... ผมดึงสิ่งที่ผม้าออกมาและสิ่งของที่เทินอยู่ก็ล้มลงมาระเกะระกะ ในบรรดาหนังสือเก่า ๆ สี่ห้าเล่มมีสมุดเล่มหนึ่งที่ดูคุ้นตา
ปกของมันเขียนด้วยลายมือขี้ริ้วขี้เหร่ตัวโต ๆ ว่า “เด็กชายใกล้รุ่ง” ผมหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นออกและเปิดดู พร้อมยิ้มมุมปากเล็กน้อยเพราะตลกกับลายมือของตัวเองในวัยเด็ก
ผมเปิดสมุดดูไปเรื่อย ๆ จนลืมไปเลยว่าเป้าหมายสำหรับการเดินเข้ามาในห้องเก็บของนี้คืออะไร ราวกับว่าความทรงจำเก่า ๆ มันดึงดูดให้ผม ละสายตาจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้ผมเปิดมาจนถึงหน้าสุดท้ายของสมุด ในนั้นมีรูปวาด เป็รูปวาดคนตัวเล็กจับมือกับคนตัวโต บนหัวของคนตัวเล็กเขียนว่า “ใกล้รุ่ง”อีกคนเขียนไว้ว่า “คุณตา” และใต้ภาพเขียนกำกับไว้ว่า “ผมรักคุณตาคุณตาน่ารักที่สุดในโลก”
นั่นจึงทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าสมุดเล่มนี้เป็สมุดเล่มแรกที่ผมเขียนหนังสือแบบจริงจังโดยมีคุณตาคอยจับมือให้เขียน ...
ผมปิดสมุดลงด้วยความคิดถึงและความทรงจำเก่า ๆ ในวัยเด็กที่เริ่มพรั่งพรูขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อนความรู้สึกเช่นนี้มันยิ่งทำให้
การไปอยู่ไกลบ้านครั้งแรกของผมยากขึ้นไปอีก หรือจริง ๆ แล้วตาก็คงอยากมาอวยพรและส่งผมเหมือนกับคนอื่นๆ ในบ้านกันนะ
ผมฉุกคิดกับเื่นี้อยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มที่จะหยิบกล่องเข็มของแม่และจัดข้าวของที่ระเกะระกะเข้าที่ ก่อนจะก้าวขาเดินออกจากห้อง แต่แล้วก็ต้องหันกลับเข้าไปที่กองข้าวของนั้นแล้วลงมือรื้อมันอีกครั้งเพื่อค้นเอาของเก่าๆ ของตาขึ้นไปดูเล่นบนห้องด้วย
ผมค้นเจอสมุดบันทึกของตาอยู่หนึ่งเล่มแฟ้มใหญ่ ๆ อีกหนึ่งเล่มที่ในนั้นใส่ใบเกิดเกียรติบัตรต่าง ๆ รวมถึง ใบ ปพ.ของลูก ๆ ทุกคนของตา
บางใบก็ยังพออ่านได้ บางใบก็เลือนลางและเจอกล่องเหล็กที่ถ้าผมจำไม่ผิดมันคือของเล่นในวัยเด็กของผมอีกหนึ่งกล่อง ผมจึงหอบของทั้งหมดนั้นขึ้นมาบนห้องเพื่อระลึกถึงความทรงจำที่คิดถึงอีกครั้ง
ผมเริ่มจากการเปิดแฟ้มเล่มใหญ่ก่อน ในนั้นมีใบ ปพ.ของแม่ผมอยู่ด้วย ยังมีรูปนักเรียนแปะอยู่เลยไม่คิดว่าแม่จะโตมาได้สวยขนาดนี้
ผมยิ้มขึ้นอีกครั้งและผมคิดว่าตอนที่คุณตาหรือคุณยายเปิดดูก็คงจะยิ้มแบบนี้เหมือนกัน
“นี่ซ่อมได้ไหม หรือจะให้แม่ทำให้”
จู่ ๆแม่ก็เปิดประตูเข้ามาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ภาพวัยเด็กของแม่ช่างแตกต่างจากตอนนี้ไปเยอะมากผมหันไปมองแม่แล้วก็อดยิ้มไม่ได้
“ยิ้มอะไรของแก แม่ถามทำไมไม่ตอบ”
“อ๋อ.. ซ่อมได้ครับแม่ เดี๋ยวซ่อมเดี๋ยวนี้เลยครับ”
“เออแล้วไป” แล้วแม่ก็ปิดประตูห้องไปแบบสงสัย
ผมตัดสินใจที่จะวางทุกอย่างลงและเริ่มซ่อมซิปกระเป๋าจนสำเร็จ จากนั้นจึงเริ่มเก็บเสื้อผ้าข้าวของที่คิดว่าขาดไม่ได้ใส่ลงไปในกระเป๋าลากใบใหญ่ ก่อนที่จะปิดกระเป๋านั้นลงและตั้งใจไว้ว่าหลังจากกินข้าวเสร็จจะขึ้นมาเปิดของเก่า ๆที่เอามาจากห้องเก็บของดูต่อเสียหน่อย
“กระเป๋ายังแฟบอยู่เลยเอาไอ้เผือกไปด้วยไหม”
จู่ ๆเสียงของพี่ชายของผมก็ดังขึ้นจากหน้าประตูพร้อมเสนอให้เอาไอ้เผือกหมาบางแก้วของเราไปด้วย
“ที่หอห้ามเลี้ยงหมา”
“งั้นเอาฉันไปแทนได้ไหม”
“ก็บอกแล้วไงว่าที่หอเขาห้ามเลี้ยงหมา”
ผมและพี่ชายถ้าไม่ทะเลาะกันเราก็มักจะหยอกล้อเล่นกันแบบนี้เป็ประจำแต่ั้แ่มันรู้ว่าผมสอบติดมหาวิทยาลัยและจะต้องไกลบ้าน
มันก็ไม่เคยชวนผมทะเลาะอีกเลย ลึก ๆแล้วเราก็คงเป็ห่วงกันนั่นแหละ
หลังจากที่ผมเก็บข้าวของเสร็จก็ปาไปเกือบทุ่มผมจึงลงไปกินข้าวตามคำเรียกของแม่ พ่อซึ่งกลับมาพร้อมกับสร้อยพระองค์เล็ก
สายสินและพระพุทธรูปองค์เล็ก แล้วเอาสายสิญจน์มาผูกที่ข้อมือของผมพร้อมกับอวยพรรวมถึงแม่ก็ด้วย แล้วเราก็นั่งกินข้าวกันอย่างปกติเหมือนทุก ๆ วัน แต่พรุ่งนี้ตอนเย็นมันก็จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วเพราะพรุ่งนี้จะไม่มีผมบนโต๊ะอาหารของครอบครัว
ผมกวาดสายตาไปทั่ว ๆ ชั้นล่างของบ้านมองพ่อ แม่ พี่ชาย และเ้าเผือกที่นอนอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะอาหารก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาแปลก ๆ
อยากจะลองร้องไห้เหมือนตอนเข้าเรียนอนุบาลวันแรกจังเลย
“ไง นั่งเงียบแบบนี้ พรุ่งนี้จะร้องตามพ่อกับแม่กลับบ้านไม่ได้นะ”พ่อพูดขึ้นมาเหมือนรู้ว่าในใจของผมคิดอะไรอยู่นั่นแหละ
“จะบ้าหรือพ่อ ผมโตแล้วนะครับ เดี๋ยวเจอสาว ๆผมก็ลืมบ้านแล้ว”
ผมต้องพูดให้ตัวเองดูแข็งแรงและน่าวางใจไว้ก่อนไม่เช่นนั้นจะต้องโดนหัวเราะเยาะให้กับความงี่เง่าแบบที่เคยตอนเด็ก ๆ เป็แน่
“ฉันรู้นะว่าข้างในแกคิดอะไรอยู่น่ะไอ้รุ่งเอ้ย”
แต่ถึงแม้ว่าผมจะพูดออกมาด้วยท่าทางที่เข้มแข็งเพียงใดพี่ชายของผมมันก็ดูออกเสมอ
“โธ่ ลูกแม่อย่าเศร้าไปเลยเดี๋ยวนี้เขามีวิดิโอคอลในโทรศัพท์แล้วนะ คิดถึงก็คอลมาดูหน้าพ่อหน้าแม่หน้าพี่เอ็งได้ตลอด”
แม่พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูพร้อมกับหอมที่กระหม่อมของผมฟอดใหญ่ผมรู้ว่าแม่เองก็ไม่ค่อยสันทัดเื่นี้สักเท่าไร แต่ก็พูดออกมาเพื่อทำให้ผมใจชื้นขึ้นและผมก็รู้อีกว่าหลังจากนี้พี่ชายของผมก็จะมีหน้าที่เป็ครูสอนวิชาแชทไลน์ และคอลไลน์ให้กับทั้งพ่อและแม่