บทที่ 30 อันหนานจื่อ
โรงตีเหล็ก
ช่างตีเหล็กเห็นหลี่ฉางอันแล้วใจกระตุกวูบ จากนั้นถามอย่างเสียไม่ได้
"วันนี้จะทำอะไรอีก"
หลี่ฉางอันหัวเราะเบา ๆ
"หม้อใบหนึ่ง ท่านลองดูหน่อยเถิด หม้อใบนี้ต้องใช้ทองเหลืองทำ"
ช่างตีเหล็กชำเลืองดูแบบ
"หม้อนี้ทำไมตรงกลางถึงกลวง ส่วนที่ยื่นขึ้นไป้าเอาไว้ทำอะไร"
"ปล่องควันเล็ก ๆ น่ะ"
"ทองเหลืองหรือ หรือจะใช้เหล็กดิบ"
"ใช้ทองเหลือง" หลี่ฉางอันกัดฟันตอบ เดิมทีคิดว่าใช้เหล็กดิบจะประหยัดเงินได้บ้าง แต่คิดอีกที หม้อไฟต้องเจาะตลาดระดับ ‘พรีเมียม’ ถึงอย่างไรรูปลักษณ์ก็ต้องดูดี
อีกอย่างก็คงแพงกว่าไม่กี่อีแปะหรอก
"แค่หม้อเล็ก ๆ นี้ ใช้แค่ขอบด้านนอกเท่านั้น ก็น่าสนใจดีนะ" ช่างตีเหล็กยิ้มพลางส่ายหน้า
หนุ่มคนนี้แต่ละครั้งที่มา มักจะนำอะไรแปลกใหม่มาให้ดูเสมอ
"เอาแค่อันเดียวหรือ"
หลี่ฉางอันสีหน้าสะดุดเล็กน้อย เม้มริมฝีปากแล้วตอบ
"ทำยี่สิบอัน สิบอันมีที่กั้น สิบอันไม่มีที่กั้น"
"ได้ พรุ่งนี้มารับ ห้าต้าเงิน" ช่างตีเหล็กถือแบบไว้ เรียกลูกมือทุกคนมารวมกันแล้วแจกงานให้แต่ละคน
"ตกลง พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาเอาหนึ่งใบก่อน ฝากเถ้าแก่ด้วย" หลี่ฉางอันหยิบแท่งเงินห้าต้าวางลง แล้วหมุนตัวจากไป
ที่บ้านยังมีอีกหลายเื่ที่ต้องทำ
เมื่อจะทำหม้อไฟ สูตรหัวเชื้อน้ำซุปก็ต้องมีปรับเปลี่ยน
ผงปรุงรสไก่ต้องใส่เพิ่ม พริกก็ต้องคั่วให้มากขึ้น น้ำซุปหม้อไฟ น้ำมันพริก น้ำซุปเห็ด และหม้อไฟหยินหยาง ต้องทำให้ครบทุกอย่าง
เถ้าแก่จางแค่บอกว่าให้ลองชิมรสชาติหม้อไฟดูก่อน ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนให้สถานสุราจางจี้เป็ร้านหม้อไฟ
แต่หลี่ฉางอันมั่นใจว่า หากได้ชิมหม้อไฟกับสุรากลั่นแล้ว ร้านหม้อไฟต้องเปิดได้แน่นอน
ร้านหม้อไฟร้านแรกในอำเภอรอบนอก ผสมผสานกับเหล้าขาวกลั่น ธุรกิจจะไม่รุ่งได้อย่างไร
การรวมตัวปิดล้อมที่หอจันทร์กระจ่างอยู่เื้ัครั้งนี้ ได้เปิดเผยจุดอ่อนของสุราสถานจางจี้ออกมาหมดแล้ว
พูดแบบชาติก่อน ก็คือปัญหาสินค้าซ้ำซากไม่มีความโดดเด่น
เมื่อตกอยู่ในสภาวะแบบนี้ ก็จะจมอยู่ในวงจรอุบาทว์ของาราคา หยุดไม่ได้เลย
หากอยากแก้ปัญหานี้ถึงรากถึงโคน ก็ต้องสร้างความแตกต่าง
หม้อไฟเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อให้พวกเขาอยากจะแข่งขันเื่ราคาก็ไม่มีที่ให้สู้ แม้แต่หัวเชื้อน้ำซุปหม่าล่าทั่งก็ยังทำไม่เป็ แล้วจะพูดถึงการทำหม้อไฟได้อย่างไร
และยังมีร้านอาหารและเหล้าอีกสิบสามร้านที่ตกลงกันได้ในวันนี้ จะช่วยดึงดูดไฟของฝ่ายตรงข้ามไปด้วย
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความเสี่ยงได้ลดลงต่ำที่สุดแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้าน
หลิ่วจืออินรีบเข้ามาต้อนรับ
"น้องรอง เป็อย่างไรบ้าง ทำธุระเสร็จเรียบร้อยแล้ว กินข้าวมาหรือยัง"
เมื่อเห็นหลิ่วจืออิน หัวใจของหลี่ฉางอันก็สงบลงทันที
มาถึงโลกนี้ได้เพียงสิบกว่าวัน ผู้ที่มีศักดิ์เป็พี่สะใภ้ของเขาคนนี้ได้มอบความอบอุ่นให้บ้านเหลือเกิน
เมื่อเห็นหลี่ฉางอันกลับมาอย่างปลอดภัย ใบหน้าของหลิ่วจืออินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็ประกายเหมือนดวงจันทร์บนท้องฟ้า ทำให้หลี่ฉางอันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
"ข้ากินแล้ว ้าให้ข้าทำอาหารให้เ้าเพิ่มไหม" นางถาม
"อุ่นหมั่นโถวสักสองชิ้นก็พอ"
หลี่ฉางอันลูบท้องของตน ก่อนจะเดินตามหลิ่วจืออินเข้าไปในครัว
"พรุ่งนี้ข้าจะทำของอร่อยให้พี่สะใภ้"
"ของอร่อยอะไร"
"เป็ความลับ"
"น้องรอง ไม่ได้บอกท่านไปครั้งก่อนแล้วหรือว่าไม่ให้ปิดบังข้าอีก"
"ข้าอยากทำให้พี่สะใภ้ประหลาดใจ ไม่ได้หรือ”
"ก็ได้ แต่ถ้ามันไม่อร่อย ข้าจะต้องสั่งสอนท่านเสียหน่อย"
มุมปากของหลิ่วจืออินโค้งขึ้นด้วยความดีใจอย่างไม่รู้ตัว
หลี่ฉางอันรีบยกมือยอมแพ้
"ข้าเข้าใจแล้วพี่สะใภ้ พรุ่งนี้ข้ายังต้องนำเหล้าหม้อแรกและเหล้ากลั่นหม้อสองไปด้วย รับรองว่าจะทำให้เถ้าแก่จางและอาจารย์กู้น้ำลายไหลแน่นอน"
"อาจารย์กู้เหรอ!" หลิ่วจืออินอุทานด้วยความใ "เ้าสนิทกับอาจารย์กู้แล้วหรือ"
"อาจารย์กู้สนิทกับเถ้าแก่จาง ข้าไปส่งเหล้าบ่อย ๆ พอได้พบปะก็ได้พูดคุยกันมากไปด้วย" หลี่ฉางอันตอบตามตรง
"แต่สองวันนี้ไม่รู้ว่าอาจารย์กู้เป็อะไร ได้ยินเถ้าแก่จางบอกว่าอยู่แต่ในสถานศึกษาอำเภอ ไม่ออกมาเลย หวังว่าพรุ่งนี้จะได้พบเขานะ"
"อาจารย์กู้เป็คนมีความรู้มาก ถ้าเ้าได้เรียนกับอาจารย์กู้ จะต้องได้รับประโยชน์แน่นอน"
หลี่ฉางอันหยิบหมั่นโถวที่อุ่นแล้ว ฉีกชิ้นหนึ่งเข้าปากก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม
"ข้ารู้แล้ว"
ในเวลาเดียวกัน อาจารย์กู้ที่หลี่ฉางอันพูดถึงอยู่นั้น กำลังต้อนรับแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนหนึ่ง
"อาจารย์กู้ หรือควรเรียกว่ารัฐมนตรีกู้"
ผู้มาเยือนสวมชุดไหมสีขาว ทุกที่เคลื่อนกายผ่านเหมือนมีน้ำค้างแข็งเกาะ
คางเชิดขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าประณีตงดงาม ใบหน้าที่เ้าเสน่ห์เหมือนจิ้งจอก กลับแสดงความเ็าและความงดงามอย่างล้ำเลิศ บนใบหน้ามีรอยยิ้ม แต่กลับทำให้คนรู้สึกหนาวเย็นโดยไม่ทราบสาเหตุ
"ทายาทตระกูลอัน?" อาจารย์กู้สีหน้าไม่ดี เส้นผมที่เคยเรียบร้อยก็ดูยุ่งเหยิง
"ศิลปะการปิดผนึกใช้ไม่ได้แล้วหรือ ไม่คิดว่าตระกูลอันรุ่นนี้ จะร่างน้ำแข็งที่น่าใเช่นนี้ นับว่าหายากยิ่งนัก"
"อันหนานจื่อจากตระกูลอัน ขอคารวะท่านขุนนางกู้" คุณหนูชุดขาวในที่สุดก็โค้งคำนับให้
อาจารย์กู้โบกมือ
"เข้ามาเถอะ ไม่ต้องเรียกว่าขุนนางกู้แล้ว ทุกวันนี้ข้ากู้เว่ยเต้าก็แค่คนแก่ธรรมดา ได้แต่สอนหนังสืออยู่ในอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้เท่านั้น ไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่อันมาที่นี่ มีเื่อะไรจะชี้แนะ"
อันหนานจื่อมองกู้เว่ยเต้า
"คัมภีร์อักขระปฐมกาล หากไม่ใช่เพราะคัมภีร์อักขระปฐมกาลกระตุ้นให้อักขระของข้าสั่นไหว ศิลปะผนึกบนตัวข้าก็คงไม่แตกสลาย ท่านขุนนางกู้น่าจะสังเกตเห็นแล้วใช่หรือไม่"
กู้เว่ยเต้ายังคงสีหน้าไม่เปลี่ยน รินชาให้อันหนานจื่อด้วยท่าทีสบาย ๆ
"แม้ข้าผู้เฒ่าอักขระจะแตกสลายแล้ว แต่ก็รับรู้ได้ถึงคัมภีร์อักขระปฐมกาลจริง ๆ แต่การจะหาคัมภีร์อักขระปฐมกาล น่าจะเป็เื่ง่ายสำหรับคุณหนูใหญ่อันมากกว่าข้าผู้เฒ่า ยามเฝ้าชุดสีเทาของตระกูลอันก็มาถึงอำเภอนี้แล้วไม่ใช่หรือ ทำไมยังหาไม่พบเล่า"
"ท่านขุนนางกู้ช่างถามในสิ่งที่ท่านรู้คำตอบอยู่แล้ว สิ่งที่สามารถขัดขวางการตรวจสอบของเข็มทิศเซิงเหวินได้ ก็ต้องเป็วรรณสมบัติที่สลักลายวรรณจารึกศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นที่ปกป้องอยู่ หรือไม่ก็เป็เพราะคัมภีร์อักขระปฐมกาลยังไม่ได้ก่อรูปอย่างสมบูรณ์"
อันหนานจื่อใช้ดวงตาเ็ามองมาที่กู้เว่ยเต้า อุณหภูมิในห้องดูเหมือนจะลดลงไปอีกสองสามส่วน
"ข้า้ารายชื่อของผู้มีอักขระในอำเภอนี้ รวมถึงรายชื่อผู้สอบที่ลงทะเบียนไว้แต่ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนอำเภอด้วย"
กู่เว่ยเต้าจิบชา อดไม่ได้ที่จะยิ้มพลางส่ายหน้า
"แม้ว่าคัมภีร์อักขระปฐมกาลตอนที่ก่อรูปสมบูรณ์จะสามารถถูกตรวจสอบได้เพียงหนึ่งเดือน แต่คุณหนูใหญ่อันไม่ได้รีบร้อนเกินไปหรือ คัมภีร์อักขระปฐมกาลแม้จะหายาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมี แทนที่จะจับตาดูคัมภีร์อักขระปฐมกาลที่ยังไม่ได้เติบโต ทำไมไม่ไปแย่งชิงคัมภีร์อักขระปฐมกาลที่ใกล้จะสมบูรณ์แล้วล่ะ หรือว่าตระกูลอันชอบรังแกคนอ่อนแอ แต่กลัวคนแข็งแกร่ง"
พูดถึงตรงนี้ กู่เว่ยเต้ามองอันหนานจื่อด้วยสายตาที่สงบนิ่ง
อันหนานจื่อหรี่ตาเล็กน้อย ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ท่าทางเหมือนไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ แม้แต่คำเรียกขานก็เปลี่ยนไป
"ท่านกู้ สั่งสอนเกินไปแล้ว"
กู้เว่ยเต้าพูดเรียบ ๆ
"การสืบทอดอักขระ ตามธรรมดาทุกครั้งที่ส่งต่อไปหนึ่งรุ่น จะลดลงหนึ่งระดับ และไม่มีวันที่จะทะลุข้อจำกัดได้ สุดท้ายก็กลายเป็สามัญธรรมดา แม้แต่อักขระศักดิ์สิทธิ์ของเหล่าเทพเ้าก็เป็เช่นนั้น มีเพียงคัมภีร์อักขระปฐมกาลเท่านั้น ไม่ว่าจะสืบทอดไปกี่รุ่นก็ไม่ลดระดับ สามารถหล่อหลอมตระกูลที่ไม่พ่ายแพ้นับร้อยรุ่น"
"น่าเสียดายที่คัมภีร์อักขระปฐมกาลปรากฏขึ้นปีละหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น แต่ที่เติบโตจนโตเต็มที่มีน้อยมาก ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
คุณหนูใหญ่อันคงรู้ดีว่า อักขระปฐมกาลที่ตายไปก่อนวัยเหล่านี้ ล้วนเป็เพราะการกระทำของพวกเ้าที่ทำให้เกิดเหตุทั้งสิ้นไม่ใช่หรือ"
ใบหน้างดงามเ็าของอันหนานจื่อดูเหมือนจะมีม่านบาง ๆ คลุมไว้ น้ำแข็งเริ่มแผ่ขยายออกไปจากใต้เท้าของนาง
"ท่านอาจารย์กู้ จริง ๆ แล้วท่านจะไม่ให้รายชื่อแก่ข้า?"
"ขออภัย ข้าทำตามไม่ได้" กู้เว่ยเต้าโบกมือ "คุณหนูใหญ่อันตามสบาย ข้าผู้เฒ่าขอไม่ส่ง"
อันหนานจื่อเขม้นมองกู้เว่ยเต้าแล้วแค่นหัวเราะ หันหลังเดินจากไป
กู้เว่ยเต้ามองกาน้ำชาที่เป็น้ำค้างแข็งบนโต๊ะ ยิ้มพลางส่ายหน้า
"คุณหนูใหญ่ตระกูลอันผู้นี้..."
ระหว่างที่พูดกับตัวเอง กู้เว่ยเต้าลุกขึ้นเปิดประตู
“พรุ่งนี้จะต้องไปดูที่ร้านสุราสักหน่อย..."
…
อันหนานจื่อกลับมาที่โรงเตี๊ยมหมื่นหอม นางโกรธจนเท้าเล็ก ๆ กระทืบพื้นไม่หยุด ไม่เหลือเค้าโฉมอันสง่างามเ็าเช่นเมื่อครู่อีกต่อไป แต่กลับดูเหมือนเป็สาวน้อยข้างบ้านที่โมโหราวกับลูกกวางน้อย
"คุณหนู อย่าโกรธไปเลย ตาเฒ่าคนนั้นอักขระก็แตกสลายไปแล้ว ท่านอย่าได้ทำให้ตัวเองเจ็บป่วยเพราะความโกรธเลย ไม่คุ้มค่าหรอก ศาสตร์การปิดผนึกก็ใกล้จะหมดประสิทธิภาพแล้ว ท่านต้องรีบกลับไปให้ผู้าุโในตระกูลจัดวางศาสตร์ปิดผนึกชั้นใหม่" ชุ่ยเยว่พยายามปลอบ
"ถ้าไม่หาคัมภีร์อักขระปฐมกาลนั่นให้เจอ ข้าไม่มีวันยอม" อันหนานจื่อทิ้งตัวลงบนเก้าอี้
ชุ่ยเยว่แลบลิ้นเล็ก ๆ สีชมพูน่ารักออกมา
"คุณหนูกำลังกังวลเื่การหมั้นหมายกับจวนตั๋งกั๋วกงใช่ไหม ถึงได้อยากหาคัมภีร์อักขระปฐมกาล เพื่อที่จะได้ฝึกฝนสามีในอนาคต แล้วสุดท้ายก็แต่งตัวเองไปให้เขา"
ป้าบ!
อันหนานจื่อโกรธจนถลึงตามองอีกฝ่าย หยิบพัดออกมาเคาะที่หน้าผากชุ่ยเยว่
"พูดอะไรเหลวไหล อยากโดนตีหรือไง! ข้าเกือบจะอัดอั้นตายแล้ว รีบมานวดไหล่ให้ข้าหน่อย เมื่อครู่ต้องเชิดคอตรง ๆ ออกแรงที่ไหล่มากไป รู้สึกไม่สบายตัว เื่ยุ่งยากที่สุดคือต้องไปติดต่อกับคนนอกนี่แหละ"
"ทราบแล้วค่ะ คุณหนูของข้า" ชุ่ยเยว่ยิ้มอย่างเอ็นดู เลิกม่านลูกปัดขึ้น เดินไปข้างหลังอันหนานจื่อ แล้วเริ่มนวดคลึงเบา ๆ "พูดถึงเื่นี้ หากนักปราชญ์ที่มีคัมภีร์อักขระปฐมกาลนั่นมีรูปโฉมงดงาม คุณหนูก็น่าจะพิจารณาไม่ใช่หรือ"
"เยี่ยมมากชุ่ยเยว่ เ้ากล้าล้อเล่นกับข้าหรือ หรือว่าเ้าเป็คนอยากหาสามีกันแน่"
อันหนานจื่อพลันยื่นมือขาวราวหยกออกไปจั๊กจี้ชุ่ยเยว่
ชุ่ยเยว่เพิ่งจะขยับตัว แต่ก็ถูกคำสั่ง ‘ห้ามขยับ!’ ทำให้นิ่งอยู่กับที่
ใบหน้าสวยพลันกลายเป็สีชมพูระเรื่อ นางโอดครวญเบา ๆ
"คุณ… คุณหนู ข้าน้อยผิดไปแล้ว..."