ไปตลาด
ลุงผินพาม่านฟ้ามาตลาดในตัวเมืองจังหวัด ที่นี่ค่อนข้างเจริญอย่างมาก ตามร้านค้าและแผงลอยมีผู้คนเดินพลุกพล่านและเดินเบียดกันไปมาบ้าง ม่านฟ้าหันซ้ายหันขวาอย่างสนใจตลอดสองข้างทาง ลุงผินกุมมือเล็กๆของม่านฟ้าไปตลอดทางเพราะกลัวเธอจะหลงทาง
จังหวัดสิงขรคือจังหวัดที่ม่านฟ้าอยู่ในตอนนี้ ที่นี่เป็จังหวัดสำหรับการเกษตร รวมถึงเป็ศูนย์กลางการกระจายผักผลไม้และวัตถุดิบต่างๆไปจังหวัดอื่นๆข้างเคียง
ประเทศสยามมีเมืองหลวงชื่อว่าสยามเช่นกัน แต่เราจะเรียกว่าเมืองหลวงสยาม
คุณตาของเธออยู่ในเมืองหลวงสยาม คิดแล้วก็ปวดหัว เธอไม่รู้จะทำยังไงให้อยู่ที่นี่โดยที่ตาของเธอไม่มายุ่งวุ่นวาย ตามเนื้อเื่ในนิยาย คุณตาเป็คนที่เอาใจยากและหัวโบราณ
ถึงขนาดบีบให้พ่อแม่ของเธอมาลำบากถึงที่นี่ เธอคิดว่ามันออกจะเกินไปหน่อย
แค่ต่างคนต่างอยู่ก็น่าจะพอแล้วไม่ใช่เหรอ?
กลับมาเื่ตลาดดีกว่า ม่านฟ้าขอลุงผินให้พาไปดูต้นกล้าผลไม้ เธอได้สั่งซื้อแล้วขอให้ไปส่งที่บ้านและเธอยังซื้อเมล็ดผักไปอีกหลายๆถุงไปปลูกให้พอเป็พิธีนั่นแหละ
ยังไงก็ต้องใส่ปุ๋ยจากมิติเพื่อให้ได้คุณภาพเหมือนๆกัน
ต่อมาเราสองคนก็มายืนหยุดอยู่ที่หน้าร้านพัดลม ม่านฟ้าซื้อสองตัว จากนั้นก็ซื้อพวกปลั๊กพ่วงที่สายยาวๆหน่อยๆมาสองสามอัน เ้าของร้านเอาพัดลมที่ใส่กล่องกระดาษแล้วมาให้ ม่านฟ้าถือหนึ่งกล่อง ลุงผินถืออีกกล่องหนึ่ง
ลุงผินแซว “ยิ้มหน้าบ้านเชียวนะ”
“ก็หนูดีใจนี่คะ ทนร้อนแค่คืนนี้ พรุ่งนี้หนูก็มีไฟฟ้าใช้แล้ว เราไปซื้อเตาแก๊สกันดีกว่าค่ะ เตาที่บ้านไม่สะดวกเลย”
“พอมีเงิน อะไรๆก็ไม่สะดวกเลยนะ”
“คิกๆ บ้านลุงผินยังใช้เตาแก๊สเลย ยังจะมาแซวหนูอีก”
ทั้งสองคนขี่รถกลับไปที่ไปบ้านม่านฟ้า เธอเปิดบ้านรอคนเอาของที่สั่งมาส่ง รอไปสักพักก็มีรถพ่วงสามล้อมาจอดหน้าบ้าน
เตาแก๊สกับถังแก๊สมาส่งเสร็จก็ตามมาด้วยต้นไม้ที่ม้านฟ้าสั่งไว้
“ของครบหมดแล้วนะหนูม่าน ไปกินข้าวบ้านลุงกัน ป้าขวัญแกทำกับข้าวรอไว้แล้ว”
แน่นอนว่าเธอไม่ปฏิเสธ เธอซ้อนท้ายไปบ้านลุงผินอย่างไม่อิดออด เธอเหนื่อยจะตายแล้ว
เธอี้เีทำกับข้าวด้วย
เมื่อมาถึงบ้านลุงผิน ม่านฟ้าก็เดินตามหลังลุงผินไปติดๆ ป้าขวัญภรรยาลุงผินเห็นม่านฟ้ามาด้วย เธอก็ดีใจใหญ่
“หนูม่าน มาเร็วๆ มาทานข้าวด้วยกัน ป้าทำกับข้าวไว้เยอะแยะเลยนะ”
“ป้าขวัญ สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีจ๊ะลูก มาๆนั่งก่อน” ม่านฟ้านั่งบนเก้าอี้อย่างเรียบร้อย
หนูรอกินเต็มที่ค่ะ!
ลุงผินนั่งข้างๆฉัน จากนั้นเขาก็ะโเรียกฝาแฝดสองพี่น้องออกมา
“มะเฟือง มะไฟ ออกมากินข้าวได้แล้ว”
“ครับ/ค่า” เด็กสองคนออกมาจากห้อง ทั้งสองคนอายุเท่ากับเธอ
“ม่านฟ้า ไม่เจอกันนานเลย” มะเฟืองพี่สาวคนโตทัก
“นั่นสิม่านฟ้า มาอยู่กับพวกเราสิ คุณพ่อเป็ห่วงเธอทุกวันเลย บ่นทุกวันเลยด้วย” มะไฟพูด
ม่านฟ้าหัวเราะแห้งๆ “ก็นะ ฉันก็ต้องขอเวลาทำใจบ้างสิ พอพ่อกับแม่ไม่อยู่ พอฉันดูรอบๆบ้าน ก็ตั้งหน้าตั้งตาดูแลสวนด้วยตัวเอง พึ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีเงินอยู่ไม่มากแล้ว”
มะเฟืองพูด “มาขอกับพ่อเราก็ได้”
“ไม่ต้องแล้วล่ะลูก ตอนนี้หนูม่านของพวกลูกเป็คนรวยแล้วนะ”
สองพี่น้องฝาแฝดใ “เอ๊ะ! จริงเหรอคะ?”
“ก็วันนี้หนูม่านเขาขายผักผลไม้ได้เยอะน่ะสิ แถมได้ราคาดีด้วย”
มะเฟืองขยับเก้าอี้มาชิดเธอแล้วค้องแขนอย่างสนิทสนม
“อย่างนี้เธอก็เลี้ยงขนมพวกฉันได้แล้วน่ะสิ ฮี่ๆ”
“ได้สิ”
ม่านฟ้ายักไหล่พร้อมทำหน้าเชิดๆ ประมาณว่า…เจ๊รวยมาก
ทั้งสามคนหัวเราะลั่นบ้าน ท่าทางของม่านฟ้าขำขันเป็อย่างมาก
“เธอร่าเริงขึ้นก็ดีแล้วล่ะ” มะไฟพูดอย่างดีใจที่เห็นเพื่อนยิ้มได้
“อื้ม ขอบคุณทุกคนที่เป็ห่วง ตอนนี้ฉันพึ่งลำแข้งตัวเองได้แล้วนะ ต่อไปก็จะมั่นคงแน่นอน”
มะไฟจับสังเกต เมื่อก่อนม่านฟ้าเป็คนงี่เง่านิดหน่อย ตอนนี้เขาชอบที่ม่านฟ้าเป็แบบนี้ มะเฟืองก็จะแปลกใจกับท่าทีของเพื่อนที่แปลกไปมาก แต่ในเมื่อมันเป็ไปในทางที่ดี เธอก็สงสัยอะไร คิดว่าเพื่อนกำลังทำตัวเข้มแข็ง ส่วนเธอมีหน้าที่สนับสนุน
ป้าขวัญนำอาหารมาจัดวางบนโต๊ะหลายอย่าง บนโต๊ะมีต้มยำปลา ไข่เจียว ผัดผักบุ้ง หมูสามชั้นคั่วเกลือ
“มาๆ รีบกินเถอะ อย่ามัวแต่กลืนน้ำลายกัน”
มะเฟืองตักข้าวและแจกจ่ายให้ทุกคน
ทั้งสี่คนในบ้านได้กินอิ่มหนำใจจนพุงกาง ป้าขวัญบอกให้ม่านฟ้านอนที่บ้านคืนนี้ ม่านฟ้าก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะมะเฟืองกับมะไฟก็อยากให้เธอนอนที่นี่
“นอนที่นี่แหละ พรุ่งนี้ก็มีไฟแล้ว ค่อยไปนอน นอนกับฉันเถอะม่าน”
มะเฟืองเอาเสื้อผ้าของเธอมาให้ม่านฟ้าเปลี่ยนหลังอาบน้ำ
ม่านฟ้าคลี่ยิ้ม เอาเถอะ เธอนอนที่นี่ก็ได้
เวลาต่อมา มะเฟืองกำลังทำการบ้านต่อจากที่ทำค้างไว้
“ม่านฟ้า เธอจะไปโรงเรียนอีกไหม?”
“คงไม่ ฉันไม่ว่างหรอก จะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน”
“น่าเสียดาย การศึกษาจะทำให้เราก้าวหน้าและมีอนาคตที่ดีนะ”
มะเฟืองกล่าวอย่างตัดพ้อ ที่เพื่อนของเธอไม่สามารถไปโรงเรียนได้
“อ่าน ออกเขียนได้ก็พอ ไม่ต้องเรียนสูงมากหรอก ฉันเป็ชาวสวนนะ ไม่ต้องเรียนสูงๆหรอก”
“ไม่ง่ายเลยกว่าคนธรรมดาจะสามารถเรียนหนังสือได้ ฉันแค่เสียดายแทนเธอ”
“ความรู้ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือนะ ไม่งั้นคนรุ่นเก่าจะอยู่ยังไงล่ะ ไม่ใช่ว่าฉันคิดว่าเรียนไปก็เท่านั้นหรอกนะ มันก็แค่สถานการณ์ของฉันไม่เอื้อพอให้เรียน”
ตอนอยู่โลกนู้นเธอจบปริญญามาแล้ว เธอคิดว่าไม่เรียนก็ได้
“งั้น พอฉันเรียนเสร็จ ฉันก็จะมาสอนเธอด้วยดีไหม?”
“เอานิยายมาให้อ่านก็พอ เธอไปฝากครูสั่งซื้อให้ฉันทีสิ”
“มันแพงมากเลยนะ”
“ฉันมีเงินแล้ว เธอแค่หามาให้ฉันก็พอ เธอก็อยากอ่านนี่นา”
“แบบนี้ฉันก็เอาเปรียบเธอน่ะสิ ฉันควรจะออกครึ่งหนึ่ง”
“แต่เธอไม่มีเงินนี่ พ่อเธอมีต่างหาก”
“ก็….ใช่”
“เราเพื่อนกันนะ ฉันไม่คิดเล็กน้อยหรอก มีเงินก็ต้องใช้ ตายไปไม่ได้ใช้นะ พ่อเธอก็ใจดีกับฉันมาก ฉันไม่คิดเล็กคิดน้อยหรอก”
“ตบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ พูดจาไม่เป็มงคลเลยนะเธอเนี่ย พูดเื่ตายทำไมกัน!”
“จ๊ะๆ ตบแล้ว” ม่านฟ้าตบปากตัวเองเบาๆ แต่สายตาไม่ได้สำนึกเลย
“เฮ้อ…ฉันเป็ห่วงเธอนะม่านฟ้า”
จู่ๆก็ดราม่าซะงั้น มะเฟืองค่อนข้างวิตกกังวลกับม่านฟ้ามาก เพราะม่านฟ้าเสียพ่อกับแม่ไปแล้ว แถมอยู่คนเดียวอีก
ตอนงานศพมะเฟืองเห็นสภาพม่านฟ้าแล้ว ม่านฟ้าเหมือนคนสิ้นหวังไปแล้วจริงๆ
เธอกลัวว่าม่านฟ้าจะคิดทำอะไรบ้าๆ
“โอ๋ๆ อย่าร้องนะ ฉันอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้บ้านฉันมีไฟฟ้าแล้วเธอก็มานอนกับฉันก็ได้ ถ้าเธอไม่ขัดข้องที่บ้านฉันเล็กและโทรมอ่ะนะ”
“ย้ำจังนะเื่ไฟฟ้า บ้านเธอคงร้อนมากสินะ”
“ร้อนสิ ร้อนที่สุดเลยล่ะ” ม่านฟ้าพยักหน้าอย่างจริงจังสุดๆ และมะเฟืองก็ขำกับท่าทางตลกของเธออีกครั้ง