BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
ตอนที่ 5 ระดับการฝึกปราณ
มือยักษ์บดบังสวรรค์ ลูกไฟสีม่วงผลาญโลก!เวลานี้ ความคิดของหลินสวินพลันปั่นป่วน จนร่างผอมของเขาที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะทำงานกระตุกวาบ เขาอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่นภาพเหตุการณ์นั้นทั้งชวนตะลึงและอัศจรรย์ มือข้างเดียวบดบังทั้งโลกและชั้นฟ้า เปล่งพลังที่แข็งแกร่งเสียจนทำลายล้างโลกทั้งใบได้ตอนนั้นส่วนลึกในหัวใจของหลินสวินรู้สึกพิศวงนัก เขาไม่ยักกะรู้มาก่อนว่าพลังงานที่ทรงอานุภาพในการทำลายล้างขนาดนี้มีอยู่จริงราวกับทวยเทพยาตราลงมาสู่โลกมนุษย์ พรั่งพร้อมด้วยพลังเกินหยั่งคาดที่จะกลืนกินดวงดาวและจันทรา ชำระล้างธาราและมหาสมุทร และพลิกดินให้เป็นทรัพย์“สักวันหนึ่งข้าก็ต้องทำได้เช่นกัน! ต้องทำได้แน่!”หลินสวินสูดหายใจลึก จิตวิญญาณนักสู้ในจิตใจของเขารุ่มร้อนและเดือดพล่าน พลัง นั่นคือสิ่งที่เขาขาดอยู่ตอนนี้เขาต้องการครอบครองพลัง!ตลอดเวลาที่เติบโตมาในคุกใต้เหมืองอันมืดมิด เขาถูกคนบอกมาตั้งแต่เล็กว่าชีพจรวิญญาณของเขาถูกพรากออกไปจากร่างแล้ว ซึ่งยิ่งทำให้เขาปรารถนาในพลังอย่างแรงกล้าและแน่วแน่ขึ้นไปอีกผ่านไปครู่ใหญ่ หลินสวินก็ข่มสติให้กลับมาสงบได้ในที่สุด เขาจับจ้องตำราสีเหลืองซีดบนโต๊ะทำงาน ประกายที่ยากเกินหยั่งแวบผ่านเข้ามาในแววตาของเขาหลังจากท่านลู่ผลักเขาลงไปในโพรงลึกนั่น หลินสวินก็หมดสติไปพร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องกัมปนาทเมื่อเขาฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็อยู่กลางที่ราบร้างมืดสนิทแล้วจากนั้นเขาก็ใช้เวลากว่าสามเดือนขึ้นเขาลงห้วย ฝ่าพายุและน้ำค้าง ข้ามผ่านทุกความระกำลำบาก จนมาถึงยังเขตแดนของจักรวรรดิจื่อเย่าจนได้หมู่บ้านเฟยอวิ๋นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิจื่อเย่า หลินสวินยังจำได้แม่นว่าก่อนที่จะจากกัน ท่านลู่ได้เอ่ยกับเขาว่าผู้ที่พรากชีพจรวิญญาณจากเขาไปอาศัยอยู่ในจักรวรรดิแห่งนี้หลินสวินลูบตำราสีเหลืองซีดเล่มนั้นด้วยปลายนิ้วอย่างอ่อนโยน ก่อนสูดหายใจลึกและข่มอารมณ์ตัวเองได้สำเร็จเขาผุดลุกขึ้น หอบตำราสีเหลืองซีดกลับไปเก็บด้วยความระมัดระวังยิ่งยวด และซ่อนมันไว้ในหีบไม้อีกครั้งท่านลู่ได้มอบตำราเหลืองซีดและด้ามสลักทื่อสีเทาไว้ให้กับเขาก่อนจากกัน นั่นเท่ากับว่ามันคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ท่านลู่ทั้งห่วงและหวงหลินสวินยังจำได้อีกด้วยว่าท่านลู่บอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังก่อนจากกันว่า ‘รักษามันให้ดี! ต่อไปเจ้าจะฝึกปราณได้โดยสะดวกหรือไม่ก็ต้องพึ่งพวกมันแล้ว! โดยเฉพาะด้ามสลักนั่นสำคัญเป็นพิเศษ มันซ่อนความลับที่แม้แต่ข้าก็ไม่เคยแก้ออก ขอเพียงเจ้าแก้มันได้ ต่อให้เป็นคนที่ชีพจรวิญญาณถูกพรากไปแล้ว ก็ยังสามารถครอบครองพลังที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาท้าทายทวยเทพได้!’หลินสวินหารู้ไม่ว่ามีความลับใดซ่อนอยู่ภายใต้ตำราและด้ามสลักนั่น เขาจะไม่เผชิญหน้ากับมันจนกว่าจะแน่ใจจริงๆ ว่าท่านลู่ยังมีชีวิตอยู่หรือจากไปแล้ว...หลินสวินเป่าแสงตะเกียงสลัวในห้องให้ดับลง แล้วขึ้นไปนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงท่ามกลางความมืด เริ่มต้นการฝึกปราณฮูม...ลมปราณสูบฉีดไปทั่วกายเขาดุจกระแสธาร หน่วงนำพลังวิญญาณให้ไหลเวียนสู่เส้นลมปราณของเขาในโลกทุกวันนี้ วิถีการฝึกปราณเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ก่อเกิดสำนักและตระกูลเกินระบุจำนวนได้ ตำราที่เกี่ยวกับการฝึกปราณยิ่งมีมากมายไพศาลดุจน้ำในมหาสมุทร มากจนนับไม่หวาดไม่ไหวทั้งนี้เส้นทางการฝึกปราณแบ่งออกเป็นห้าระดับใหญ่ ได้แก่ ระดับกำลังภายใน ระดับจิตผสานวิญญาณ ระดับจิตวิญญาณสมุทร ระดับหยั่งสัจจะ และระดับกระบวนแปรจุติในบรรดาระดับทั้งหมด ระดับกำลังภายในเป็นการฝึกปราณขั้นพื้นฐานที่สุด และสำคัญที่สุดเช่นกัน บนโลกใบนี้มีมนุษย์มากหน้าหลายตา แต่หาใช่ทุกผู้ทุกคนสามารถฝึกปราณจนบรรลุได้หลักการเดียวที่จะตัดสินว่าคนผู้นั้นสามารถฝึกปราณได้ ต้องดูว่าเขาสามรถบรรลุปราณระดับกำลังภายในได้หรือเปล่า เพราะนั่นคือเงื่อนไขพื้นฐานที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุดเช่นกันระดับกำลังภายในเองก็แบ่งย่อยออกเป็นเก้าขั้น ได้แก่ ขั้นกำหนดปราณ ขั้นรากฐานมั่นคง ขั้นเปิดองคาพยพ ขั้นบรรจบช่องทาง ขั้นชำระล้างแกนจิต ขั้นโลหิตเดือดพล่าน ขั้นอนุจักรวาล ขั้นมหาวัฏจักร และขั้นแปรลักษณ์วิญญาณแต่ละขั้นจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อพลังของผู้ฝึกตนอย่างขั้นที่หนึ่ง ขั้นกำหนดปราณ คือการกำหนดการไหลเคลื่อนของปราณในร่างกาย ใช้ปราณประดุจเครื่องนำทาง เคลื่อนพลังวิญญาณผ่านเส้นลมปราณและจุดชีพจร บรรลุเป้าหมายแห่งการชำระกายหยาบหากเข้าถึงขั้นนี้แล้ว ปราณสกปรกในกายของผู้ฝึกตนจะได้รับการชำระล้าง และร่างกายของเขาจะเปี่ยมไปด้วยพลังและความแข็งแกร่งระดับที่สามารถทุบหินให้แตกเป็นเสี่ยง หรือสู้กับเสือด้วยมือเปล่าได้!พูดกันโดยทั่วไปแล้ว ขั้นกำหนดลมปราณเป็นปราการด่านแรกของการฝึกปราณและระดับกำลังภายใน จะบรรลุขั้นนี้ได้หรือไม่เป็นเงื่อนไขเดียวสำหรับผู้ที่ต้องการจะฝึกตนถ้าใครผู้นั้นไม่สามารถกำหนดปราณของตัวเองได้แล้วไซร้ ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะกลายเป็นผู้ฝึกตนที่ทรงพลังเหาะเหินเดินอากาศ มุดดิน หรือความคุมพลังธรรมชาติได้ดั่งใจนึกหลินสวินเริ่มฝึกตนตั้งแต่อายุสิบขวบ ด้วยเคล็ดวิชาเพ่งกระแสวิญญาณที่ถ่ายทอดโดยท่านลู่ ซึ่งเน้นย้ำว่ามนุษย์เราควรซื่อตรงต่อจิตวิญญาณตั้งต้นของตนเอง และหมั่นฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์และมั่นคงเมื่ออายุได้สิบเอ็ดขวบ หลินสวินก็บรรลุขั้นกำหนดปราณ เขากำหนดปราณให้หล่อเลี้ยงไปทั่วกายของเขาและชำระสิ่งปฏิกูลในกายได้สำเร็จ กลายเป็นผู้ฝึกตนโดยสมบูรณ์ตอนนี้เขาอายุสิบสามปีแล้ว แต่เพิ่งข้ามผ่านขั้นกำหนดปราณมาสู่ขั้นรากฐานมั่นคงซึ่งเป็นขั้นที่สองของระดับกำลังภายใน ขั้นรากฐานมั่นคง คือการดูดกลืนพลังวิญญาณด้วยวิธีการพิเศษ หลอมอวัยวะตันห้ากลวงหก เสริมความแข็งแกร่งให้ปราณในกายตนด้วย ในขั้นนี้ ผู้ฝึกตนจะสามารถสูดหายใจเข้าดุจวัว หายใจออกดุจลูกธนู และมีพละกำลังยั่งยืนหลินสวินรั้งอยู่ในขั้นรากฐานมั่นคงมาเกือบสองปีแล้ว เมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆ แม้จะไม่น่าผิดหวัง แต่ก็นับว่าความเร็วในการฝึกปราณของเขาอยู่ในระดับทั่วไป และยังห่างชั้นกับผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์อยู่โขกระนั้น หลินสวินก็ค่อนข้างเชื่อว่าเขาโชคดียิ่งแล้วที่ยังฝึกปราณได้ทั้งที่ถูกพรากชีพจรวิญญาณไป ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับความช่วยเหลือของท่านลู่ฮูม...พลังวิญญาณไหลเวียนปุดๆ ไปทั่วทั้งร่างของหลินสวิน ร่างกายของเขาแบกรับการไหลเวียนของพลังวิญญาณได้สูงสุดเพียงสิบแปดรอบเท่านั้นฟู่...หลินสวินหยุดฝึกปราณโดยไม่ลังเล เขาปล่อยลมหายใจออกมาเป็นมวลสีขาวแหลมดุจลูกธนูพุ่งไปไกลสามฉื่อ สร้างแรงกระเพื่อมสายหนึ่งขึ้นในอากาศขั้นกำหนดปราณต้องโคจรพลังวิญญาณเก้ารอบ จึงจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่หากจะบรรลุขั้นรากฐานมั่นคง ต้องโคจรพลังวิญญาณสิบแปดรอบ จึงจะสามารถทะลุไปขั้นที่สามของระดับกำลังภายใน ขั้นเปิดองคาพยพหลินสวินโคจรพลังวิญญาณให้ไหลเวียนผ่านเส้นลมปราณทุกจุดได้ครบสิบแปดรอบตั้งแต่ปีที่แล้ว หากแต่ผ่านมาหนึ่งปี เขาก็ยังข้ามผ่านไม่ได้ ซึ่งเกิดจากปัจจัยมากมาย อาทิ เขาไม่ได้รับอาหารวิญญาณที่เพียงพอ ขาดวัตถุดิบเก็บเกี่ยวพลังวิญญาณ ขาดอาจารย์ที่ดี...อย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงเด็กที่ถูกทิ้ง เติบโตมาในคุกใต้เหมืองอันมืดมิด มีชีวิตรอดมาได้ขนาดนี้ก็นับเป็นปาฏิหาริย์แล้วแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเส้นลมปราณของเขานั้นแข็งกระด้างและเปราะบางเกินกว่าจะแบกรับพลังวิญญาณที่แกร่งขึ้น เขาจะข้ามผ่านไปสู่ขั้นถัดไปได้ก็ต่อเมื่อเส้นลมปราณของเขาได้รับการหลอมชำระแล้วเท่านั้นกระนั้นหลินสวินเองก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรอยู่แล้ว เขารู้จักอดกลั้นและแน่วแน่มากกว่าใครเพราะโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนคนอื่นนักโทษที่มีชีวิตอยู่ในคุกใต้เหมืองมานานที่สุดและแก่มากที่สุดเคยกล่าวไว้ว่า ‘หากเจ้าอยากรอดไปจากคุกมืดแห่งนี้ จงเรียนรู้ที่จะอดทนต่อความโดดเดี่ยว’หลินสวินจำได้ขึ้นใจตั้งแต่นั้นมา......ข้างนอกยังคงมืดมิด แต่หลินสวินตื่นขึ้นมาแล้วตามความเคยชิน ยามลืมตาขึ้น เขาถึงกับงุนงงกับสภาพแวดล้อมใหม่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าที่นี่ไม่ใช่คุกใต้เหมืองที่เขาคุ้นเคยแต่ด้วยการตื่นแต่เช้าที่เขาทำเป็นกิจวัตรมานานหลายปี หลินสวินจึงไม่รู้สึกง่วงนอนแม้เพียงนิด และลุกจากเตียงในทันทีหมู่บ้านเฟยอวิ๋นคือที่พำนักแรกของเขาในจักรวรรดิจื่อเย่านี้ สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือทำความคุ้นเคยกับหมู่บ้านและพิสูจน์คุณค่าของตัวเองก่อนอย่างเช่นเมื่อคืนวาน หากรอยสลักเวทรวมแสงไม่สามารถกำจัดหนอนศัตรูพืชได้สิ้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะได้รับความสนใจจากหัวหน้าหมู่บ้าน นี่แหละคือคุณค่าของเขาหลินสวินเชื่อว่าหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ผู้คนในหมู่บ้านเฟยอวิ๋นก็คงจะไม่ตั้งแง่กับเขาอีกต่อไปหลินสวินลุกจากเตียง แล้วยืดเส้นยืดสายพอเป็นกระษัย ขณะที่เขากำลังจะไปชำระร่างกายนั่นเอง ก็มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจแปลกๆ ดังมาจากลานหน้าบ้านด้วยความใคร่รู้ เขาจึงเปิดประตูออกไปดู และพบว่ามีชาวบ้านมากหน้าหลายตามารวมตัวกันอยู่ในลานหน้าบ้านอันรกชัฏตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
TBC
เข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ