเหวินจงครู่หนึ่งก่อนที่จะกัดฟันยิ้มอ่อนให้คนตรงหน้าเล็กน้อย ‘เ้าหมอนี่พูดขวานผ่าซากเสียจริง’ เมธาคิดในใจอย่างหมั่นไส้
“คุณหนูเชิญนั่งเ้าค่ะ” เสี่ยวหยางเรียกเมธาให้มานั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
เมื่อเมธานั่งลงบนเก้าอี้ เหล่าสาวใช้สามคนต่างก็พากันวางอาหารคาวแสนหรูหลายชามลงบนโต๊ะพร้อมทั้งจัดวางเป็ระเบียบอย่างสวยงาม
พอเมธาปรายตามองอาหารบนโต๊ะ แววตาของเขาก็พลันขุ่นมัวขึ้นมาทันใด เพราะแต่ละเมนูที่อยู่ตรงหน้าของเขาทุกอย่างนั้น...ล้วนแต่เป็อาหารรสจืด!! ไม่ว่าจะเป็ขาหมู แกงหมูตุ๋น ผัดหมูหวาน แกงจืด และอื่น ๆ ไม่มีพริกประดับอยู่ในชามแม้แต่เม็ดเดียว
เมธามองอาหารพวกนี้อยู่นานสองนานจนเหวินจงเริ่มตักอาหารเข้าปากโดยที่ไม่สนใจคนตรงหน้าตัวเอง
เมธานั่งทำใจไปได้สักพัก สายตาอันเฉียบคมของเขาก็ชำเลืองไปเห็นถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวสามถ้วยที่เหมือนจะใส่ผงเครื่องปรุงไว้วางอยู่บนโต๊ะริมศาลา ซึ่งหนึ่งในนั้นจะต้องมีผงพริกอย่างแน่นอน ทำให้เมธานึกความคิดที่จะจัดการกับอาหารมื้อแรกของตนออกทันใด
เมธายื่นมือไปสะกิดแขนเสี่ยวหยางที่ยืนอยู่ข้างเขาเบา ๆ พร้อมกับกวักมือให้นางเอนใบหน้าลงมาใกล้ตน
“เสี่ยวหยาง เ้าไปหยิบถ้วยพริกผงที่อยู่ตรงโต๊ะนั้นให้ข้าหน่อยได้หรือไม่” เมธากระซิบเสียงเบาพร้อมทั้งชี้นิ้วไปทางถ้วยกระเบื้องเคลือบที่วางอยู่บนโต๊ะเล็ก
“ได้เ้าค่ะ” เสี่ยวหยางพยักหน้ารับอย่างมึนงงแล้วเดินไปหยิบของให้เมธาตามคำสั่ง
พอเมธาได้ถ้วยพริกผงมาอยู่ในมือ เขาก็จัดการตักแกงหมูตุ๋นร้อนมาใส่ชามใบเล็กแล้วใช้ช้อนตักพริกผงลงไปในแกงหมูตุ๋นสองช้อนชาจนเหวินจงที่แอบมองพฤติกรรมของเมธาอยู่ตลอดนั้นเป็อันสำลักอาหารทันใด
“เป็ผู้หญิงแต่กลับกินของเผ็ด พิลึกคนเสียจริง” เหวินจงพึมพำเสียงต่ำ
“กินเผ็ดแล้วมันหนักหัวเ้าหรือไร” เมธากลั้นความโมโหไม่ไหวจึงบ่นภาษาไทยออกมาใส่เหวินจงอย่างเต็มปากเต็มคำจนเ้าตัวกะพริบตาปริบ ๆ มองเมธาด้วยความฉงน
“เมื่อกี้เ้าพูดว่าอะไร ข้าฟังไม่ทัน” เหวินจงถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงเรียบ อันที่จริงเหวินจงก็ฟังไม่ออกว่าเมธาพูดว่าอะไร เพียงแค่เนียนพูดว่าฟังไม่ทันเพื่อไม่ให้เป็การเสียภาพลักษณ์คุณชายในมาดสุขุม
“ไม่พูดเยอะ เจ็บคอเ้าค่ะ” เมธาดัดเสียงแหลมตอบคนตรงหน้าอย่างกำกวม แล้วตักน้ำซุปสีแดงแจ๋เข้าปากของตนพร้อมกับตักข้าวคำใหญ่เข้าปากเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาว
เมื่อเหวินจงได้ยินประโยคคำพูดแปลกประหลาดที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อนจากปากของเมธา เขาก็นั่งนิ่งพูดไม่ออกราวกับมีอะไรมาตันคอหอยก็มิปาน ทั้งแอบรู้สึกขนลุกในการกินอาหารที่รวดเร็วราวกับคนไม่ได้กินข้าวมาสามวันเบา ๆ
‧:❉:‧ .。.:*・❀●.。‧:❉:‧‧:.:*・❀●•.。‧:❉:‧
ภายในห้องโถงกว้าง ชายวัยกลางคนนั่งพูดคุยกันเสียงดังลั่นพร้อมกับยกจอกสุราดื่มกันอย่างสำราญ
“หนิงเฉิง ข้าไม่นึกเลยว่าเ้าจะกลับมาจากการส่งสินค้าทางตะวันตกภายในสามสัปดาห์ได้เร็วเช่นนี้”
“ฮ่า ๆ ข้าเดินเรืออยู่กับน้ำมานานหลายปีจนชำนาญเส้นทางเดินเรือเป็ธรรมดา ข้าจึงสามารถคุมการเดินเรือขนสินค้าไปได้รวดเร็วเยี่ยงม้าเร็วส่งสาร”
“ข้านับถือท่านจริง ๆ” เหวินฮ่วนคลี่ยิ้มพร้อมกับประสานมือคำนับไปทางหนิงเฉิง
เมื่อได้ยินคำกล่าวชมจากสหายหนิงเฉิงก็หัวเราะร่าเสียงดังลั่น แล้วหันหน้ามองไปยังลานหญ้าที่อยู่นอกหน้าต่าง “เมื่อสมัยที่หนิงลี่ลูกสาวข้าและเหวินจงลูกชายเ้ายังเด็กนั้น พวกเขาทั้งสองมักจะมาเล่นด้วยกันตรงนี้อยู่เสมอ ข้าและเ้าเห็นลูก ๆ เล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน จึงได้คุยเื่แต่งงานของหนิงลี่และเหวินจงไว้ ยามนี้พวกเขาก็โตกันเป็หนุ่มเป็สาวกันแล้ว วันเวลานี่ก็ช่างผ่านไปเร็วยิ่งนัก บัดนี้หนิงลี่ลูกสาวข้าก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว คงจะได้ฤกษ์งามยามดีที่หนิงลี่และเหวินจงจะได้แต่งงานกันแล้วกระมัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเหวินฮ่วนก็วางถ้วยสุราลงบนโต๊ะเบา ๆ ก่อนกล่าวน้ำเสียงสุขุม “หนิงเฉิง ข้าต้องขออภัยเ้าจริง ๆ ข้าลืมคำที่เราเคยกล่าวกันไว้ เพราะเ้าเป็คนที่ชอบกล่าวเล่นนัก ข้าจึงมิได้เก็บเื่แต่งงานระหว่างเหวินจงและหนิงลี่มาคิด ตอนนี้ลูกชายข้าแต่งงานครองเรือนได้สามวันแล้ว”
“...เ้าว่าอย่างไรนะ ลูกชายเ้าแต่งงานแล้วงั้นรึ แต่งกับหญิงสาวบ้านไหนกัน” หนิงเฉิงกล่าวอย่างกระอึกกระอักพร้อมกับยิ้มอย่างเก้อ ๆ
“ลูกชายข้าแต่งงานกับอวี้หลินลูกสาวของอวี้เทียน แต่น่าเสียดายนักที่ในวันก่อนแต่งงานของเหวินจง ข้าได้ไปเทียบเชิญเ้ามาร่วมพิธีแต่งงานของลูกข้า แต่เ้ากลับมิอยู่ในวันนั้น”
“ฮ่า ๆ น่าเสียดายจริง ๆ อย่างที่เ้าว่า ข้าพลาดงานมงคลเช่นนี้ไปได้อย่างไร คาดไม่ถึงเลยนะว่าลูกชายของเ้าจะได้แต่งงานกับลูกสาวของอวี้เทียนเ้าคนทรยศนั่น” หนิงเฉิงกล่าวเสียงต่ำพร้อมกับกล่าวเน้นเสียงหนัก่ประโยคหลัง
“หนิงเฉิง อย่างน้อยเื่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว อีกทั้งอวี้เทียนอาจไม่ใช่คนที่ขโมยเงินของข้าไป ข้าและอวี้เทียนอยากกลับมาเป็สหายกันเช่นเดิม จึงได้จัดงานแต่งของเหวินจงและอวี้หลินขึ้นเพื่อเป็การสานสัมพันธ์อันดี ล้างความบาดหมางระหว่างข้าและอวี้เทียนที่มีมานานนับสามปี”
“เป็เยี่ยงนี้นี่เอง ข้ายินดีให้คู่บ่าวสาวด้วยละกัน” หนิงเฉิงคลี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วประสานมือคำนับไปทางเหวินฮ่วน
“ขอบใจเ้ามาก” เหวินฮ่วนขานรับพร้อมกับประสานมือคำนับกลับ
หนิงเฉิงกลอกตาไปมาสามคราแล้วลูบเคราตัวเองก่อนกล่าวเสียงทุ้ม “เหวินฮ่วนสหายรัก วันพรุ่งนี้ข้าต้องเดินทางขนสินค้าไปอีกเมืองหนึ่งที่อยู่ทางใต้ไกลนับพันลี้ คงต้องใช้เวลาสักสามเดือนกว่าจะทำธุระให้เสร็จสิ้น”
หนิงเฉิงจิบสุราไปอึกหนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เส้นทางเดินเรือทางใต้นั้นอันตรายนัก ข้าจึงมิควรที่จะพาลูกข้าไปด้วย อีกทั้งหนิงลี่ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของข้าก็ไม่มีใครคอยดูแลนาง ถ้าหากข้าจะเดินทางไกลก็อดเป็ห่วงนางมิได้ หากข้าจะฝากหนิงลี่พักอยู่ที่บ้านเ้าให้เ้าช่วยดูแลนางเป็หูเป็ตาให้ข้าชั่วคราวจะได้หรือไม่”
เมื่อเห็นสีหน้าอันน่าเห็นใจของหนิงเฉิง เหวินฮ่วนก็พยักหน้าเบา ๆ “ได้อย่างแน่นอน ข้าจะให้คนรับใช้คอยดูแลนางเป็อย่างดีให้เหมือนกับว่านางได้อยู่ที่บ้านของตน”
‧:❉:‧ .。.:*・❀●.。‧:❉:‧‧:.:*・❀●•.。‧:❉:‧
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วแน่น เดินไปมาในห้องสี่เหลี่ยมกว้างพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
“ทั้งที่ข้าวางแผนขโมยเงินของเหวินฮ่วน ทั้งกล่าวหาว่าอวี้เทียนเป็คนทำ แม้ว่าพวกเขาจะเข้าใจผิดจนแตกคอกันแล้วก็ตาม แต่มินึกมิฝันว่าเหวินฮ่วนกับอวี้เทียนจะกลับมาคืนดีกัน! อวี้เทียน เ้าคนสวนธรรมดาจน ๆ นั่นไม่เหมาะที่จะเป็สหายข้ากับเหวินฮ่วนเลยสักนิด และที่สำคัญเหวินฮ่วนเห็นคำพูดเื่แต่งงานของลูกข้าเป็เื่เล่น แต่กลับให้เหวินจงแต่งงานกับลูกสาวของอวี้เทียน มันน่านัก!!”
“ท่านพ่อ ท่านว่าอย่างไรนะ?!! ท่านพี่เหวินจงแต่งงานกับนางอวี้หลินงั้นรึ?! กรี๊ดดดด!! ทั้งที่ข้าอุตส่าห์เสียแรงไปร่ำเรียนกู่เจิงจนนิ้วแทบด้าน เรียนปักผ้าจนมือแทบหงิก ทั้งต้องเรียนแต่งกลอนอันแสนน่าเบื่อ ข้าทนร่ำเรียนในเมืองที่อยู่ห่างไกลมานานนับหลายปีเพื่อเป็กุลสตรีที่เพียบพร้อมครองคู่อยู่กับท่านพี่เหวินจง แต่กลับมาแพ้อวี้หลินนางมารยาจน ๆ นั่นไปง่าย ๆ งั้นรึ!!” หญิงสาวในห้องกรีดร้องเสียงดังพร้อมกับกำผ้าในมือแน่น ดวงตาแดงก่ำ
“ลูกพ่อใจเย็น ๆ ก่อน เช็ดน้ำตาแล้วคลายคิ้วที่ขมวดออกเถิด อย่าให้ใบหน้างามของลูกต้องมีมลทินเพราะมัน หนิงลี่ จงฟังคำของพ่อไว้ ถ้าหากเ้าอยากได้ลูกไก่มาอยู่ในกำมือก็จงใจเย็นค่อย ๆ เล่นไปตามแผน อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเป็อันขาด ถ้าหากไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ต้องได้ด้วยกล”