ตอนที่ 11 ไร้ผู้ชนะ
ภายในห้องเงียบเสียงลงไปในทันที จนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มหล่น
สายตาของจงหลีรั่วสุ่ยกวาดมองทุกคน “ข้าขอประกาศว่า งานวรรณกรรมครั้งนี้ไม่มีผู้ชนะ”
หืม ?
เกิดความโกลาหลบนเรือขึ้นมาในทันที บัณฑิตเ่าั้ย่อมไม่อาจเชื่อได้ “หรือว่ามีที่หนึ่งร่วมอย่างนั้นหรือ ? ”
“ต่อให้มีที่หนึ่งร่วมกัน ก็ควรจะจัดการแข่งขันขึ้นอีกหนึ่งรอบสิ ! ”
“เดิมทีข้าคิดว่าอันดับหนึ่งจะต้องเป็ของคุณชายซูหรือคุณชายฉีจากเมืองหลวงเสียอีก... หากให้มองไปทั่วทั้งแคว้นหนิง บทกวีของพวกเขาก็ยังโดดเด่นเช่นกัน นอกเสียจากพวกเขาไม่ได้ประพันธ์บทกวีมาส่ง ! ”
“มี ข้าเห็นพวกเขานำบทกวีไปส่งด้วยตนเอง”
“สรุปแล้วนี่มันเกิดเื่อันใดขึ้น”
“นี่มันเื่อะไร นางกำลังปั่นหัวพวกเราอยู่อย่างนั้นรึ ? ”
“……”
หลากหลายเสียงต่างดังมาให้ได้ยินไม่รู้จบ แต่จงหลีรั่วสุ่ยก็ยังคงสงบอยู่ดังเก่า
ซูมู่ซินและฉีจือเสวี่ยสบสายตากัน ภายในแววตาของทั้งสองเต็มไปด้วยความงุนงง
ในความคิดของซูมู่ซิน ท่านอาจารย์กล่าวว่าความตั้งใจของคุณหนูสามตระกูลจงหลีคือการหาคู่จากงานชุมนุมวรรณกรรม เขามาจากครอบครัวที่ยากจน ความตั้งใจของท่านอาจารย์ก็คือหากตนสามารถเป็ลูกเขยของจวนจงหลีได้ ก็จะสามารถบรรลุความทะเยอทะยานภายในอกของตนเองได้โดยง่าย
นอกจากนี้ คุณหนูสามตระกูลจงหลีไม่เพียงแต่มีรูปโฉมที่งดงามเท่านั้น แต่ความสามารถทางวรรณกรรมก็น่าทึ่ง หากได้แต่งกับนาง ก็ถือเป็ความโชคดีในชีวิตนี้ของตนเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงเตรียมความพร้อมมาที่นี่ เขาคิดว่าคู่แข่งที่แกร่งที่สุดของตนก็คือฉีจือเสวี่ยเช่นกัน
เขาไม่ได้กังวลในบทกวีของฉีจือเสวี่ย แต่สิ่งที่รบกวนใจอยู่นั้นคืออำนาจอันทรงพลังของจวนฉีกั๋วกงที่อยู่เื้ัของฉีจือเสวี่ย
หากตนตกอันดับ ชื่อของอันดับที่หนึ่งก็คงจะตกเป็ของฉีจือเสวี่ย แต่คุณหนูสามกลับบอกว่างานวรรณกรรมคราวนี้ไม่มีอันดับที่หนึ่ง... นี่มันเื่อะไรกัน ?
ฉีจือเสวี่ยเองก็มึนงงเช่นกัน
ท่านปู่สั่งให้เขามา เพราะจวนเฉิงกั๋วกงอยากจะตรงมาสู่ขอถึงจวนจงหลี
ท่านปู่กล่าวว่าหากจวนฉีกั๋วกงได้แต่งงานกับจวนจงหลี เยี่ยงนั้นจะต้องได้เลื่อนลำดับไปเหยียบหัวอีกสี่จวนกั๋วกงที่เหลืออยู่เป็แน่ ดังนั้นเื่นี้ไม่เพียงแต่เกี่ยวโยงไปถึงความสุขในอนาคตของตนเอง ทั้งยังเกี่ยวโยงไปถึงอนาคตของจวนฉีกั๋วกงด้วยว่าจะได้เลื่อนลำดับหรือไม่
เขาย่อมไม่กล้าชะล่าใจเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อปีนั้นยามที่ได้พบกับคุณหนูสามจวนจงหลีที่เมืองหลวง เพียงชั่วพริบตานั้นยากที่จะลืมเลือน เงาของร่างนั้นได้สลักฝังอยู่ในหัวของเขามาเนิ่นนานแล้ว
ความรักที่มีต่อจงหลีรั่วสุ่ยไม่ได้น้อยไปกว่าเ้าเด็กเฉิงเจ๋อจากจวนเฉิงกั๋วกงเลยแม้แต่น้อย
เขามาถึงเมืองกวงหลิงแล้ว
จะต้องคว้าอันดับที่หนึ่งของงานวรรณกรรมคราวนี้มาให้จงได้
แต่แล้ว......จงหลีรั่วสุ่ยกลับบอกว่าไม่มีผู้ชนะในงานวรรณกรรมคราวนี้ มันเกิดอะไรขึ้น ?
ทุกคนต่างก็สงสัย
ถึงแม้จะกล่าวว่าวรรณกรรมไร้ที่หนึ่ง วิทยายุทธ์ไร้ที่สอง แต่สุดท้ายงานวรรณกรรมเยี่ยงนี้ก็ต้องตัดสินผลออกมาอยู่ดี และการประกาศของจงหลีรั่วสุ่ยก็ไม่อาจทำให้บุรุษหนุ่มเ่าั้พอใจอย่างเห็นได้ชัด
จงหลีรั่วสุ่ยยกหนึ่งมือขึ้นมา ภายในห้องจึงเงียบลง
“เพราะข้าได้รับบทกวีที่แม้แต่นักปราชญ์าุโฮัวก็ยังเทิดทูนมาแล้วหนึ่งบท แต่ก็ไม่ทราบเช่นกันว่าผู้ประพันธ์คือผู้ใด... ทุกท่าน ประเดี๋ยวข้าจะท่องบทกวีนั้นให้พวกเ้าได้ฟัง หลังจากที่พวกเ้าได้ฟังแล้วหากยังรู้สึกว่าบทกวีของตนเองสมบูรณ์แบบยิ่งกว่าบทกวีนี้......ก็เชิญออกมาด้านหน้านี้”
เหล่าบัณฑิตต่างก็ฮือฮาขึ้นมากันอีกคราว แต่ละคนต่างก็อุทานอย่างตกตะลึง ผู้มีพร์ที่สุดในแคว้นหนิงต่างก็มารวมตัวกันบนเรือลำนี้กว่าครึ่ง และหนึ่งในนั้นก็ยังมีซูมู่ซินและฉีจือเสวี่ยที่มีชื่อเสียงอย่างมากอยู่ด้วยกันถึงสองคน
แต่ในยามนี้ คุณหนูสามจงหลีกลับกล่าวว่าได้รับบทกวีที่แม้แต่นักปราชญ์าุโฮัวยังเทิดทูน ทั้งไม่ทราบว่าผู้ประพันธ์บทกวีนี้คือผู้ใด...
หรือจะเป็ผู้มีพร์ในเมืองหลวงอีกสองท่านที่วานคนนำบทกวีมาส่งกัน ?
คงเป็ได้เพียงเยี่ยงนั้นแล้ว
มิฉะนั้นจะยังมีบทกวีของผู้ใดที่มีระดับยอดเยี่ยมเช่นนี้อีกกัน ?
จงหลีรั่วสุ่ยยกสองมือขึ้นและกดลง จนกระทั่งเสียงทั้งหมดต่างเงียบหายไป นางจึงเอ่ยปากพูดขึ้นอีกครั้งว่า
“กวีบทนี้มานามว่าภมรรักบุปผา พวกเ้าจงตั้งใจฟังให้ดี”
ภายในห้องเงียบเสียงลง
เหล่าบัณฑิตต่างก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ต่างอยากรู้ว่าบทกวีที่เหนือกว่าซูมู่ซินและฉีจือเสวี่ยเป็เช่นไร
จงหลีรั่วสุ่ยกระแอมไอล้างคอ ทอดสายตามองไปทางด้านนอกหน้าต่าง
แสงสลัวร่วงหล่น บนท้องฟ้าถูกแทนที่ด้วยพระจันทร์เสี้ยว
ไม่ได้สว่าง แต่ก็ยังมีแสงที่สาดส่องมา
มีสายลมพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา พัดปอยผมของนางพลิ้วไหว และพัดพาจนอารมณ์ของนางเย็นลงมาเล็กน้อย
ราวกับนางพาตัวเองเข้าไปอยู่ในบทกวีภมรรักบุปผา ราวกับััได้ถึงจิติญญาที่แสนเศร้าและขุ่นมัวของผู้ประพันธ์
ริมฝีปากของนางเผยอขึ้นมาเล็กน้อย บทกวีนี้ราวกับล่องลอยมาจากฟากฟ้า ลอยมาตามสายลมยามค่ำคืนที่เย็นเล็กน้อย ส่งตรงไปถึงจิตใจของเหล่าบัณฑิต
“ยืนพิงหอสูง ลมโชยอ่อน
มองความเศร้าของวสันต์ฤดู ขอบฟ้ามัวมืดสลัว
สีดอกหญ้าถูกแสงควันกลบไว้สิ้น
ไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมายการพักพิง
บ้าคลั่งตั้งมั่นหมายดื่มให้เมา
เปรียบสุราเป็ดั่งเพลง แต่ยิ้มเยี่ยงไรก็ไร้ัั
ผ้าคาดเอวพลอยหลวมไม่เสียใจ
หลงใหลนางนั้นพาซีดเซียว ! ”
บทกวีจบแล้ว แต่ความประทับใจยังคงตราตรึง
ผ่านไปสิบอึดใจ ภายในห้องก็ยังคงเงียบดังเก่า
ในที่นี้ต่างก็เป็บัณฑิตที่มีพร์อยู่ในระดับหนึ่ง พวกเขาย่อมมีความสามารถในการพินิจพิเคราะห์อยู่เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่จงหลีรั่วสุ่ยยังบอกอีกว่าบทกวีนี้ได้รับความชื่นชมจากนักปราชญ์าุโฮัวเป็อย่างมาก...
ในยามที่ได้ฟังบทกวีนี้ พวกเขาถึงได้ตระหนักถึงความยอดเยี่ยมที่แท้จริงของมัน
ถึงแม้พวกเขาอาจจะไม่ได้มีการอ่านที่ลึกซึ้งเท่านักปราชญ์าุโฮัว แต่ความโศกเศร้าที่แผ่ออกมาจากบทกวีนี้กลับแพร่กระจายมาทางพวกเขาอย่างรุนแรง
และทำให้พวกเขาประทับใจเช่นกัน
โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย
“เป็วรรคที่ดี ผ้าคาดเอวพลอยหลวมไม่เสียใจ หลงใหลนางนั้นพาซีดเซียว......”
ซูมู่ซินลืมตาขึ้นมา “ข้านั้นยังห่างชั้น บทกวีที่แต่งมาทั้งหมดยากที่จะไล่ตามได้ทัน ขอยอมแพ้ทั้งกายและใจ”
ฉีจือเสวี่ยก็ได้ตื่นจากภวังค์ของบทกวีนี้เช่นกัน ในยามนี้ภายในใจของขาก็เต็มไปด้วยความเสียใจเช่นกัน เขาทราบดีว่าตนได้พ่ายแพ้แล้ว
เขาหัวเราะอย่างขมขื่น และยกมือคำนับ “หากคุณหนูสามพบเจอคนผู้นี้แล้ว หวังว่าจะบอกให้ทราบกันด้วย ข้าจะตรงไปเยี่ยมถึงประตูจวนอย่างแน่นอน”
“เพียงแต่......บทกลอนคู่ที่คนผู้นี้แต่งนั้นเป็เช่นไร คุณหนูสามพอจะบอกกันได้หรือไม่”
“กลอนตุ้ยเหลียนของเขานั้นได้ลำดับที่หนึ่งจากผู้าุโทั้งสามท่านเช่นกัน”
“ผู้มีใจอคติย่อมมองใต้หล้าได้แคบลง เขาต่อมาว่า ผู้ใดใจกว้าง แม้นมีเตียงเดียวยังมองว่ากว้าง พวกเ้าจงใคร่ครวญดู”
ทุกคนต่างก็ดำดิ่งไปกับห้วงความคิดอีกคราว ซูมู่ซินและฉีจือเสวี่ยเข้าใจถึงความงดงามของกลอนท่อนล่างนี้ขึ้นมาในชั่วพริบตา
“พอได้ฟังกลอนบทล่างนี้... ข้าก็รู้สึกพ่ายแพ้ขึ้นมาในพลัน บางทีควรจะละทิ้งพู่กันและหันไปจับอาวุธ และไปร่วมศึกกับทางเหนือจะดีกว่า” ซูมู่ซินหดหู่ใจ รู้สึกสับสนกับหนทางข้างหน้าขึ้นมาในทันที
หลี่เฉินตงในตอนนี้ก็เศร้าโศกจนสติหลุดลอย ราวกับสูญสิ้นบิดามารดา
เดิมทีเขาพึงพอใจกับบทกวีของตนอยู่บ้าง คิดว่าจะต้องได้เป็บุตรเขยของจวนจงหลีเป็แน่ แต่กลับค้นพบว่าเหนือคนยังมียอดคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า
สุดท้ายแล้ว สุสานบรรพบุรุษของตระหลี่ก็ไม่ได้มีควันเขียวลอยขึ้นมา
ทับหลังตระกูลหลี่เรือนสามก็ยังดำรงอยู่ดังเดิม
จงหลีรั่วสุ่ยพึงพอใจกับผลลัพธ์นี้อย่างมาก
การคัดเลือกบุตรเขยด้วยวรรณกรรมคราวนี้ล้มเหลวงั้นหรือ ?
ก็ไม่ เพราะบทกวีนี้ถือเป็อันดับที่หนึ่งอย่างไร้คำโต้แย้งใดๆ
หากตระกูลเฉิงจะมาสู่ขอ นี่ก็เป็ข้ออ้างที่ดีที่สุดของนางเช่นกัน
เพียงแค่ตามหาผู้ที่ประพันธ์บทกวีนี้ออกมาก็แค่นั้น
ง่ายดายอย่างมาก เพราะนางรู้จักคนผู้นั้นอยู่แล้ว
สิ่งที่นาง้าคือเวลา ที่จะใช้ทำความรู้จักคนผู้นี้ต่อไปจากนี้
“ขอบพระคุณความกรุณาของทุกท่าน งานวรรณกรรมคราวนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว เชิญแยกย้ายได้ตามอัธยาศัย”
“จงเชื่อในโชคชะตาของพวกเ้า ที่จะพบเจอกับหญิงสาวที่ดียิ่งกว่าได้แน่นอน”
นางหันหลังกลับไปทางด้านหลังเรือ มุมปากกระตุกแย้มยิ้มอย่างมีเลศนัยขึ้นมา
หลี่เฉินอัน แท้จริงแล้วเ้าเป็คนเยี่ยงไรกันแน่ ?
ใช่แล้ว เื่สัญญาหมั้นของเสิ่นเฉียวเตี๋ย จะต้องจัดการให้กับนางโดยเร็วที่สุดเสียก่อน
……
……
ดวงจันทร์ลอยขึ้นเหนือต้นหลิว
เรือนตะวันออกของจวนหลี่มีกลิ่นยาหอมลอยออกมา ส่วนเรือนตะวันตกของจวนหลี่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา
หลี่เฉียวซีกำลังต้มยาให้กับท่านแม่อย่างอารมณ์ดี ส่วนพี่ชายหลี่เฉินอันกำลังนั่งอยู่ตรงหัวเตียง เป็เพื่อนคุยอยู่กับท่านแม่
อาการป่วยของท่านแม่อาจเป็เพราะความคำนึงถึงพี่ชาย ยังไม่ทันต้มยาที่หมอจางจ่ายมาให้ จิตใจของมารดาก็เหมือนว่าจะดีขึ้นไม่น้อย
เพียงแต่ภายในใจของนางก็ยังคงสับสน เพราะตัวพี่ชายในอดีตต่อให้อยู่ต่อหน้ามารดา เขาก็ยังพูดน้อย
แต่ค่ำนี้ เขากลับมีเื่พูดคุยมากมาย
ต่างก็เป็คำพูดปลอบโยน กล่าวว่าท่านแม่ไม่ต้องเป็กังวลในตัวเขา เขาในตอนนี้มีชีวิตที่ดีอย่างยิ่ง...
เขาใช้ชีวิตในตอนนี้ได้ดีจริง ๆ เยี่ยงนั้นหรือ ?
วันนี้ที่ไปร้านค้าของเขาที่ตรอกเอ้อร์จิ่งโกว ด้านในนั้นก็ยังคงสะอาดเฉกเช่นในอดีต
เกรงว่าในไหข้าวจะไม่มีข้าวอยู่ด้วยซ้ำ
เขาไม่ได้เล่าถึงความลำบากในชีวิตของเขาให้มารดาฟัง ทั้งยังคอยปลอบโยนนางไม่หยุด
ในสายตาของหลี่เฉียวซี ตอนนี้ถือว่าพี่ชายรู้ความแล้ว
ไม่ว่าจะเื่ที่พี่ชายลงมือจัดการอนุหรือบ่าวชั่วเ่าั้หรือเื่ที่พี่ชายตำหนิบิดา หลี่เฉียวซีได้จดจำความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เอาไว้ในใจ แม้จะยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ แต่ก็ไม่ได้สำคัญอีกต่อไป
สิ่งสำคัญคือพี่ชายไม่ขี้ขลาดเฉกเช่นในอดีตอีกต่อไปแล้ว จนถึงขั้นที่เขาสามารถแบกรับหลายสิ่งหลายอย่างด้วยตนเองได้อีกด้วย
เขาอยากจะพาแม่และตนไปอยู่ที่ร้านของเขา แต่ท่านแม่ก็ไม่รับปาก สุดท้ายในสายตาของท่านแม่ ที่นี่ต่างหากที่เป็บ้านของนาง
“พ่อของเ้า... ต่อให้เขาจะทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม แต่เขาก็ยังเป็พ่อของเ้าอยู่ดังเดิม”
ติงเสี่ยวเอ๋อนอนพิงหมอน กุมมือของหลี่เฉินอันเอาไว้ แสงตะเกียงสาดกระทบกับใบหน้าของนาง เพราะรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของนาง ทำให้เกิดการตัดกันของแสงและเงา
นางเพิ่งจะอายุได้ 35 ปี
แต่กลับมีรูปโฉมเหมือนกับอายุ 53 ไปแล้ว
นี่ไม่ใช่ความชราภาพที่เกิดจากการใช้แรงกายทำงานอย่างหนัก แต่นางเหนื่อยทางใจ
หากกล่าวให้ถูกต้องก็คือ นางเหนื่อยกับสภาพดั้งเดิมนี้
การที่ได้เห็นเยี่ยงนี้ทำให้หลี่เฉินอันแอบเ็ปอยู่ภายในใจ เพราะตนในชาติที่แล้วไม่มีโอกาสได้แสดงความกตัญญูต่อมารดาหลังจากที่ร่ำรวยแล้ว
นี่คือความเสียใจอย่างหนักหน่วง มันเรียกว่าบุตรอยากเลี้ยงดู แต่พ่อแม่ไม่อยู่รอแล้ว
“ท่านแม่... ข้าสามารถมีชีวิตที่ดีต่อไปได้โดยแท้จริง หากมีท่านแม่และน้องสาวคอยอยู่ข้างกายข้า ข้าก็จะวางใจได้ยิ่งขึ้น อย่างไรข้าก็ถูกเขาขับไล่ออกจากจวนแล้ว การจะกลับมาหาพวกท่านบ่อย ๆ ไม่ใช่เื่ที่สมควรเช่นกัน”
ติงเสี่ยวเอ๋อเงียบไปชั่วครู่ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างฝืนใจ
“ลูกเอ๋ย เ้าจงจำไว้ แม่คือภรรยาร่วมผูกผมของพ่อเ้า ชั่วชีวิตนี้แม่ทำได้เพียงอยู่ข้างกายเขา... ถึงแม้มันจะนานแล้วที่เขาไม่ได้มาเรือนตะวันออกนี้เลย แต่อย่างไรแม่ก็ยังเป็ฮูหยินของตระกูลหลี่เรือนสามอยู่ดังเดิม แม่ไม่ได้โทษเขาแต่อย่างใด”
“พ่อของเ้ามีนิสัยใจร้อนไปเสียหน่อย มันเริ่มต้นจากปู่ของเ้า ตระกูลหลี่เรือนสามถูกอีกสองเรือนคอยกดดัน พ่อของเ้าย่อมหวังให้เ้ามีพร์มากพอที่จะสามารถสนับสนุนตระกูลหลี่เรือนสามหลังนี้ขึ้นมาได้”
“ดังนั้น... เ้าอย่าได้ตำหนิเขาเลย จิตใจของเขาไม่ได้ย่ำแย่ อย่างไรเ้าก็คือเืเนื้อเชื้อไขของเขา ในอดีตเขาเพียงแค่ไม่มีการทำความเข้าใจและรีบร้อนอยากจะประสบความสำเร็จเกินไป”
“ไม่ช้าก็เร็ว ย่อมมีวันหนึ่งที่เขาจะยอมรับเ้าเป็บุตรชายอีกคราว เ้าคือบุตรชายคนโตของตระกูลหลี่เรือนสาม อย่างไรจวนหลังนี้ก็เป็ของเ้าอยู่ครึ่งหนึ่งเช่นกัน แม่ไปไม่ได้ แม่จะช่วยเ้ารักษาที่นี่เอาไว้...รอจนกว่าเ้าจะกลับมา”
แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง จนม่านสว่างขึ้นมาเล็กน้อย
นี่คือการพูดคุยที่มากที่สุดั้แ่หลี่เฉินอันมาถึงโลกนี้
เขาประคองมารดาขึ้นมาดื่มยา อยู่ทานมื้อเย็นกับมารดา จากนั้นก็มอบเงินไว้ให้ 20 ตำลึงแล้ว จึงเอ่ยลามารดากับน้องสาวและออกไปจากจวนหลี่
เขาหยุดยืนอยู่หน้าประตูใหญ่ของจวนหลี่ เงยหน้ามองออกไป หลังจากนั้นจึงได้ก้าวเท้าออกไป
เป็จังหวะที่หลี่เฉินตงกลับมาพอดี
สองพี่น้องสบสายตากัน เดินผ่านกันไปโดยไม่เหลียวแล
ทั้งยังไร้คำพูดอื่นใด