“กระหม่อมได้ยินมาว่า พระชายาวางยาพิษฮองเฮาเป็นความจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”รุ่ยอ๋องเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ผู้ใดกันช่างบังอาจกล่าวเช่นนั้น!”
แม้ว่าฮ่องเต้ฉินจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ก็พุ่งเป้าไปที่กู้ชิงเฉิงคำพูดของท่านอ๋องรุ่ยจึงเหมือนกับการตบหน้าฮ่องเต้ฉินอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรได้ ทำได้เพียงแค่จ้องมองรุ่ยอ๋องด้วยความโกรธกริ้ว
“ตอนนี้พระชายาน่าสงสัยที่สุดแม้จะไม่มีใครกล่าวว่านางเป็นผู้ลงมือวางยาพิษแต่องค์รัชทายาทจะสืบสวนเรื่องนี้ต่อไป” ฮ่องเต้ฉินเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
เมื่อเห็นรุ่ยอ๋องฮ่องเต้ก็ยิ่งกริ้วหนักขึ้น และยิ่งอยากจะสังหารกู้ชิงเฉิง หากไม่มีเรื่องผิดพลาดรุ่ยอ๋องควรจะสิ้นลมหายใจและถูกฝังไปนานแล้วแต่ตอนนี้รุ่ยอ๋องกลับยังยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างมีชีวิตชีวาย่อมทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก
“ผู้ใดกันช่างตาบอดกล่าวว่าพระชายาวางยาพิษฮองเฮา” รุ่ยอ๋องไม่ได้สนใจสิ่งใดเขายังคงพูดต่อไป “ฮองเฮาประทับอยู่ในตำหนักหลวงส่วนพระชายาประทับอยู่ที่ตำหนักองค์รัชทายาท ต่างคนต่างอยู่เหตุใดพระชายาจึงต้องวางยาพิษฮองเฮาด้วย”
“รุ่ยอ๋อง ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาก่อเรื่องวุ่นวายได้” ในที่สุดฮ่องเต้ฉินก็ทนไม่ไหว เขาเอ่ยออกมาด้วยเสียงต่ำในน้ำเสียงเจือด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย
“กระหม่อมมาเพื่อก่อความวุ่นวายหรือพ่ะย่ะค่ะ?” รุ่ยอ๋องโมโหเช่นกัน“กระหม่อมมาเพื่อแก้ต่างให้พระชายาต่างหากเมื่อครั้งยังอยู่ที่อันหยวนถังพระชายาจัดให้มีวันตรวจรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกเดือนวันหนึ่งสามารถรักษาผู้คนได้หลายพันคน นางมีจิตใจเมตตาดุจดั่งพระโพธิสัตว์เหตุใดจึงต้องวางยาพิษฮองเฮาด้วย?”
“ข้าไม่ได้กล่าวว่านางวางยาพิษฮองเฮาเพียงแต่หลักฐานในตอนนี้ล้วนชี้ไปที่พระชายา” ฮ่องเต้ฉินใกล้จะระเบิดโทสะเต็มทีแล้ว
หมอหลวงหลี่ที่คุกเข่าอยู่ข้างๆไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ
“ไอ้สารเลวผู้ใดกันที่นำหลักฐานเหล่านี้มาเสนอ!” เสียงของรุ่ยอ๋องไม่ได้เบาเลยร่างกายสูงใหญ่ดุจภูเขาเล็กๆ ยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น แสดงอำนาจข่มขู่ผู้คนท่าทางเช่นนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยแต่กลับทำให้ฮ่องเต้ฉินกลับยิ่งอยากสังหารเขามากยิ่งขึ้น
คนผู้นี้ยังรอดชีวิตมาได้เช่นนี้ทำให้เขาไม่พอใจยิ่งนัก และยังมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างความรำคาญใจให้แก่เขาเท่านั้นยิ่งคิดเช่นนี้ เขาก็ยิ่งโมโห อีกทั้งยิ่งมองกู้ชิงเฉิงแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์หากไม่ได้สังหารนางเสีย ความคับแค้นใจนี้ก็ไม่อาจระงับได้
ฮ่องเต้เหลือบมองหมอหลวงหลี่ที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นนี่เป็นการทิ้งหมากตัวที่ไร้ประโยชน์นี้ออกไปโดยตรง
“โอ้ หมอหลวงหลี่” รุ่ยอ๋องหัวเราะ “ด้วยฝีมือของเจ้า จะสามารถตัดสินอะไรได้? ครั้งก่อนนู้นเจ้ายังกล่าวว่าข้าจะอยู่ได้ไม่เกินสามเดือน นี่ก็ผ่านมาห้าเดือนแล้วไม่ใช่รึข้าก็ยังคงมีชีวิตอยู่ดีไม่ใช่รึ!” ท่าทางนั้นเต็มไปด้วยความดูถูก
หมอหลวงหลี่ซึ่งหวาดกลัวมาแต่แรกแล้วบัดนี้เมื่อได้ยินคำกล่าวของรุ่ยอ๋อง ก็ตกใจจนแทบสิ้นสติเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่ารุ่ยอ๋องจะยังคงมีชีวิตอยู่ได้และตอนนี้ก็ฟื้นฟูร่างกายกลับมาเป็นปกติแล้ว เขารู้สึกไม่อยากจะเชื่อยิ่งนักแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ถึงคราวเคราะห์แล้ว
“กระหม่อม... กระหม่อมไร้ประโยชน์!” หมอหลวงหลี่ยื่นมือทั้งสองข้างลงแตะพื้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทาแต่เดิมเขาก็ได้รับคำสั่งจากฮองเฮาให้มาปรักปรำกู้ชิงเฉิงแต่ใครจะคาดคิดว่าเรื่องราวจะยิ่งซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ เกินกว่าที่เขาจะเข้าใจได้และไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดต่อดี
“หากไร้ประโยชน์ เช่นนั้นจะเก็บไว้ทำไมกัน” รุ่ยอ๋องกล่าวด้วยสีหน้าดูถูกเสียงดัง“ฝ่าบาทจะทรงใจดีเกินไปก็ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะทรงเลี้ยงกลุ่มคนไร้ประโยชน์ไว้ในสำนักหมอหลวง ฝีมือของคนพวกนี้ยังจะหวังให้พวกเขาค้นหาหลักฐานและรักษาฮองเฮาให้หายได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”
จากนั้นก็เขาทรุดตัวนั่งลงอย่างไม่เกรงใจตรงข้ามกับฮ่องเต้ฉิน“อันที่จริง หากจะคลี่คลายความจริงก็เพียงแค่รักษาฮองเฮาให้หายเท่านั้น”
เมื่อฮ่องเต้ฉินได้ยินคำกล่าวของรุ่ยอ๋องก็กล่าวต่อทันที“ก็จริง หากฮองเฮาฟื้นขึ้นมาได้ ความจริงทุกอย่างก็จะปรากฏ”
ฮ่องเต้ฉินเลิกคิ้วพลางมองกู้ชิงเฉิง “ในเมื่อพระชายาเป็นหมอเทวดาแห่งอันหยวนถังผู้ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชุบคนตายให้มีชีวิตเช่นนั้นอาการของฮองเฮาในยามนี้ย่อมไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเจ้ากระมัง”
ตราบใดที่ฮองเฮาตื่นขึ้นมาได้ก็ย่อมสามารถปรักปรำกู้ชิงเฉิงให้ถึงตายได้ ไม่เหลือโอกาสให้นางแม้แต่น้อย
ฮ่องเต้ต้องการเช่นนั้นเพราะรู้ดีว่ากู้ชิงเฉิงไม่ใช่คนโง่งม นางย่อมไม่หลงกลง่ายๆจึงไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้แต่แรกเริ่มแต่บัดนี้รุ่ยอ๋องกลับช่วยให้ภารกิจของเขาลุล่วงไปได้ ในใจของเขาจึงยินดียิ่งนัก
โม่อวี้เฉินเองก็จ้องรุ่ยอ๋องเขม็งนี่ช่างเป็นสหายร่วมรบที่ไร้ประโยชน์ยิ่งนักกู้ชิงเฉิงเองก็อยากจะจ้องรุ่ยอ๋องเช่นกัน แต่นางก็อดทนไว้ยามนี้ไม่มีหนทางที่จะพลิกผันสถานการณ์ได้แล้วนางจึงทำได้เพียงเดินไปข้างหน้าทีละก้าวเท่านั้น
ขณะนี้รุ่ยอ๋องเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองทำผิดพลาดไปแล้วเขาจึงมองฮ่องเต้ฉิน จากนั้นก็มองกู้ชิงเฉิงแล้วก้มหน้าลงเดิมทีเขามาเพื่อสนับสนุนกู้ชิงเฉิงทว่ากลับกลายเป็นการทำให้นางต้องตกที่นั่งลำบากเสียเองเขายกมือขึ้นตบหน้าตนเองครั้งหนึ่ง ท่าทางเต็มไปด้วยความสำนึกผิดและจนปัญญา
โม่อวี้เฉินติดตามอยู่ข้างกายของนางไม่ห่างรุ่ยอ๋องรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ทำได้เพียงรอคอยอยู่หน้าประตูด้วยความร้อนใจ
“เจ้าดูเป็นห่วงพระชายาเหลือเกินนะ!” ฮ่องเต้ฉินเอ่ยด้วยสีหน้าบึ้งตึงเมื่อเห็นรุ่ยอ๋องมีสีหน้ากระวนกระวายก็ขมวดคิ้วแน่น
อันที่จริงรุ่ยอ๋องไม่ได้มีความทะเยอทะยานและไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมใดหากเขาดีต่อผู้ใด ก็ย่อมทุ่มเททั้งกายใจ ด้วยเหตุนี้เองฮ่องเต้ฉินจึงหมายมั่นจะกำจัดเขาให้ได้เพราะคนแบบนี้ง่ายที่จะถูกผู้อื่นใช้ประโยชน์ จึงเป็นภัยต่อต้าฉิน
โดยเฉพาะการที่รุ่ยอ๋องไปผูกมิตรกับอ๋องแห่งแคว้นหลินถึงขั้นสาบานเป็นพี่น้องนี่เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวที่สุด หากวันใดรุ่ยอ๋องเกิดมีใจคิดกบฏหันไปสวามิภักดิ์ต่อศัตรูเล่า ดังนั้น ฮ่องเต้ฉินจึงไม่กล้าที่จะเก็บเขาไว้แต่ก็ไม่อาจตั้งข้อหาให้เขาอย่างแท้จริงได้ เพราะเกรงว่าราษฎรจะไม่เห็นด้วย
เขาจึงได้วางยาพิษรุ่ยอ๋องอันที่จริงพิษนี้ถูกวางมานานกว่ายี่สิบปีแล้วในตอนแรกที่วางยาพิษนั้นก็เพื่อจะยับยั้งเขาไว้แต่บัดนี้กลับต้องการชีวิตของเขาแล้ว
“อันที่จริงนางอาจจะไม่ใช่พระชายาก็ได้” ฮ่องเต้ฉินหรี่พระเนตรลงพลางตรัสอย่างแผ่วเบา“ข้าเห็นนางหญิงผู้นั้นเติบโตมากับตา เป็นไปไม่ได้ที่ภายในห้าปีที่อุปนิสัยของนางจะเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ และยังสามารถเข้าใจวิชาแพทย์ได้อีก”
นางไม่เพียงเข้าในวิชาแพทย์เท่านั้นทว่ากลับล้ำเลิศไร้เทียมทาน หากไม่ได้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริงอันหยวนถังย่อมไม่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วใต้หล้า
รุ่ยอ๋องเหลือบตามองฮ่องเต้ฉินอย่างดูแคลนพลางกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “คนเราย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้”และเขาไม่เห็นว่าจะมีปัญหาใดๆ เลย
“เจ้า...” ฮ่องเต้ฉินไม่พอใจเขาสะบัดแขนเสื้อพลางเอ่ยว่า “นี่ข้าเล่นพิณให้วัวฟัง![1]อยู่หรือ!”
“คำนี้ควรเป็นข้าที่กล่าวถึงท่านมากกว่า!” รุ่ยอ๋องไม่ยอมแพ้กล่าวอย่างไม่พอใจ ทั้งสองคนจึงเริ่มโต้เถียงกันไปมา
อันที่จริงทั้งสองมีอายุไล่เลี่ยกันฮ่องเต้ฉินมีอายุมากกว่าเล็กน้อย ทว่าเมื่อมองจากรูปลักษณ์รุ่ยอ๋องกลับดูแก่กว่ามาก เพราะเขาต้องออกรบในสมรภูมิและตากแดดตากลมฝนมายาวนานย่อมไม่เทียบเท่าฮ่องเต้ฉินที่ได้รับการดูแลอย่างดี
กู้ชิงเฉิงกำลังลงเข็มให้ฮองเฮาสีหน้าแฝงด้วยแววเย้ยหยัน “ฮองเฮาผู้นี้ช่างกล้าหาญยิ่งนักถึงกับนำชีวิตของตนมาล้อเล่น หากมีคนตาบอดคนใดฝังพระนางไปเสีย ก็คงจะขาดทุนย่อยยับ”
“ชิงเฉิง เจ้าวางใจเถิดข้าจะไม่ยอมให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ทำร้ายเจ้าได้เด็ดขาด” โม่อวี้เฉินกล่าวเสริมเขาย่อมมองออกว่าฮองเฮาและฝ่าบาทกำลังร่วมมือกันเล่นงานกู้ชิงเฉิง
เชิงอรรถ
[1]เล่นพิณให้วัวฟัง (对牛弹琴) หมายถึงการพยายามอธิบายเรื่องราวที่ซับซ้อนหรือมีคุณค่าให้กับคนที่ไม่มีความเข้าใจไม่เห็นคุณค่า หรือไม่คู่ควรที่จะรับฟัง ซึ่งเป็นความพยายามที่เปล่าประโยชน์คล้ายกับสำนวนสุภาษิตไทยที่ว่า สีซอให้ควายฟัง