ช่วงเวลาที่เฉียวซงอยู่บ้านช่างสั้นยิ่งนักแม้จะบอกว่าหยุดพักสองวัน แต่หักเวลาไปกลับแล้วเขามีเวลาอยู่บ้านเพียงหนึ่งวันเท่านั้น
เวลาที่เขาต้องจากบ้านไปใกล้เข้ามาแล้ว พื้นที่ที่เขาไถปรับดินให้น้องสาวมีประมาณครึ่งที่ถูกน้องสาวปลูกบางสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไรลงไปแล้วซึ่งเวลานี้มีต้นอ่อนจำนวนหนึ่งงอกออกมาแล้ว ทำให้เป็นสีเขียวไปทั้งพื้นดิน
“พี่ใหญ่ เรื่องในบ้านท่านไม่ต้องห่วงท่านเตรียมสอบอย่างสบายใจก็พอแล้ว” เฉียวซีช่วยเฉียวซงจัดของไปพลางกำชับเขาไปพลาง
“อืม น้องรองไม่ต้องใส่มันเข้าไปแล้วพอแล้ว”นางตั้งใจจะให้เขานำทุกสิ่งในบ้านที่พอจะนำติดตัวไปด้วยได้ติดตัวไปด้วยทั้งหมดจริงๆหรือ มันจะไม่เกินไปหรือ
“ไม่มากหรอก ท่านไม่กลับมาตั้งหนึ่งเดือน”เฉียวซีไม่รู้สึกว่าของเหล่านี้เยอะแต่อย่างใด นางรู้สึกว่ายังน้อยเกินไปอยู่
“น้องรองเจ้าจำต้องพิจารณาสักหน่อยว่าพี่ใหญ่ของเจ้าจะสามารถแบกไปได้หรือไม่”ต้องแบกของมากถึงเพียงนี้เดินทางไปไกลแสนไกล ทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย แต่นี่ช่างเป็นการเหนื่อยใจที่หอมหวานเสียจริง
“ทำไมจะแบกไปไม่ได้เล่าข้าบอกกับท่านปู่หลินแล้วว่าวันนี้ให้เขานำเกวียนวัวไปส่งท่านที่สำนักศึกษาในเมือง”เมื่อวานนางไปบอกปู่หลินเอาไว้แล้ว เงินก็จ่ายแล้ว ครั้งแรกนางประมาทเองครั้งที่สองจะให้เขาเดินไปเองได้อย่างไร ตอนนี้นางมีกินมีใช้แล้วจ่ายเงินเพียงเล็กน้อยไม่เป็นอะไรไปหรอก
“เหตุใดจึงต้องใช้เงินกับสิ่งไม่จำเป็นเช่นนี้เล่าเจ้าให้ไปเท่าไร” โดยปกติหากจะไปในเมืองระดับตำบลที่พวกเขาไปประจำใช้เงินถึง 2อีแปะ หากจะเข้าไปในเมืองใหญ่ระดับอำเภอ ไปกลับหนึ่งครั้งใช้เวลาค่อนข้างนานทั้งยังเป็นการไปส่งเขาเพียงคนเดียว น้องรองน่าจะให้ไปไม่น้อยขั้นต่ำน่าจะยี่สิบอีแปะ
“ท่านอย่าใส่ใจไปเลยอย่างไรเสียอีกสักครู่ท่านปู่หลินก็จะมารับท่านแล้ว” ปกติหากไม่ได้ไปตลาดเกวียนวัวของบ้านปู่หลินก็ไม่ได้นำมาใช้ จึงทำเงินไม่ได้
เมื่อนางพูดเรื่องนี้เมื่อวานเขาตอบตกลงโดยไม่รีรอ และนางก็ให้เขาไปไม่น้อย หากมีเงินแล้วไม่ใช้ย่อมเป็นคนโง่
“ข้าถามเจ้าว่าให้เงินไปเท่าไรอย่าได้พูดจาบ่ายเบี่ยง” อยากเปลี่ยนเรื่องหรือ ไม่ง่ายถึงเพียงนั้นหรอก
“ไม่มากหรอกเจ้าค่ะ สามสิบอีแปะ”รู้อยู่แล้วว่าพี่ใหญ่จะถามจนถึงที่สุด นางป้องกันไว้ก่อนอยู่ต่อให้เขาไปถามท่านปู่หลินก็จะเป็นจำนวนเดียวกัน นางบอกกับปู่หลินไว้แล้ว
พี่ชายของนางทำใจใช้เงินไม่ลงเขาแทบจะอยากแบ่งเงิน 1 อีแปะเป็นครึ่งหนึ่งแล้วจึงใช้หาเงินมาได้เงินแล้วก็ต้องใช้สิ ไม่ใช้แล้วจะหามาทำไมเล่า เพราะจะใช้เงินจึงหาเงินไม่ใช่หรือเก็บเงินเหล่านี้ไว้เฉยๆ จะมีประโยชน์อะไร ทว่านางไม่อาจพูดเช่นนี้ได้ทำได้เพียงค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเขาจากการใช้ชีวิตประจำวัน ค่อยๆ ทำให้เขาซึมซับส่วนน้องสามอยู่กับนางตั้งแต่เล็กสำหรับเรื่องเงินเขาจึงไม่ได้ขี้เหนียวเท่ากับพี่ใหญ่
“ทำไมมากถึงเพียงนั้น”เขาคิดว่าแค่ยี่สิบอีแปะก็มากเกินพอแล้ว เดิมทีเกวียนวัวก็ถูกทิ้งไว้เฉยๆที่บ้านอยู่แล้ว คิดไม่ถึงว่าน้องรองจะให้เยอะถึงเพียงนั้น แต่จะให้ทำอย่างไรได้เขาเป็นคนยอมให้น้องรองเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในบ้านด้วยตัวของเขาเองจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนปล่อยให้เป็นไปตามใจนางกระมัง
“ไม่มากหรอก ต้องเดินทางไกลและเขาจะต้องส่งท่านไปถึงที่อย่างปลอดภัย เงินเท่านี้ไม่แพงเลยสักนิด”เกวียนวัวเล่มนี้จะเป็นของเขาโดยเฉพาะ และจะไปส่งเขาเพียงคนเดียวดังนั้นราคาย่อมแพงเป็นธรรมดา ถ้าให้ราคาสูงเขาจะได้ตั้งใจทำให้ดีที่สุด
“เจ้ามีเหตุผลของเจ้าเสมอ”
“หึๆ”เฉียวซีจัดของชิ้นสุดท้ายเสร็จจึงค่อยๆ ย้ายมันไปรอที่ประตู
รอไม่นานท่านปู่หลินก็นำเกวียนวัวมาที่บ้านของพวกเขา
“สวัสดีท่านปู่หลิน”เกวียนวัวหยุดต่อหน้าพวกเขา
“เจ้าหนูซง แม่หนูซี เจ้าหนูไป่ จะเดินทางกันหรือยัง”ท่านปู่ตระกูลเฉียวถามอย่างร่าเริง
“หลังจากพวกข้ายกของขึ้นบนหลังเกวียนวัวแล้วก็ออกเดินทางได้เลย”พูดจบสองพี่น้องก็ค่อยๆ ยกของขึ้นบนเกวียนวัว
“พี่ใหญ่ เดินทางปลอดภัยนะ”สิ่งของถูกจัดวางไว้บนเกวียนวัวเรียบร้อย และเฉียวซงก็นั่งบนเกวียนวัวแล้วเฉียวซีพาน้องชายไปบอกลาพี่ใหญ่พวกเขาเชื่อว่ายามพี่ใหญ่กลับมาอีกครั้งเขาจะต้องกลับมาพร้อมกับข่าวดีเป็นแน่
“พวกเจ้าดูแลตัวเองดีๆ นะข้าจะทำสุดความสามารถ” เฉียวซงรับปากอย่างตั้งใจจริง
หลังจากบอกลาพี่ใหญ่ พวกเฉียวซีก็กลับมาใช้ชีวิตสองคนเหมือนเดิม
หลังจากผ่านปีใหม่ไปทุกอย่างต่างกลับมาตามทางปกติ
ครึ่งเดือนก่อนหน้าเฉียวซีได้หยุดการค้าขายกับจวี้เซียนโหลวแล้ว ชีวิตของพวกเขายังคงเหมือนเดิมแต่จวี้เซียนโหลวเริ่มตกระกําลําบากแล้ว
“เสี่ยวเอ้อร์ อาหารของเจ้ารสชาติแปลกไปเหตุใดจึงไม่อร่อยอย่างช่วงฤดูหนาว”
“เสี่ยวเอ้อร์เหตุใดผักกาดกวางตุ้งจึงกินยากเช่นนี้”
“เสี่ยวเอ้อร์ เปลี่ยนอาหารจานนี้ทีรสชาติแย่มาก”
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาจวี้เซียนโหลวมีแขกที่ยกเลิกหรือเปลี่ยนอาหารบ่อยครั้งผักชนิดนี้แม้ราคาจะไม่แพงมากนัก แต่กลับไม่ได้เป็นผักที่ทุกโต๊ะต้องสั่งอีกต่อไป
สองวันที่ผ่านมาเพราะผักชนิดนี้ทำให้ลูกค้าขาประจำหลายคนไม่กลับมาที่ร้านอีกแม้ธุรกิจจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เถ้าแก่หยางรู้ดีอยู่แก่ใจ
เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นหลายครั้งจึงดึงดูดความสนใจของเขาเขาขอให้พ่อครัวผัดผักกาดกวางตุ้งให้เขาเป็นพิเศษหลังจากได้ชิมเขาถึงเข้าใจว่าทำไมแขกของเขาถึงมีกิริยาอย่างนั้นอาหารจานนี้ไม่อร่อยจริงๆ ไม่หวานไม่สดและยังไม่ชุ่มคอ แม้แต่เขายังไม่ชอบมันเลย
ผักชนิดเดียวกันแต่รสชาติคนละเรื่องไม่รู้ว่าแม่หนูคนนั้นปลูกอย่างไร ทำให้คนที่กินติดใจในผักกาดกวางตุ้งของนางตอนแรกเขาเองก็ปฏิเสธ แต่ตอนนี้… เฮ้อ...ไม่รู้ว่าแม่หนูนั่นจะยังมีผักเหล่านี้อยู่หรือไม่ จะแพงก็แพงไปเสียอย่าได้ปล่อยให้เรื่องเล็กๆ ทำให้เกิดเป็นเรื่องใหญ่ จนสุดท้ายก็จะค่อยๆเสียธุรกิจไป
ตอนนี้อาจจะมองไม่ออก เมื่อเวลาผ่านไปปัญหามากมายจะเผยออกมา อย่ามองว่ามันเป็นเพียงแค่ผักกาดกวางตุ้งจานเล็กๆอาหารบนโต๊ะหากขาดผักกาดกวางตุ้งไป เพียงแค่มองก็ไม่อยากอาหารแล้ว
“ข้าบอกท่านแล้วท่านมัวทำอะไรอยู่หากแม่หนูผู้นั้นขายผักกาดกวางตุ้งให้คนอื่น กิจการของพวกเราก็ไม่มีอะไรดีแล้ว”หวังต้าฟารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้กิจการของร้านเปลี่ยนแปลงไปดูจากปริมาณวัตถุดิบที่เตรียมไว้ในครัวทุกวันก็สามารถดูออกเมื่อก่อนวัตถุดิบจะเหลือไม่มาก แต่ตอนนี้เหลือเยอะขึ้นได้ชัด
เขารู้ดีว่าในช่วงฤดูหนาวร้านอาหารร้านอื่นจะถามพวกเขาตลอดว่าได้ผักมาจากไหนดีที่คนเหล่านั้นไม่ได้ผักเหล่านั้นไปเลย แต่หากพวกเขารู้ถึงความแตกต่างของผักพวกเขาจะต้องชิงลงมือไปก่อนอย่างแน่นนอน นั่นจะกลายเป็นเวลาให้พวกเขาแสดงฝีมือการให้หยุดจัดส่งผักในครั้งนี้จวี้เซียนโหลวของพวกเขาเป็นผู้พูดออกมาเองแม่หนูนั่นต้องนำผักของนางไปขายให้คนอื่นแน่นอนยิ่งไปกว่านั้นการขายผักเดิมทีก็เป็นเพียงข้อตกลงปากเปล่า ไม่มีการทำสัญญาใดๆ
“เรื่องราวชัดเจนเช่นนี้ข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไรเจ้าให้ข้าคิดดีๆ สักหน่อยเถอะ” เขาจะไม่กระวนกระวายได้อย่างไร แต่กระวนกระวายไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรในตอนแรกเขาเป็นผู้เสนอให้แม่หนูผู้นั้นไม่ต้องจัดหามาให้อีกตอนนี้หากให้เขาพูดอีกครั้ง… อ่า… คงไม่พูดเหมือนเดิมแน่เขาไม่ควรปล่อยให้นางเลิกจัดหาผักให้เช่นนี้ยามนี้ไม่รู้ว่าแม่หนูผู้นั้นจะยังหาผักมาให้เขาได้หรือไม่
“คิดหรือ มีความคิดดีๆ อะไรไหมตอนนี้รีบให้ซูเฉิงพาไปหาแม่หนูนั่นเสีย” คิดงั้นเหรอเขายังมีเวลาว่างให้พูดว่าคิดก่อนอีกหรือ หากถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปก่อนคงถึงเวลาที่เขาจะต้องร้องไห้จริงๆ แน่ หวังต้าฟาไม่ให้โอกาสเขาคิดเขาผลักเถ้าแก่หยางออกไปโดยตรง
“เฮ้ยเฮ้ยเฮ้ย ตาแก่นี่อย่าผลักข้าสิ”เถ้าแก่หยางไม่ได้มีพละกำลังเหมือนหวังต้าฟา ต้องใช้กระทะอยู่ทุกวันพละกำลังของเขามากจนน่าตกใจ
หวังต้าฟาทำเป็นหูทวนลมก่อนจะดันเถ้าแก่หยางไปที่ประตูทางเข้าร้านแล้วหันไปสั่งซูเฉิงผู้ที่กำลังทำความสะอาดอยู่ “เจ้าหนูซูเจ้ารีบจัดรถม้าแล้วพาเถ้าแก่ไปหาแม่หนูคนนั้นที”
ซูเฉิงเช็ดโต๊ะและเก้าอี้ทั้งหมดในห้องโถงอย่างพิถีพิถันเมื่อได้ยินพ่อครัวหวังเรียกเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวทันทีเมื่อได้ยินคำสั่งเขาก็ทิ้งผ้าขี้ริ้วและไปเตรียมรถม้าด้านหลังร้านและขับมาที่หน้าทางเข้าจวี้เซียนโหลวทันทีที่รถม้าหยุดก็เห็นหวังต้าฟาโยนเถ้าแก่ขึ้นรถม้าอย่างไม่สนใจใยดีหลังจากคุยกับซูเฉิงสองประโยคเขาก็ตบก้นม้า แล้วรถม้าก็ค่อยๆ เคลื่อนออกไป
เถ้าแก่หยางถูกหวังต้าฟาจับโยนเข้าไปในรถม้าโดยไม่ทันตั้งตัวเมื่ออยู่ในรถม้าเขาจึงค่อยๆ ยันตัวขึ้นการที่รถม้าเริ่มเคลื่อนที่ทำให้ตัวเขาโยกไปโยกมาจนกระแทกกับผนังรถม้าจนเกิดเสียงดังขึ้น
ซูเฉิงได้ยินเสียง ‘โครม’ ดังขึ้นจากในรถรูม่านตาหดลง ดวงตาเบิกโพลงชั่วพริบตา ลางสังหรณ์ไม่ดีคืบคลานเข้ามาในใจก่อนจะถามอย่างอ่อนแรง “เถ้าแก่ ท่าน… ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหม”กระแทกเมื่อสักครู่น่าจะเจ็บมากกระมัง เพียงแค่ฟังเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดของคนโดนได้
“ข้าเป็นอะไรได้ด้วยหรือ คุมรถดีๆ เถอะ”เถ้าแก่ลูบหน้าผากที่ได้รับบาดเจ็บพลางพูดกับซูเฉิงอย่างไม่สบอารมณ์ในใจคร่ำครวญว่าเจ็บจะตายอยู่แล้ว ตาแก่นั่นไม่เบามือเลยทำเหมือนกับเขาเป็นสิ่งของ คิดจะโยนอย่างไรก็โยนอย่างนั้นรอกลับไปก่อนแล้วจะคิดบัญชี
“ขอรับ” ซูเฉิงได้ยินอย่างนั้นดวงตาทั้งคู่มองตรงไปด้านหน้า ตั้งใจควบคุมรถม้า มุ่งหน้าไปสู่หมู่บ้านเฉียว
ซูเฉิงเคยไปหมู่บ้านเฉียวหลายครั้งแล้วจึงคุ้นเคยกับสถานที่นี้เป็นอย่างดีไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นบอกทาง จากทางเข้าหมู่บ้านเลียบแม่น้ำไปก็ถึงประตูบ้านของพี่น้องตระกูลเฉียว
ซูเฉิงกระโดดลงจากรถม้าก่อนจะนำเก้าอี้มาวางแล้วจึงเปิดผ้าม่านออก “เถ้าแก่ พวกเรามาถึงแล้ว”
เถ้าแก่หยางมาที่บ้านเฉียวซีเป็นครั้งแรก เมื่อมองไปที่กำแพงสูงตระหง่านพลันคิดว่าตนมาที่บ้านของคนรวยพี่น้องสามคนนี้ไม่เสียดายเงินเลยจริงๆ
ซูเฉิงอาศัยจังหวะที่เถ้าแก่มองไปรอบๆเดินไปที่หน้าและเคาะประตูแรงๆ “แม่นางเฉียว ข้าซูเฉิง เถ้าแก่ของพวกเรามาหากรุณามาเปิดประตูให้พวกเราที”
เฉียวซีช่วยสอนน้องชายฝึกคัดตัวอักษรอยู่ในลานบ้านยามนี้เฉียวไป่ไม่ได้ฝึกบนกระบะทรายแล้ว ตัวหนังสือของเขามีพัฒนาการอย่างชัดเจน
“พี่รอง ท่านฟังสิเหมือนเสียงของท่านพี่ซูเฉิง” เฉียวไป่หยุดเขียนตัวอักษร หันมาป้องหูเพื่อฟัง
“เสียงดังถึงเพียงนั้นเหตุใดข้าจะไม่ได้ยินเล่าเจ้าตั้งใจฝึกเขียนอักษรนะ ข้าไปดูก่อน” ภายในใจตอนนี้เต็มไปด้วยความสงสัยซูเฉิงพึ่งจะพูดถึงเถ้าแก่หยาง หรือว่าพวกเขามาด้วยกันหรือว่า...ดวงตาของเฉียวซีเปล่งประกาย นางเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเล็กน้อย
ประตูถูกเปิดออกจากด้านในดังเอี๊ยดและสามารถมองเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงประตูได้อย่างรวดเร็วเป็นเถ้าแก่หยางกับซูเฉิงจริงๆ ดูเหมือนว่าการคาดเดาของนางน่าจะไม่ผิด“เถ้าแก่หยางท่านมาได้อย่างไร เชิญท่านเข้ามาเถิด” พูดไปพลางเปิดประตูไปพลางเพื่อให้เถ้าแก่หยางและซูเฉิงเข้าได้สะดวก