ณ หอประชุมใหญ่ ยอดเขาหลัก สำนักเสวียนหยวน
บรรยากาศในหอประชุมตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก อวิ๋นซานจ้องมองบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนอย่างอวิ๋นเฟิง ที่นอนสลบเหมือดจากอาการาเ็สาหัสด้วยสีหน้ามืดครึ้มดุจก้นเหว ไม่เอ่ยวาจาใดๆ ออกมาแม้แต่ครึ่งคำ
"บังอาจนัก!"
ปัง!
เย่จงตบโต๊ะหยกที่แกะสลักจากหยกดำพันปีอย่างแรง จนโต๊ะล้ำค่าตัวนั้นแหลกละเอียดกลายเป็ผุยผงในพริบตา เขาหันไปตวาดใส่เย่ชิงด้วยความเกรี้ยวกราดจนหนวดกระดิก
"ไปลากคอไอ้เด็กสารเลวไม่เจียมกะลาหัวนั่นมาลงโทษเดี๋ยวนี้! แล้วส่งตัวมันให้พี่อวิ๋นจัดการตามใจชอบ!"
"ไม่ต้องหรอก" อวิ๋นซานเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "เด็กๆ ทะเลาะกันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร อีกอย่างเป็ลูกชายข้าเองที่ไปหาเื่หนูซวนก่อน ข้าเสียอีกที่ต้องเป็ฝ่ายขอโทษพี่เย่"
เย่จงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน สีหน้าเปลี่ยนเป็ลำบากใจ "พี่อวิ๋นพูดอะไรอย่างนั้น เด็กอย่างเฟิงเอ๋อร์ ข้าเองก็เอ็นดูอยู่ไม่น้อย แต่เื่ของหนุ่มสาวน่ะนะ ผู้ใหญ่อย่างเราๆ จะเข้าไปยุ่งย่ามก็กระไรอยู่ อีกอย่าง่นี้หนูซวนก็ถูกพวกข้าตามใจจนเสียคนไปใหญ่ กลับไปข้าจะอบรมนางให้หนักเลย!"
เพียงไม่กี่ประโยค ความผิดของซูหยุนก็ถูกปัดเป่าจนสะอาดเกลี้ยงเกลา ราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
อวิ๋นซานชำเลืองมองบุตรชายที่ไม่ได้เื่พลางสบถในใจ
การมาเยือนครั้งนี้ นอกจากเพื่อเจรจาเื่การร่วมมือกันใน แดนลับหลิงเสวียน ของทั้งสองสำนักแล้ว เป้าหมายหลักคือเื่ของเย่ซวน หากอวิ๋นเฟิงได้ครองคู่กับนาง สัญญานี้จะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่ากระดาษแผ่นไหน สองสำนักจะกลายเป็ทองแผ่นเดียวกัน ผลประโยชน์ที่จะได้รับย่อมมหาศาลกว่าปัจจุบันหลายเท่า
แต่ใครจะไปนึกว่าแผนการทั้งหมดจะพังยับเยินเพราะศิษย์สายในตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว
เขาเหลือบมองเย่จง แอบด่าในใจว่า
‘ไอ้จิ้งจอกเฒ่า... ถ้าจะบอกว่าเื่นี้เ้าไม่ได้จัดฉาก ให้ข้าตายก็ไม่เชื่อ!’
เมื่อเห็นว่าเป้าหมายล้มเหลว ขืนอยู่ต่อไปก็มีแต่จะเป็ตัวตลก เขาเป็คนตัดสินใจเด็ดขาด จึงลุกขึ้นกล่าวลา
"เื่อบรมสั่งสอนนั้นคงไม่จำเป็ ลูกชายข้าไร้วาสนาเอง ทว่าอาการาเ็ของเฟิงเอ๋อร์หนักหนาพอสมควร ข้าคงอยู่ต่อไม่ได้แล้ว พี่เย่ ข้าขอตัว"
เย่จงรีบลุกขึ้นด้วยสีหน้าสำนึกผิด "เฟิงเอ๋อร์าเ็ในถิ่นของข้า ข้าจะนิ่งดูดายได้อย่างไร?"
เขาหยิบขวดหยกสีขาวนวลออกมา ยื่นให้อย่างจริงใจ "นี่คือ ยาเทียนซิน ที่ผู้าุโหลินแห่งยอดเขาโอสถปรุงขึ้นเอง ไม่ว่าจะาเ็สาหัสเพียงใด เพียงเม็ดเดียวก็หายเป็ปลิดทิ้ง หวังว่าพี่อวิ๋นจะรับไว้"
อวิ๋นซานรับขวดหยกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "พี่เย่มีน้ำใจแล้ว"
กล่าวจบ เขาก็คว้าตัวอวิ๋นเฟิงที่าเ็สาหัส ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียว ร่างของทั้งคู่ก็เลือนหายไปในอากาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน
เมื่ออวิ๋นซานจากไปแล้ว เย่จงมองเศษซากโต๊ะหยกที่แหลกเหลว แววตาฉายแววเสียดายแวบหนึ่ง ก่อนหันไปถามเย่ชิง "ยังมีสำรองอีกไหม?"
เย่ชิงตอบด้วยน้ำเสียงระอา "ท่านอาจารย์... นี่มันโต๊ะตัวที่สามแล้วนะที่ท่านตบพังไป..."
มุมปากเย่จงกระตุก แต่เย่ชิงยังคงพูดต่อ "หยกดำก้อนนั้นเราได้มาโดยบังเอิญ และตอนนี้... มันก็พังคามืออาจารย์ไปหมดแล้ว..."
เย่จงหน้าเจื่อน รู้ตัวดีว่าทุกครั้งที่ 'องค์ลง' แสดงละครฉากใหญ่ ก็มักจะเผลอตัวแบบนี้ เขาแสร้งกระแอมไอแก้เก้อแล้วเปลี่ยนเื่
"แล้วตกลงไอ้ศิษย์ที่ซัดอวิ๋นเฟิงนั่น มันเป็ใครมาจากไหน?"
เย่ชิงเล่าประวัติซูหยุนให้ฟัง แต่จงใจละเว้นเื่ความสัมพันธ์ระหว่างซูหยุนกับเย่ซวน เพราะขืนให้ท่านอาจารย์รู้ว่าลูกสาวสุดหวงกำลังจะโดนคาบไป มีหวังได้คว้ากระบี่ไล่ล่าซูหยุนทั่วหล้าแน่
พอเย่จงได้ยินว่าซูหยุนอ้างตัวเป็ 'พ่อบังเกิดเกล้า' ของอวิ๋นเฟิง ดวงตาของเขาก็ลุกวาว ตบเข่าฉาดใหญ่
"เยี่ยม! สมกับเป็ศิษย์สำนักเสวียนหยวน! ใจเด็ดจริงๆ! ไม่เสียแรงที่ข้าช่วยกางปีกปกป้องมัน!"
เย่ชิงยิ้มเสริม "จะว่าไป ซูหยุนตอนเข้าสำนักเพิ่งจะอยู่ ขั้นทะเลิญญา เท่านั้น เวลาผ่านไปไม่ถึงสองปี ตอนนี้ทะลวงถึง ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา แล้ว ความเร็วในการฝึกตนระดับนี้ เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อน แถมพลังต่อสู้ยังแข็งแกร่งชนิดที่ว่า ในระดับเดียวกันแทบจะหาคู่ต่อกรไม่ได้..."
เย่จงลูบคาง ยิ้มเ้าเล่ห์ "ไร้คู่ต่อกรในระดับเดียวกันงั้นรึ... น่าสนใจแฮะ..."
เย่ชิงเข้าใจความคิดอาจารย์ทันที "อาจารย์ หรือท่านคิดจะ..."
เย่จงพยักหน้า "ข้าช่วยไอ้หนูนั่นไปตั้งขนาดนี้ มันก็ต้องตอบแทนสำนักบ้างสิ การเดินทางไปแดนลับครั้งนี้ ให้มันไปโชว์ฝีมือหน่อยจะเป็ไรไป"
สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งขรึมขึ้น "เรากับ สำนักอวิ๋นหลาน ถือว่าผิดใจกันแล้ว การไปแดนลับคราวนี้ นอกจาก สำนักเสวี่ยซา แล้ว ก็ต้องระวังสำนักอวิ๋นหลานให้มาก"
เย่ชิงรับคำหนักแน่น "ขอรับท่านอาจารย์ ข้าจะกำชับพวกเขาเอง"
เย่จงจ้องมองเย่ชิง จู่ๆ ก็ถามขึ้น "เื่ ขั้นเคราะห์ใจ เ้ามั่นใจหรือยัง?"
เย่ชิงยิ้มขื่น ไม่ตอบคำถาม เขาติดอยู่ที่จุดสูงสุดของ ขั้นเชื่อมจิต มานานโข ตามหลักควรจะก้าวผ่านไปเผชิญด่านเคราะห์ใจได้นานแล้ว แต่ทว่า... รอยร้าวในใจของเขามันใหญ่หลวงเหลือเกิน...
เห็นสีหน้าลูกศิษย์ เย่จงก็ด่าเปิง "ลูกผู้ชายอกสามศอก มีอะไรที่วางไม่ลง! ถ้าวันไหนข้าตายไป เ้ามิต้องตรอมใจตายตามรึไง!"
...
หลังจากถูกเย่ซวนตื๊อหนักเข้า ซูหยุนเลยต้อง 'จำใจ' เล่านิทานเื่พระถังซัมจั๋งกับปีศาจพลายน้ำให้นางฟัง นางถึงจะยอมเลิกรา
พอนึกถึงภาพที่ซูหยุนออกโรงปกป้องตัวเองในวันนี้ ใบหน้าสวยหวานก็ขึ้นสีระเรื่อ นางบิดตัวไปมาถามด้วยความเขินอาย "พี่ซู วันนี้ที่มา... ตั้งใจมาหาข้าหรือเปล่า?"
ซูหยุนตั้งท่าจะปฏิเสธ แต่พอเห็นแววตาของเย่ซวน ก็ทำใจแข็งไม่ลง ได้แต่อึกอัก "เอ่อ... ก็... เห็นวันนี้เ้าไม่ได้ไปฟังนิทาน ก็เลยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เลยลองมาดู..."
เย่ซวนได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้างุด ไม่พูดไม่จา
ซูหยุนชะงัก 'หรือเราพูดอะไรผิดไปอีกแล้ว?'
เขากำลังจะอ้าปากอธิบาย แต่เย่ซวนก็เงยหน้าขึ้นมอง สองตาคู่นั้นฉายแววความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้ง ริมฝีปากแดงระเรื่อขยับเบาๆ "ขอบคุณนะ... พี่ซู..."
ยังไม่ทันที่ซูหยุนจะตั้งตัว นางก็วิ่งหนีไปเสียดื้อๆ...
ทันใดนั้น ซูหยุนััได้ถึงรังสีอำมหิตจางๆ แผ่มาจากด้านหลัง พอหันขวับไปมอง ก็เจอเย่ชิงยืนทะมึน จ้องมองเขาด้วยสายตาที่มีความหมายลึกซึ้ง...
เขาอุทานในใจ 'ซวยแล้ว! โดนพี่ชายจอมหวงน้องจับได้คาหนังคาเขา งานเข้าแล้วไง'
'เอ๊ะ? แล้วทำไมเราต้องร้อนตัวด้วยฟะ?'
เขารีบประสานมือขอบคุณเย่ชิงแก้เก้อ "วันนี้ต้องขอบคุณศิษย์พี่เย่มากที่ช่วยแก้สถานการณ์"
เย่ชิงไม่ตอบรับ เอาแต่กวาดสายตามองซูหยุนหัวจรดเท้า เหมือนจะมองให้ทะลุถึงตับไตไส้พุง เล่นเอาซูหยุนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น "ศิษย์น้องซู ถ้าวันนี้เ้ารู้ว่าหมอนั่นเป็ลูกชายเ้าสำนักอวิ๋นหลาน เ้าจะยังลงมือไหม?"
ซูหยุนตอบทันควัน "ลง!"
ดวงตาเย่ชิงเป็ประกาย "โฮ่? เพราะเหตุใด? เ้าไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวหรอกรึ?"
ซูหยุนทำหน้าเหยียดหยาม 'เื่วีรกรรมชาติก่อนที่ไปต่อยหลานชาย ผอ. จนโดนไล่ออก ต้องเล่าให้ฟังด้วยไหมเนี่ย?' แค่นึกถึงตอนพ่อแม่ต้องไปก้มหัวขอโทษแถมจ่ายค่าเสียหาย เขาก็รู้สึกจุกในอกแปลกๆ
เห็นเย่ชิงยังจ้องไม่เลิก เขาเลยตอบแบบกวนๆ "ไม่เพราะอะไรหรอก ข้ามันมือบอนเอง พอใจยัง!"
เย่ชิงตาโต จ้องซูหยุนเขม็ง 'กล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับศิษย์เอกเ้าสำนัก!'
ซูหยุนกลอกตามองบน 'แล้วท่านเป็ศิษย์เอกเ้าสำนัก ภาษาอะไรถึงได้มาไล่บี้คนอื่นแบบนี้!'
ทั้งสองจ้องตากันอยู่พักใหญ่ จู่ๆ เย่ชิงก็หัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ ข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ" เขายกมือประสานคารวะ "ศิษย์พี่ผิดเอง ไม่ควรไล่ต้อนศิษย์น้องด้วยคำถามพรรค์นี้ ขออภัยด้วย..."
เห็นซูหยุนยังทำท่าไม่ยี่หระ เขาจึงแกล้งเปรยว่า "ศิษย์น้องคงได้ยินเื่แดนลับที่กำลังจะเปิดแล้วสินะ? แต่ตามธรรมเนียม ต้องเป็ศิษย์ ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ระดับสูงสุดเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วม เ้าอยากไป เกรงว่า..."
ซูหยุนสวนทันควัน "อ้าว ไหนว่าวัดกันที่พลังต่อสู้ไง? อีกอย่าง ด้วยพร์ระดับข้า จะฝึกให้ถึงระดับสูงสุด มันก็แค่เื่ขี้ผงไม่ใช่เหรอ?"
เย่ชิงลอบถอนใจในความหน้าหนาของซูหยุน 'เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นใครหน้าด้านขนาดนี้'
แต่ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม กล่าวเนิบๆ "เื่ระดับพลังเอาไว้ก่อน แต่เื่พลังต่อสู้... มันไม่ได้พิสูจน์กันด้วยปากนะ"
ซูหยุนได้ยินคำใบ้โจ่งแจ้งขนาดนี้ ดวงตาก็ลุกวาว 'จริงด้วย! ทำไมเราคิดไม่ได้นะ?'
ถ้าไล่อัดศิษย์ขั้นผลัดเปลี่ยนกายาทุกคนให้หมอบ ก็เท่ากับพิสูจน์แล้วว่าข้าเจ๋งจริง แบบนี้โควตาก็ต้องตกเป็ของข้าเห็นๆ!
'แต่ว่า... งานนี้ต้องมีหน้าม้ามาช่วยปั่นกระแสหน่อย...' ทันใดนั้น ใบหน้าของใครบางคนก็แวบเข้ามาในหัว...
คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบขอตัวลาเย่ชิง เดินจากไปพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์...
เย่ชิงขมวดคิ้ว 'ไอ้หมอนนี่... มันเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?'
...
พอกลับถึงเขตนอก ซูหยุนก็วางแผนการอันรัดกุม (และชั่วร้าย) ได้อย่างรวดเร็ว
แต่พอลองตรวจสอบระดับพลังของตัวเองดู ก็รู้สึกยังไม่ชัวร์ 'เกิดในสำนักมีพวกเสือซ่อนเล็บที่เก่งกว่าที่คิดโผล่มาสักตัวสองตัวล่ะ?'
'เอาเถอะ กันไว้ดีกว่าแก้ เก็บตัวฝึกวิชาเพิ่มอีกสักหน่อยดีกว่า...'
ส่วนเย่ซวน ั้แ่วันที่ซูหยุนช่วยนางไว้ ก็แวะเวียนมาหาบ่อยขึ้น แถมไม่เซ้าซี้ให้เล่านิทานแล้ว เหมือนแค่ได้มานั่งอยู่ใกล้ๆ ซูหยุนก็มีความสุขจนล้นปรี่...
หลังจากนั้น ซูหยุนมักจะรู้สึกเหมือนมีสายตาอันตรายจ้องมองอยู่บ่อยๆ แต่พอหันไปหาก็ไม่เจอใคร สุดท้ายเลยสรุปเอาเองว่าคงคิดมากไป
ผ่านไปอีกหลายเดือน ซูหยุนมั่นใจว่าเตรียมตัวพร้อมทุกด้านแล้ว พอตกดึก ก็แอบย่องออกจากที่พัก...
มาถึงหน้าถ้ำที่พักของ กัวเลี่ยง เห็นค่ายกลป้องกันเปิดทำงานเต็มสูบ ก็อดคิดแปลกใจไม่ได้ 'ศิษย์พี่กัว... อย่าบอกนะว่าั้แ่กลับมาคราวนั้น ยังไม่ออกจากถ้ำเลย?'
เขากระแอมไอสองที แล้วลองะโเรียก "ศิษย์พี่กัว อยู่ไหมขอรับ?"
สิ้นเสียง มีเสียงดัง ปัง! มาจากในถ้ำ ครู่ต่อมา กัวเลี่ยงก็มายืนอยู่ตรงหน้าซูหยุน สภาพหน้าซีดเซียว ท่าทางอิดโรย
เขามองซูหยุนด้วยสายตาเ็า ถามเสียงแข็ง "มาทำไม!"
ซูหยุนทำหน้าเป็ห่วงเป็ใยแบบเล่นใหญ่ "ศิษย์พี่กัวไปโดนอะไรมา? ไม่เจอกันไม่กี่เดือน ทำไมสภาพดูไม่ได้แบบนี้ล่ะ?"
กัวเลี่ยงแทบจะะเิความโกรธ 'เป็อะไรน่ะเหรอ? ยังมีหน้ามาถาม! ก็เพราะเอ็งนั่นแหละ ข้าถึงได้ดังะเิไปทั่วสำนัก!'
'แต่มันดังในทางเสื่อมเสียสุดๆ นี่สิ...'
สายตาที่มองซูหยุนยิ่งเ็าลงไปอีก เขาเค้นเสียงลอดไรฟัน "ไม่เกี่ยวกับเ้า! ตกลงมาทำไม? ถ้าจะมาซ้ำเติมล่ะก็ สมใจเ้าแล้วนี่ ไสหัวไปซะ!"
"โอ๋ๆๆ ศิษย์พี่กัวถึงจะนิสัยกร่างไปบ้าง แต่ก็เป็ลูกผู้ชายอกสามศอกนะ ข้าจะทำแบบนั้นได้ยังไง..." ซูหยุนทำท่าลับๆ ล่อๆ มองซ้ายมองขวา "ที่ข้ามาวันนี้ ก็เพื่อจะมาช่วยกู้ชื่อเสียงให้ศิษย์พี่กัวต่างหาก แล้วก็ถือโอกาส... มาเจรจาธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ด้วย..."
กัวเลี่ยงกำหมัดแน่น 'นิสัยกร่าง? นี่คือคำปลอบใจเรอะ!'
เขากำลังจะไล่ตะเพิด แต่ซูหยุนอาศัยจังหวะเผลอ มุดแวบเข้าไปในถ้ำหน้าตาเฉย กัวเลี่ยงรีบตามเข้าไปด้วยความโมโห ยังไม่ทันจะด่า ซูหยุนก็ชิงพูดก่อน "ศิษย์พี่กัวจะไล่ข้าก็ไม่ว่า แต่ลองฟังข้าพูดให้จบก่อนดีไหม"
กัวเลี่ยงจ้องเขานิ่ง ในใจปฏิญาณแน่วแน่ 'คราวนี้ไม่ว่ามันจะพูดอะไร ข้าจะไม่หลงกลมันเด็ดขาด!'
...หนึ่งก้านธูปผ่านไป...
ดวงตาของกัวเลี่ยงฉายแววประหลาด เขาถามเสียงเบา "วิธีนี้... จะได้ผลแน่เรอะ?"
ซูหยุนตบหน้าอกผาง "ฝีมือข้าระดับไหน ศิษย์พี่กัวก็ซาบซึ้งมากับตัวแล้วนี่ ยังจะไม่วางใจอีกเหรอ?"
กัวเลี่ยงครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนยื่นคำขาด "ข้าขอสามส่วน!"
ซูหยุนทำหน้าเหมือนโดนเชือดเนื้อ "ศิษย์พี่กัว! นี่ท่านปล้นกันชัดๆ! ท่านแค่ขยับปากนิดเดียว งานสกปรกงานใช้แรงงานข้าเหมาหมด ท่านยังจะเอาตั้งสามส่วน จิตใจท่านทำด้วยอะไร!"
กัวเลี่ยงยืนกราน "สามส่วน! จะเอาไม่เอา ถ้าไม่เอาก็เชิญ!"
ซูหยุนถอนหายใจเฮือก 'จะหาคนเหมาะสมกว่ากัวเลี่ยงก็ไม่มีแล้ว' เห็นอีกฝ่ายกัดไม่ปล่อย เขาเลยจำใจยอม "เออว่ะ ก็ได้! ทำธุรกิจต้องซื่อสัตย์ ถือว่าเป็ค่าทำขวัญให้ศิษย์พี่กัวก็แล้วกัน!"
"เดี๋ยวก่อน!" กัวเลี่ยงพูดแทรก "เอาผลึกิญญากับยาวิเศษที่ปล้นข้าไปคราวที่แล้วคืนมาด้วย!"
ซูหยุนรีบตะครุบถุงมิติที่เอวไว้แน่น ตวาดแว้ด
"ศิษย์พี่กัว! เล่นทวงของเก่าแบบนี้... มันคุยกันยากแล้วนะเว้ย!"
กัวเลี่ยงเห็นท่าทาง 'ตายเสียดีกว่าเสียเงิน' ของซูหยุน ก็ได้แต่ยอมแพ้
แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะอย่างเืเย็น 'ความอัปยศที่ข้าเคยได้รับ... ข้าจะให้พวกเ้าทุกคนได้ลิ้มรสกันให้ถ้วนหน้า!'