หลังจากการเข้าค่าย ร.ด. จบลง ฉันกับเจมส์ยิ่งสนิทกันมากขึ้นไปอีก ส่วนกายดูเหมือนจะถอยห่างจากฉันอย่างชัดเจน ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ถ้าเป็เวลาปกติกายจะต้องมากวนประสาทฉันตลอด อย่างน้อยก็วันละครั้ง เดี๋ยวนี้ขนาดกลับบ้านยังไม่กลับพร้อมกันเลย ฉันคิดว่ากายมีปัญหาอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ ฉันจะให้เวลาอีกไม่นานนะกาย ฉันจะต้องคุยให้รู้เื่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
-ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก-
ปิดเครื่อง อะไรกันเนี่ย ผิดปกติเกินไปแล้ว
“เจมส์ ่นี้กายหายไปเลย โรงเรียนก็ไม่มาพรุ่งนี้จะสอบปลายภาคแล้วด้วย”
“โทรหาหรือยังครับ”
“โทรแล้วแต่ไม่ติด กายปิดเครื่อง หรือว่ากายโกรธอะไรพวกเราหรือเปล่า”
“แล้วแพรวคิดว่ามีอะไรที่กายควรโกรธบ้างละ”
“นั่นนะสิ เรานึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก แต่ตอนนี้กายหายไปเลย โรงเรียนก็ไม่มา ปกติต้องมากวนประสาทเราเป็ประจำ”
“ชอบให้มีคนกวนประสาทเหรอครับ”
เจมส์เอามือมาขยี้หัวของฉัน ดึงแก้ม แพรวฝืนยิ้ม และแค่นหัวเราะให้เจมส์ แต่ในใจเริ่มกังวลหนักกว่าเก่าว่ากายหายไปไหนและเป็อะไร เจมส์ค่อยๆ ลดมือลงอย่างช้าๆ ยังไงเจมส์ก็ไม่สามารถทำให้คนตรงหน้าเลิกคิดถึงอีกคนได้จริงๆ
“เพราะเราไม่ใช่คนนั้นสินะ ทำไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น” น้ำเสียที่เจือความตัดพ้อของเจมส์ เรียกให้อีกฝ่ายหันมาให้ความสำคัญกับคนตรงหน้าเล็กน้อย
“ไม่ใช่เจมส์ แต่ครั้งนี้น่ากังวลจริงๆ คือปกติกายไม่ใช่คนแบบนี้ เคยโกรธกันแค่ไหนกายก็จะรับโทรศัพท์เราตลอด ไม่เคยปิดเครื่องเลย”
“งั้นเราไปหาที่บ้านดีไหม”
“ดีเหมือนกัน เย็นนี้เราว่าจะแวะไป เจมส์ไม่ต้องไปกับเราก็ได้นะ”
“ไม่ได้ครับ เพราะบ้านเราอยู่ในซอยนั้น จะห้ามไม่ให้เรากลับบ้านของตัวเองเหรอครับ”
ตกเย็นวันนั้นฉันกับเจมส์รีบไปที่บ้านของกาย ปรากฏว่ากายและครอบครัวไม่อยู่บ้าน แม่บ้านแจ้งมาว่าคุณกายและครอบครัวไม่อยู่ไปต่างประเทศ ทั้งที่ปกติจะไปต่างประเทศก็บอกเราตลอดนี่นา เราก็นึกว่าแค่โดดเรียน ไม่นึกว่าหนีหายไปต่างประเทศ กลับมาแม่จะจัดการให้หนักเลย
“แต่พรุ่งนี้ จะมีสอบปลายภาคแล้วนะคะ”
“ค่ะ คุณท่านก็แจ้งว่าจะกลับมาภายในวันนี้”
รู้สึกไม่ค่อยดีเลย เื่นี้มันต้องมีปัญหาอะไรแน่ๆ ปกติกายกับพ่อแม่ ไม่ค่อยจะลงรอยกัน แต่วันนี้กลับไปต่างประเทศทั้งครอบครัว
“คิดอะไรอยู่ครับ”
“เอ่อ...คือ...ไม่มีอะไร คิดว่ากายกลับมาจะด่ามันว่าอะไรดีโทษฐานที่ทำให้เพื่อนเป็ห่วง”
“ถ้าเราหายไปบ้าง จะเป็ห่วงแบบนี้ไหมครับ”
“พูดอะไรแบบนั้น เื่แบบนี้ไม่ล้อเล่นนะ เจมส์”
“เราถามจริงๆ ครับ”
“ก็ต้องห่วงสิ เราไม่อยากให้ใครหายไปเลย”
“จำไว้นะครับ ถ้าต้องมีคนที่รักหายไป มันเป็เื่ธรรมดาของโลกใบนี้ แพรวต้องอยู่กับความเ็ปเนื่องจากความสูญเสียให้ได้ ต้องคุมสติดีๆ แล้วดำเนินชีวิตต่อไป ให้คนที่จากไปไม่ต้องเป็ห่วง”
ทำไมเจมส์พูดแบบนี้ ใจยิ่งไม่ดีอยู่ กลัวจะเกิดเื่ร้ายๆ กับกาย
“อย่าพึ่งคิดอะไรมาก เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ เราว่าเย็นนี้เดี๋ยวกายกลับมาก็โทรหาแพรวแล้ว”
“ค่ะ”
“เดี๋ยวเราไปส่งที่บ้านนะ”
วันนี้การเดินทางกลับบ้านของฉันกับเจมส์ค่อนข้างเงียบ ตราบใดที่กายยังติดต่อไม่ได้ฉันก็ยังคงเป็กังวล ซึ่งฉันไม่สามารถปิดความกังวลนี้ไว้ในใจคนเดียวได้จริงๆ
“ดูท่าเราจะไม่สามารถทำให้แพรวคลายกังวลได้เลยนะครับ”
“ไม่ใช่แบบนั้นนะเจมส์ แต่กายก็เป็เพื่อนที่สำคัญมากๆ คนหนึ่งของเรา เจมส์ก็รู้ และก็อย่างที่บอก กายไม่เคยหายไปแบบนี้ เราคงเป็เพื่อนที่แย่มาก ตั้งหลายวันที่กายห่างจากเรา แต่เราก็ไม่ได้สนใจจะโทรแต่แรก ไม่ได้สนใจว่ามันจะเจอปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่า เราเอาแต่มีความสุขอยู่กับเจมส์ จนลืมกายเลย”
"2 วันเองครับ ถ้าไม่นับวันที่ไป รด."
"อะไร 2 วัน"
"วันนี้วันอังคารครับ"
"แล้วยังไงล่ะเจมส์"
"นึกดูดีๆ กายไม่ได้หายไป กายไป รด. ไงครับ แล้วนี่ก็พึ่งผ่านมา 2 วันหลังจาก รด. นะครับ" จริงด้วยมันก็แค่ 2 วัน รวมวัน รด. ก็นับได้ 5 วันหรือเราจะคิดมากไปเองจริงๆ
“เราเข้าใจแพรวนะ อย่าพึ่งคิดมากเลยครับ วันนี้กายแค่ขาดเรียนทางบ้านอาจจะมีธุระด่วนเลยต้องเดินทางกะทันหัน” ฉันรับฟังสิ่งที่เจมส์พูด เราอาจจะกังวลไปเอง แต่ยังไงก็ให้อภัยไม่ได้จะไปถึงต่างประเทศทำไมไม่โทรมาบอกกันบ้าง
สามทุ่ม ฉันผู้ซึ่งอยู่บนบ้าน กดโทรศัพท์รัวๆ หากาย เพื่อฟังเสียงผู้หญิงปลายทางพูดว่า -ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก- เปิดเครื่องสักทีสิกาย หรือโทรศัพท์หาย กำลังอยู่บนเครื่องบิน หลงทาง ประสบอุบัติเหตุ โอ๊ย... ยิ่งคิดยิ่งเครียด
ปิ๊งป่อง…ปิ๊งป่อง…. เดี๋ยวก่อนได้ไหมคนยิ่งหงุดหงิดอยู่ใครกันมากดออดป่านนี้นี่ไม่ใช่เวลาที่แม่จะกลับบ้านสักหน่อย ฉันขยับตัวจะลุกไปดูว่าใครมาบ้าน แต่มือก็ยังไม่ละความพยายามในการกดโทรศัพท์เพื่อโทรหากาย ถึงแม้ว่าใจจะรู้ดีว่ากายคงยังไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้ในขณะนี้ แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้โทรเพื่อความสบายใจก็ยังดี เผื่อว่าเปิดเครื่องเมื่อไหร่ จะได้ด่าสักหน่อยหมั่นไส้จริงทำให้ฉันจะเป็บ้าตายอยู่แล้วนะ
-ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก-
ปิ๊งป่อง…ปิ๊งป่อง…ปิ๊งๆๆๆๆ ปิ๊งป่อง เอ๊ะ! เสียงกดออดที่ไม่เกรงใจชาวบ้านแบบนี้มีคนเดียวเท่านั้น ฉันพุ่งลงจากเตียงวิ่งลงไปชั้นล่างเพื่อไปดูว่าใช่คนที่ฉันคิดหรือไม่
“เปิดประตูให้หน่อย....โย่...” ใช่จริงด้วย ฉันเดินไปที่ประตูอย่างรวดเร็วด้วยความโกรธ โกรธจนอยากจะร้องไห้ออกมา แต่เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“เปิดช้าจังวะ” ถึงเสื้อผ้าที่ปกคลุมกับโครงร่างที่สูงใหญ่ไม่ได้ทำให้กายตัวบางลงมากนัก แต่ฉันรู้สึกว่าคนตรงหน้าผอมลงไปมาก
“มึงไปไหนมา”
“ไปเที่ยวต่างประเทศ กับ ครอบครัว” เสียงพูดและแววตาค่อนข้างอิดโรย
“กายมึงดูเหนื่อยนะ” วันนี้แปลกไปหมดทั้งสีหน้ากาย และคนขับรถที่มาอยู่ข้างๆ กายตลอดเวลา ปกติถ้ากายจะมาหาฉันก็แค่ขี่มอเตอร์ไซค์ มาไม่เห็นจะต้องมีคนตามมาด้วยเลย
“เข้ามาคุยก่อนสิ”
“ไม่ล่ะ...แค่แวะมาบอกว่ากูจะไปอยู่ต่างประเทศสักพัก”
“ทำไมล่ะ”
“ไม่มี…” กายเว้นจังหวะหายใจ เห็นได้ชัดว่ามีอาการเหนื่อย กายกำลังป่วยเหรอ
“ป่วยเหรอ” ฉันรีบเดินเข้าไปเอื้อมมือจับหน้าผากของกาย อีกฝ่ายรีบเอามือมาจับมือของฉันไว้เพื่อให้ลดมือลงแล้วส่ายหน้าบ่งบอกว่าไม่เป็อะไร
“ั้แ่เมื่อไหร่ เป็แบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่” เห็นชัดว่า ป่วย ทั้งผอม ทั้งซีด คิดจะหลอกเรารอให้ตายเป็ผีก่อนเถอะถึงจะหลอกคนแบบแพรวได้
“ไม่…” กายกลืนน้ำลาย “กูไม่ได้ไม่สบาย แค่ยังมึนอยู่ พึ่งลงจากเครื่องก็รีบมาหาเลยเนี่ย กูเป็เพื่อนที่ดีใช่ไหม” กายยิ้มเหมือนเดิมแต่แววตาคู่นั้นดูแล้วไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“ไม่...มึงต้องมีอะไรแน่ๆ มึงสบายดีจริงเหรอถ้ากูรู้ทีหลัง กูไม่ให้อภัยมึงจริงนะ”
“สบายดีจริงๆ”
ยังไงก็ไม่ยอมพูดสินะ นี่คือนิสัยของกายโดยแท้ ถ้าให้เวลาฉันสักหน่อย ฉันต้องได้ความจริงจากคนตรงหน้าแน่
“กูรู้จักมึงดีถ้ามึงปกติ มึงไม่หายไปแบบนี้ มึงจะมาลากูแค่นี้แล้วก็ไป มึงปิดเครื่อง มึงไม่มากวนประสาท อีกหลายอย่างที่มันเปลี่ยนไป” น้ำตาของฉันเริ่มเอ่อล้น
“เดี๋ยวๆ มึงอย่าร้องสิ ไปเรียงประโยคมาก่อนไหม กูฟังแล้วกูงง” คนพูดเสียงเครือไม่แพ้กัน แต่ฝืนพูดปกติไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความเ็ป
“กูไม่ได้มีเวลามาก กูขอบคุณ 10 ปีที่ผ่านมามึงเป็เพื่อนที่ดีของกูมาโดยตลอด”
“มึงพูดอะไรของมึง มึงเป็อะไร มาขอบคุณทำไม มึงจะเลิกเป็เพื่อนกับกูหรือไง แล้วทำไมมึงถึงได้ผอมแบบนี้ มีอีกตั้งหลายเื่มึงยังไม่ตอบกูเลยนะกาย” ฉันจ้องมองไปที่หน้าของกายที่ดูซูบผอมอย่างเห็นได้ชัด
กายยิ้มให้ฉันแบบไม่มีท่าทีกวนประสาทอีกต่อไป แล้วดึงฉันเข้าไปกอดฉันไม่เคยรู้เลยว่าผู้ชายเกเรคนตรงหน้าถึงตอนนี้จะผอมจนแทบเรียกได้ว่าเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกจะมีอ้อมกอดที่อบอุ่นขนาดนี้ คำถามยังคงวนเวียนอยู่ในใจ ‘ทำไมผอมลงขนาดนี้’
“มึงจะร้องทำไม กูมีเหตุผลที่ต้องไป กูเลี่ยงไม่ได้จริงๆ”
“อยู่กับกูก่อน มึงเคยบอกว่าถึงเข้ามหาลัยก็จะตามไปกวนประสาท กูไง” ฉันเริ่มพูดไม่เป็คำ
กายส่ายหัวช้าๆ แล้วเอามือเช็ดน้ำตาให้ฉันอย่างแ่เบา “กูอยู่ไม่ถึงวันนั้นหรอก” มันหมายความว่ายังไง ฉันไม่เข้าใจอะไรสักอย่างเลย
“นี่มันเื่อะไร มึงไม่บอกกูแล้วมันจะทำให้มึงดีขึ้นจริงเหรอ ทำไมวะกูไม่ใช่เพื่อนมึงเหรอ แล้วแบบนี้จะมีเพื่อนไว้ทำไม มีกูไว้ทำไม” กายไม่ปล่อยให้ฉันพูดต่อแล้วดึงฉันเข้าไปกอดอีกครั้ง
“เดี๋ยวต้องไปขึ้นเครื่องต่อ อยู่นานไม่ได้ ขอกูกอดมึงอีกครั้งก่อนไปเถอะนะ”
“ไม่ พรุ่งนี้สอบปลายภาคแล้วนะ มึงจะไปไหน”
“กูทำเื่ลาออกแล้ว” ฉันรีบผละออกจากอ้อมกอดนั้น แต่อีกคนที่เคยแข็งแรงมาตลอดกลับเซไปข้างหลังจนเกือบล้ม เห็นได้ชัดว่ากายไม่มีเรี่ยวแรงอะไรเลย คนขับรถที่มาด้วยรีบเดินเข้ามาประคองเว้นแต่กายโบกมือเพื่อส่งสัญญาณไม่ให้เข้ามายุ่ง
"มึงไม่สบาย ยังไงกูก็ดูออก มึงเป็อะไร โรคร้ายแรงแค่ไหน กูอยู่กับมึงได้เสมอ กูดูแลมึงได้" กายส่ายหัวแล้วเดินเข้ามาใกล้ฉันอีกครั้ง ดูตอนนี้กายไม่มีแรงแม้แต่จะยืนด้วยซ้ำ ฉันปาดน้ำตาแล้วจับแขนกายเอาไว้
"เป็ไข้ธรรมดา ไม่มีอะไรมึง เดี๋ยวกูต้องไปแล้วนะ ให้กูกอดมึงอีกทีได้ไหม" น้ำใสๆ เริ่มไหลออกมาจากดวงตาคู่ที่ฉันคุ้นเคย ทำไมต้องหนีไปด้วยกาย
“ไอ้กาย!!! มึงไม่เห็นกูเป็เพื่อนเลยเหรอวะ มึงทำบ้าอะไรมึงไม่บอกกูเลย” ฉันเริ่มโวยวายโดยไม่แคร์ว่านี่มันกี่โมงแล้ว กายพยายามดึงฉันเข้าไปกอดอีกครั้งครั้งนี้กอดแน่นกว่าเก่าจนฉันขยับตัวได้ยาก
“มึงเบาๆ นี่มันดึกแล้ว พูดกับกูดีๆ กูอยากให้มึงพูดดีๆ กับกู ได้ไหม มึงรับปากกับกูนะว่าจะดูแลตัวเองให้ดี ตอนนี้มึงก็มีเจมส์แล้วมันจะดูแลมึงเอง”
“มีเจมส์แล้วยังไง กู้าแค่มึง” ฉันเริ่มโวยวายไร้เหตุผล
“ก็มึงคบกันแล้วนี่”
“ยังไม่ได้คบ ยังไม่มีการคุยเื่นี้เลย กูเห็นเจมส์เป็แค่เพื่อนกันก็เหมือนมึงกับกูนี่แหละ”
“แพรว กายรู้ว่าแพรวชอบเจมส์มาก และเจมส์ก็ชอบแพรวด้วยนะ” กายกับฉันเรามักจะเปลี่ยนคำแทนตัวทุกครั้งเมื่อเวลาต้องคุยเื่ที่มันจริงจังกัน โดยกายมักใช้คำพูดที่สุภาพอ่อนโยนแบบนี้เสมอ กายพูดพลางจัดปอยผมที่ตกลงมาปรกหน้าของฉันเก็บทัดใบหูให้เรียบร้อย “วันนี้เรามาคุยกันดีๆ เถอะนะ”
“ได้ แพรวจะบอกว่าตอนนี้แพรวไม่สนอะไรทั้งนั้น กายอยู่กับแพรวไม่ได้เหรอ ถ้ากายป่วยแพรวดูแลกายได้ เรียนที่เดิมให้จบ ม.6 ก่อน ค่อยไปก็ได้นี่” ฉัน ทำได้แค่อ้อนวอน ทำได้แค่นี้เอง
กายรู้ตัวเองแล้ว ว่าไม่มีอะไรที่ปิดแพรวได้ แต่ครั้งนี้กายยืนยันว่าจะไม่บอกแพรว แพรวจะมีภาระเพิ่มขึ้นไม่ได้เด็ดขาด
“เดี๋ยวจะต้องไปแล้วนะ” คนพูดมีน้ำตาอาบหน้าไม่แพ้กับคนฟัง
“ไม่เอากาย” เสียงสะอื้น พร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้มทำเอาฝ่ายตรงข้ามใจสลายไม่แพ้กัน
“แพรวต้องรักษาเนื้อรักษาตัวดีๆ กายรักแพรวมากนะ อย่าเจ็บป่วย กายจะไม่ได้อยู่ดูแลแพรวเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ” ฉันอยู่ไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนจะจากกันตลอดกาลแบบนี้ ฉันทำใจไม่ได้
“กาย แพรวรั้งไม่ได้เลยใช่ไหม”
“อืม ทุกอย่างมันกำหนดไว้หมดแล้ว”
“ไม่ ไม่ยังทำใจไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว”
“ตั้งหลายวันไม่ได้เจอกันยังผ่านมาได้เลย” ไม่ได้ หลายวันที่แล้วเราก็รู้ตัวดีว่าเรา รู้สึกอ้างว้างแค่ไหนแม้เจมส์จะมาอยู่ใกล้เราก็ทดแทนกายไม่ได้
“แพรวคิดถึง คิดถึงทุกวันเลย” สุดท้ายฉันก็ปล่อยโฮออกมาแบบกลั้นไว้ไม่อยู่อีกต่อไป จนคนที่ได้ฟังนิ่งไปสักพัก
“รู้แล้ว กายก็คิดถึง” คนพูด พูดพลางเอามือทั้งสองจับหน้าฉันอย่างอ่อนโยนแล้วยกหน้าฉันให้สบตากับคนพูด “แพรวก็แค่คิดว่ากายอยู่ด้วยตลอดเวลา แค่กายโดดเรียนเป็เื่ปกติ แล้วสักวันแพรวจะดีขึ้น แพรวจะมีเจมส์คอยดูแล คอยอยู่ด้วย มีเพื่อนสนิทชื่อฟ้า มันจะรับฟังแพรวทุกเื่ แพรวจะมีงานกิจกรรมของโรงเรียนให้ทำอีกเยอะแยะ สุดท้ายแพรวก็จะไม่ได้คิดถึงกายเท่าไหร่ สุดท้ายกายก็จะถูกลืมไปเอง จริงไหม”
“ไม่จริง!!” วันนี้ฉันหาเหตุผลให้ตัวเองรับเื่นี้ให้ได้ไม่ได้เลย
“ฟังนะแพรวเป็คนเก่ง สามารถอยู่ได้โดยไม่มีใครโดยเฉพาะคนแบบกายไม่ได้มีความจำเป็ในชีวิตของแพรวเลยด้วยซ้ำ" ทำไมล่ะ ทำไมถึงคิดแบบนั้นไปได้ เพราะอะไรกัน "แพรวเสียใจก็เพราะกายมาลาไง แค่รู้ว่าจะไปแพรวเลยเสียใจ จริงๆ กายน่าจะไปแบบไม่ลาอย่างน้อยให้แพรวโกรธน่าจะดีกว่าให้แพรวมารู้สึกแบบนี้ กายเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่กายมาลาครั้งนี้ทำถูกไหม”
“ต้องไปแล้วนะครับ” กายยกมือ เพื่อเป็สัญลักษณ์ บอกให้คนขับรถถอยออกไปก่อน
“ถ้าอย่างนั้นกายต้องติดต่อแพรวทุกวัน อย่าปิดเครื่องแบบนี้ ได้ไหม ทางไหนก็ได้ ข้อความก็ได้ อีเมลก็ได้ อย่าขาดการติดต่อได้ไหม”
“ได้ จะให้กายส่งนกพิราบสื่อสารมาหาก็ได้”
ฉันยิ้มเล็กน้อยทั้งที่น้ำตายังอาบหน้า สถานการณ์แบบนี้มันก็ยังคงกวนประสาทไม่เปลี่ยน กายเอามือ 2 ข้างเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มฉันอย่างอ่อนโยน
“คนดี เงียบซะนะ” พอได้ยินประโยคนี้ก็พาลเอาน้ำตาไหลอีกรอบ แต่ฉันพยายามควบคุมสติให้ไม่สะอึกสะอื้นมากจนเกินไป
“แล้วจะกลับมาอีกไหม”
“ถ้ากลับมาได้ จะรีบมาหาทันที”
“สัญญาแล้วนะ”
"ครับผม" คนพูดทำท่าตะเบ๊ะแบบทหาร
"สัญญาว่าจะโทรหา และเปิดมือถือด้วย”
“ครับผม เปิดให้ทันทีเลยครับ”
กายขึ้นรถลับตาออกไป ฉันร้องไห้โฮออกมาทันทีและหนักกว่าเดิม ความรู้สึกเหมือนกับว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว ทั้งที่กายก็บอกว่าเราโทรหากันได้ตลอดหรือส่งข้อความหากันก็ได้ แต่ทำไมหัวใจของฉันมันเหมือนจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ แบบนี้
เช้าที่แสนจะหม่นหมองวันนี้เป็วันแรกของการสอบปลายภาค ฉันไม่เห็นเจมส์ที่หน้าบ้านแบบทุกครั้ง อย่าบอกนะว่าหายไปอีกคน ฉันรีบโทรหาเจมส์ทันที
ตู๊ดดดดด…ตู๊ดดดดด….
“ฮาโหล ไปช้าหน่อยครับกำลังเข้าไป”
“นึกว่าหายไปแล้ว”
“ขอบคุณครับ”
“ขอบคุณอะไร”
“ขอบคุณที่กลัวว่าผมจะหายไป”
“....” อารมณ์ฉันตอนนี้ไม่พอให้ใจเต้นแรง ฉันเลยกล้าถามกลับไปตรงๆ "หยอดทุกวัน จะจีบหรือไง"
“ครับ”
ตู๊ด…ตู๊ด….
เอ้า เมื่อกี้เขาว่าไงนะ จีบเราเหรอ ยอมรับออกมาชัดเจนแล้วเหรอ แต่ฉันไม่มีความรู้สึกต่อบทสนทนาเมื่อครู่นี้เลยสักนิดเพราะเหนื่อยกับเหตุการณ์เมื่อคืนและความเศร้าที่ยังไม่หายไปไหน เมื่อรู้ว่ากายไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ฉันอีกแล้ว แต่อยู่ไกลกว่านั้น แถมเมื่อคืนฉันว่าฉันมองไม่ผิดกายน่าจะป่วยแต่จะร้ายแรง หรือเป็แค่ไข้หวัดจริงๆ อย่างที่เ้าตัวว่าฉันก็ไม่รู้ กายเวลาปากแข็งให้ตายยังไงก็ไม่ยอมบอก สำหรับฉันเื่นี้มันแปลกเกินไป คุณลุงจะอยากให้กายไปในที่ที่ไม่มีฉัน มันดูขัดแย้งกับเจตนาของคุณลุงที่อยากให้ฉันช่วยทำให้กายตั้งใจเรียนมากนัก
“สรุปว่าติดต่อกายได้ไหมครับ”
“อื้อ” ฉันที่พยายามพูดน้อยๆ เกี่ยวกับเื่นี้เพราะรู้ดีว่าถ้ามีใครมาสะกิดต่อมน้ำตาแตกอีกรอบแน่
“เป็อะไรหรือเปล่า ร้องไห้มาเหรอ”
สุดท้ายก็ปิดเจมส์ไม่มิดสินะ
“เมื่อวานเกิดอะไรขึ้น”
“....” ฉันมองเจมส์พร้อมน้ำตาที่เอ่อล้น
“ไม่เป็ไรครับ ไม่ต้องพูดนะ เอาไว้อยากเล่าค่อยเล่าดีไหม”
น้ำตาไหลอาบแก้มแพรว ถึงเจมส์จะอยากกอดปลอบคนตรงหน้าแค่ไหนแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเจมส์แน่ชัดแล้วว่าแพรวรู้สึกกับตนแบบใด และรู้สึกกับกายแบบใด เจมส์เลยทำได้แค่ลูบหัวเบาๆ อย่างอ่อนโยน แต่ตัวของแพรวในวันนี้ กลับไม่รู้สึกอบอุ่นเลย โดยปกติแพรวกับกายก็ไม่ได้ตัวติดกันชนิดขาดกันไม่ได้ แต่ครั้งนี้ทำไมกายมาบอกลาแล้วความรู้สึกกลับไกลกันได้ขนาดนี้
กายก็แค่ไปต่างประเทศ หรือลางสังหรณ์ของฉันมันจะถูกต้อง เกิดเื่ร้ายแรงกับกาย แล้วกายไม่อยากให้เรารู้ ไม่งั้นร่างกายที่ซูบผอมขนาดนั้น หน้าที่ซีดอย่างเห็นได้ชัด และการมาลาอย่างกะทันหัน ไม่มีซักเหตุผลที่ฉันจะคิดในแง่ดีได้เลย
ณ ที่ตรงนั้น ไม่มีใครทันสังเกตว่ามีสายตาคู่หนึ่งแอบดูอยู่เงียบๆ ด้วยแววตาที่เ็ปไม่แพ้กัน
“กลับเถอะครับ เราออกมานานแล้ว”
“ขออีกเดี๋ยว”
“ดูพวกเขา เราก็เจ็บเอง”
“ไม่เป็ไรเจ็บก็ดี จะได้รู้ว่าตอนนี้ยังหายใจอยู่ ผมมีเวลาเ็ปแบบนี้ได้อีกไม่นานนักหรอก”
“จะไม่บอกเธอสักหน่อยหรือครับ เธอเองก็ดูไม่มีความสุข คุณก็ไม่มีความสุข”
“เดี๋ยวผู้ชายตรงหน้าเธอก็ทำให้เธอดีขึ้นเอง”
คนฟัง ส่ายหน้าให้กับความคิดของคุณชายที่ตัวเองเห็นมาั้แ่เล็ก ลึกๆ นึกเสียใจว่าตนน่าจะสอนให้คุณชายรู้จักเห็นแก่ตัวเองมากกว่านี้สักนิดก็คงดี
“ไม่เอาน่า วันนี้สอบวันแรกนะ เดี๋ยวจะไม่สบายนะครับถ้าร้องไห้ขนาดนี้”
สุดท้ายก็ปล่อยโฮ จนได้ ฉันยังต้องดำเนินชีวิตทางนี้ต่อไป
เสียงข้อความจากมือถือดัง
-สอบวันแรก อย่าลืมจำเนื้อหาที่กูติวให้ด้วยล่ะ-
ข้อความจากกายข้อความแรก ฉันหัวเราะทั้งน้ำตา ถ้าอยู่ด้วยจะเขกหัวให้ 1 ที ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ยังจะมาพูดเื่ติวสอบให้อีก
-ตลกละ ถึงอเมริกาละเหรอ-
-อืม ถึงก็บ้าละ อเมริกานะ ไม่ใช่ศรีลังกา-
ได้ข้อความจากกายแล้วเหมือนจิตใจฉันดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยกายก็คงไม่ได้หายไปไหนขนาดนั้น ยังติดต่อหากันได้อยู่ และที่สำคัญกายคงไม่ได้ไปอเมริกาจริง ถ้าไปต้องขึ้นเครื่องบิน และน่าจะใช้โทรศัพท์ไม่ได้นี่ คิดจะหลอกกันยังไม่เนียนเลย
-ต้องเป็คนนั้นสินะ ที่ทำให้ดีขึ้นได้- เจมส์ที่เห็นอาการของคนตรงหน้าเปลี่ยนไป ทำให้ตอกย้ำความมั่นใจของตัวเองมากกว่าเดิม
ฉันยังพิมพ์รัวๆ พร้อมกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเล็กน้อย เพราะปลายทางกวนประสาทจนไม่ได้สนใจเจมส์ที่ยืมมองอยู่
“ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”
“ค่ะ เราไปสอบกันเถอะ”